วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป้อมแย้มแล้ว ปูหนีทางสระแก้ว กล้องวงจรปิด ผ่านด่านทหาร (คลิป)

 ‘โอ๊ค’สวนหมัด ยัดเยียดข้อหา

“บิ๊กป้อม” แฉเส้นทางหลบ หนี “ยิ่งลักษณ์” นั่งรถเก๋งเผ่นเข้า จ.สระแก้ว เปิดหลักฐานวงจรปิดมัด พบขับผ่านด่านทหาร แต่ยังไม่รู้ไปถึงสุดชายแดนหรือไม่ “ศรีวราห์” รีบประสานเสียงข้อมูลตรงกับตำรวจ ยืนยันจุดกบดานสุดท้ายวันที่ 23 ส.ค. อยู่ที่ จ.สระแก้ว เร่งควานหารถยนต์คันพาหนี มั่นใจไม่ถึงทางตันแกะรอยเส้นทางล่องหน กองทัพวิ่งวุ่นไล่เช็กกล้องวงจรปิดบนถนนในพื้นที่ “ประวิตร” โต้แถลงการณ์เพื่อไทย ปัดแทรกแซงคดียัดข้อหา “พานทองแท้” ฟอกเงิน ยืนกรานดำเนินการตามพยานหลักฐาน “โอ๊ค” โพสต์เฟซบุ๊กสวนกลับ อัดยับกระบวนการยุติธรรมไทยบิดเบี้ยว เจอไล่ยัดเยียดความผิด เตือนระวังเวรกรรมตามทันลูกหลานผู้มีอำนาจ “บิ๊กตู่” วอนหยุดประโคมข่าวเรื่องไม่สำคัญ หวั่นกระทบความเชื่อมั่นประเทศ กกต.ปฏิเสธกดดันขยับโรดแม็ปเลือกตั้งเป็นกลางเดือน ส.ค.

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดมกำลังแกะรอยเส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีออกไปตามแนวชายแดนเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เส้นทางผ่าน จ.สระแก้ว ในการหลบหนี

“บิ๊กป้อม” แฉ “ปู” ชิ่งหนีทางสระแก้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง จุดที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้คือ ช่วงผ่านด่านทหาร จ.สระแก้ว แต่จับภาพได้ไม่ถึงสุดด่านชายแดน ส่วนรายละเอียดต่างๆ จะเรียกผู้ขับรถคันดังกล่าวมาสอบถาม เบื้องต้นเป็นรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ในเส้นทางดังกล่าวยังมีเส้นทางอื่นที่ใช้หลบหนีได้ ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบ

ผบ.ตร.ยังไม่รู้เส้นทางล่องหน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เผยพบเส้นทางการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกล้องวงจรปิด โดยหลบหนีทางรถยนต์ใช้เส้นทาง จ.สระแก้ว ว่า ยังไม่ทราบเรื่อง พล.อ.ประวิตร ท่านดูแลเรื่องความมั่นคง ไม่ได้คุมตำรวจอย่างเดียว ดูแลความมั่นคงทั้งหมด อาจจะเป็นข้อมูลจากหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบการข่าว ถ้ายังไงเดี๋ยวท่านคงสั่งมาอีกที ส่วนการข่าวของตำรวจ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ดูแลอยู่ เดี๋ยวคงรายงานมา ส่วนที่มีการบอกว่าได้ข้อมูลทั้งรถที่พาหลบหนีและคนขับรถ ขอให้ได้รับรายงานก่อน อย่าเพิ่งให้ตอบตอนนี้ เกรงจะเกิดความผิดพลาด

“ศรีวราห์” ตอกย้ำข้อมูลตรงกัน

ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีมีความคืบหน้าต่อเนื่อง แต่การที่ตำรวจจะพูดอะไรไปนั้น ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ถ้าความผิดอาญายังไม่เกิด ให้ข้อมูลหรือชี้แจงไปอาจเกิดปัญหาภายหลัง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นำหลักฐานอะไรแสดงกับสื่อมวลชนว่าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบ ไปทางชายแดน จ.สระแก้ว แต่ยอมรับว่า จากการ สืบสวนมีหลักฐานต้องสงสัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปทางด้านนั้น แนวทางสืบสวนของตำรวจพุ่งเป้าไปทางนั้นเช่นกัน ได้รายงาน พล.อ.ประวิตรไปตั้งแต่ต้นแล้ว ข้อมูลที่ พล.อ.ประวิตรระบุน่าจะเป็นข้อมูลหน่วยความมั่นคงอื่นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสืบสวนของตำรวจ

ควานหารถต้องสงสัยพาหนี

เมื่อถามว่า รถต้องสงสัยที่ถูกระบุเป็นคันเดียวกันที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นหรือไม่ รอง ผบ.ตร.ตอบว่า ใช่ รถคันที่ พล.อ.ประวิตรระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์โดยสารไปเป็นคันเดียวกับที่ตนระบุว่าเป็นรถต้องสงสัยที่ตำรวจกำลังติดตาม เป็นรถยนต์แต่ไม่สามารถเปิดเผยยี่ห้อได้ แม้จะมีหลักฐานบางส่วน แต่ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศแล้วหรือไม่

ชี้จุดกบดานตัวสุดท้ายอยู่สระแก้ว

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยให้สัมภาษณ์พบความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ วันที่ 23 ส.ค. เวลา 14.00 น. ที่บ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 ตอนนั้นรับว่าเป็นจุดสุดท้ายที่พบ แต่ต่อมามีข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังออกจากบ้านพักซอยโยธินพัฒนาในวันเดียวกันคือ 23 ส.ค. พบข้อมูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ จ.สระแก้ว ในรถต้องสงสัยเป็นเวลาต่อเนื่องกัน จุดสุดท้ายที่ จ.สระแก้ว ขณะนี้ยังหาตัวไม่ได้ว่า ใครเป็นคนขับรถ เกี่ยวข้องกับคนสนิทหรือกลุ่มการเมืองหรือไม่ แต่มีความพยายามในการสืบสวนสอบสวน แต่ยอมรับว่ากล้องวงจรปิด บางตัวชัด บางตัวไม่ชัดถ้าพยานหลักฐานชี้ชัดว่ามีบุคคลพาหลบหนีออกนอกประเทศ จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ถ้ายังไม่มีหลักฐานก็ยังไม่สามารถดำเนิน คดีได้ คงไม่ต้องถึงขั้นปิด จ.สระแก้วค้นหา ตำรวจต้องรวบรวมพยานวัตถุพยานบุคคลให้ชัดเจนก่อน

มั่นใจไม่ถึงทางตันแกะรอยเส้นทาง

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องสืบสวนขยายผลต่อไป ยืนยันยังคงสืบสวนหาตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ได้ว่า จากจุดนี้แล้วไปไหน ยังไม่ถึงทางตัน แต่ไม่สามารถชี้ได้ว่า อยู่ในหรือนอกประเทศ แต่หลังจากพบข้อมูลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ จ.สระแก้ว สันนิษฐานว่าจะหลบหนีออกไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าออกไปแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ได้ประสานประเทศกัมพูชาให้ผู้ช่วยทูตตำรวจของกองการต่างประเทศในกัมพูชา รายงานเข้ามาทุก 5 วัน ล่าสุดไม่พบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าไปในกัมพูชาแต่อย่างใด ทุกประเทศที่สงสัยก็สอบถามย้ำไปทุกๆ 5 วัน ยังไม่พบเช่นกัน ส่วนข้อมูลที่ส่งให้กองทัพพิจารณาดำเนินคดีจะดำเนินคดีกับผู้ใดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกองทัพพิจารณา แต่ขณะนี้ยังไม่มีการประสานมาที่ตน

ทหารวุ่นไล่เช็กวงจรปิดในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านบรรยากาศบริเวณแนวชายแดนที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เส้นทางผ่าน จ.สระแก้ว หลบหนีออกจากประเทศไทยนั้น ที่บริเวณถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดน พื้นที่ อ.อรัญประเทศ มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 ร่วมกับ มทบ.19 และตำรวจ สภ.คลองลึก มาตั้งด่านตรวจค้นยานพาหนะทุกชนิดที่วิ่งผ่านเข้าออกตามหมู่บ้านชายแดนอย่างเข้มงวด ขณะที่บริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ เจ้าหน้าที่ตม.สระแก้ว ตