วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อ้าง "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" เปลี่ยนขั้วตำรวจ ดึงอำนาจหาตัว

เป็นคดีประวัติศาสตร์การปราบปราม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ทัวร์ผิดกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกแทรกซึมทุกวงการ ยากที่จะเข้าไปจับกุม แต่ก่อนใครไปแตะถูกย้ายถูกโยกตำแหน่งจนไม่มีใครกล้า จนมาสมัยรัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังรัฐบาลจีนขอความร่วมมือหาทางแก้ไขปัญหาร้องเรียนของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ถูกลอยแพ ถูกเอารัดเอาเปรียบ บังคับซื้อสินค้าไม่ได้คุณภาพในเครือบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ที่ครอบคลุมผลประโยชน์ในเมืองไทย

มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบก.ทท. เข้าไปดำเนินการปราบปรามเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่ทำลายระบบการท่องเที่ยวไทย ทั้งๆที่รู้ว่าต้องเสี่ยงเจอกับอะไรบ้าง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์รับมาทำเพื่อประเทศชาติ สนองนโยบายของรัฐบาล

โครงข่ายธุรกิจ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เป็นรูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยวครบวงจรและหลบเลี่ยงภาษีมีกลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ และคนมีสีมาเกี่ยวข้อง เป็นงานที่ท้าทายในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าจับกุมดำเนินคดี ไม่เคยมีตำรวจหน่วยไหนที่กล้าสืบสวนดำเนินคดีบริษัททัวร์รายใหญ่ที่มีผลประโยชน์เหนือกฎหมาย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์จัดชุดสืบสวนเครือข่ายบริษัทที่ประกอบกิจการธุรกิจการท่องเที่ยวที่เข้าข่ายความผิดในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบรถทัวร์นำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านจิวเวลรี่ หลบเลี่ยงภาษีเข้ารัฐ เริ่มต้นที่ภูเก็ต จับกุมเครือข่าย บริษัท ทรานลี่ เทรเวล จำกัด หรือบริษัทไทลี ที่เจ้าของถูกศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวแต่อ้างว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทย ให้เจ้าหน้าที่ออกบัตรประชาชนและนำไปจดทะเบียนนิติบุคคลประกอบธุรกิจนำเที่ยว”

ตรวจสอบพบว่า กลุ่มบริษัทในเครือทรานลี่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็น “นอมินี” ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบเอกสาร ยึดทรัพย์สินทั้งโรงแรม ที่ดิน เรือ รถ รวม 216 รายการ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท

ขยายผลจับกุมเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญรายใหญ่ที่ กทม. บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด บริษัท ซินหยวน ทราเวล จำกัด บริษัท รอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท รอยัล พาราไดซ์ จำกัด บริษัท รอยัล ไทย เฮิร์บ จำกัด บริษัท บางกอก แฮนดิคราฟท์ เซ็นเตอร์ จำกัด

พอเห็นพยานหลักฐานของกลางคดี เป็นงานใหญ่ที่ บก.ทท.ทำลำพังเองไม่ได้

การขุดคุ้ยหาหลักฐานเอาผิดบริษัททัวร์รายใหญ่ที่มีเงิน ผลประโยชน์มหาศาล พยานหรือผู้เสียหายไม่กล้าให้ข้อมูล มีผลต่อการสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่มีช่องทางวิ่งเต้นล้มคดี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์รายงานข้อมูล พล.อ.ประยุทธ์ประสานขอสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ปปง. เจ้าหน้าที่ทหาร บก.ปอศ. บก.ปคบ. และ บก.ปทส. ร่วมวางแผนดำเนินการร่วมกัน

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ยกเลิกใบอนุญาตประกอบการนำเที่ยว ตำรวจ บก.ปคบ. และ บก.ปทส. จับกุมร้านค้าที่จำหน่ายของผิดกฎหมาย กรมสรรพากร ยึดเอกสารเกี่ยวกับการเสียภาษีและธุรกรรมผิดกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบการทำธุรกิจของบริษัทในเครือ จับกุมร้านค้า บริษัทนำเที่ยว ในข้อหาฐาน “เป็นอั้งยี่, ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พ.ร.บ.นำเที่ยวและมัคคุเทศก์

คดีนี้ทำงานเป็นรูปทีมงาน ตามขั้นตอน เอาจริง ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีผู้กระทำผิดหนักทุกข้อหา มีการสอบสวนเอาผิดทุกเรื่อง ยึดคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าปราบปราม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ให้ได้

ไม่ทำแบบ “ผักชีโรยหน้า” หรือจับ “ปลาซิวปลาสร้อย” เหมือนที่ผ่านมา

ตำรวจไม่ได้ทำฝ่ายเดียว ทำตามนโยบายรัฐบาล แต่ตำรวจต้องทนแรงกดดันทุกทาง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เห็นว่าเป็นคดีสำคัญ แต่งตั้ง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน มีตำรวจทุกฝ่ายเข้าร่วม และตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ปปง. เป็นคณะกรรมการร่วมเสนอความเห็น ช่วยกันทำสำนวนคดี คาดหวังทำให้เป็นคดีตัวอย่าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” จับกุมดำเนินคดีและยึดทรัพย์เครือข่ายผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

วางตัว พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ ที่ตรงไปตรงมา เตรียมรับแรงกดดันที่มาทุกด้าน จนอัยการสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา รัฐบาลได้รับเสียงชมเชยจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พอศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องผู้กระทำผิดทุกข้อหา คณะทำงานของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ เตรียมเสนอ ผบ.ตร.มีการอุทธรณ์คดีทันที

กลับมีคำสั่งด่วนให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคง เข้ามาตรวจสอบสำนวนคดีที่ สน.พญาไท แทนที่จะประสานขอที่ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ หัวหน้าคณะทำงานที่ ผบ.ตร.ตั้งขึ้นมาก่อนหน้าตามมาด้วย ผบก.น.1 สั่งให้ ผกก.สน.พญาไท ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บก.น.1 โทษฐานขัดคำสั่งไม่ส่งสำนวนคดีที่เป็นความลับให้ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าไม่ใช่มาช่วยทำคดี แต่น่าจะมีเหตุผลอื่น กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด ตัดสินไม่ได้ว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน

ตามมาด้วยกระแสข่าวดังปลด ผบ.ตร.มี “เสธ.ทหาร” ใกล้ชิดบิ๊ก คสช.อยู่เบื้องหลังคนที่เลื่อยขาเก้าอี้ ผบ.ตร. เปลี่ยนขั้วอำนาจ เหตุขัดแย้งย้ายนายพลตำรวจ อ้างคดี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ศาลสั่งไม่ฟ้อง โจมตีชุดทำงาน พาดพิง ผบ.ตร. จน ผบ.ตร.เรียก พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ประชุมร่วมกับคณะทำงานสืบสวนสอบสวนยันหลักฐานแน่น แม้การอุทธรณ์จะเป็นสิทธิของอัยการ ซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องผู้ต้องหา ตำรวจพร้อมสนับสนุนข้อมูล หลักฐานใหม่มีข้อมูลหลบเลี่ยงภาษีของกลุ่มผู้กระทำผิด มีระยะเวลาดำเนินการภายใน 1 เดือน หลังมีคำพิพากษา

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ย้ำว่า “คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชน ถ้าทัวร์พวกนี้ชนะ จะส่งผลอะไรอีกหลายอย่าง เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดความเสียหายกับสังคม ตำรวจคงไม่เข้าดำเนินการตั้งแต่แรก เป็นการดำเนินการที่เอาเปรียบรัฐเกินไป ได้ผลกำไรเป็นแสนล้านแต่เสียภาษีไม่กี่บาท”

เป็นเรื่องที่น่าจับตาความเคลื่อนไหวของตำรวจ ในช่วงหลังจากนี้จะเป็นไปตามข่าวที่ปล่อยออกมาว่า เสธ.ทหาร มือจัดโผตำรวจ อยู่เบื้องหลังขบวนการปลด ผบ.ตร.เก่า วางตัว ผบ.ตร.คนใหม่ที่สนิทมาเป็นมือไม้ส่วนตัว เป็นอีกช่วงที่ตำรวจอยู่ในสภาพกดดันกับความไม่แน่นอน สับสนกับข่าวลือ ข่าวปล่อยที่ออกมารายวัน

“คดีทัวร์ศูนย์เหรียญ” เป็นนโยบายนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ไม่มีตำรวจคนไหนขัดคำสั่งหรือเรียกรับผลประโยชน์ ตำรวจตรวจค้นจับกุมทั้งที่เครือข่ายทุกบริษัทมีเส้นสายใหญ่โต

ตำรวจทำเต็มที่ กล้าได้กล้าเสียกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลขนาดนี้ ยังเชื่อข่าวชุดสืบสวนรับเงินล้มคดี ทั้งที่ทุกฝ่ายรู้ปัญหาเกิดจากอะไร แต่ไม่แก้ที่ต้นเหตุ ทำไมไม่เห็นใจคนทำงานที่ต้องถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มเครือข่ายที่ทรงอิทธิพล และเต็มไปด้วยผลประโยชน์

ชุดสืบสวนยิ่งทำยิ่งเห็นปัญหา ถ้ากระบวนการยุติธรรมปล่อยไว้ไม่ทำให้เป็นระบบ จะเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีความผิดเลย ลงโทษไม่ได้ยิ่งไปกันใหญ่ จะทำให้วงจร “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ขยายอิทธิพลยิ่งกว่าเก่า

แล้ววันนั้นอย่าคาดหวัง.....เจ้าหน้าที่หน้าไหนจะกล้าเข้าไปจัดการ.

ทีมข่าวอาชญากรรม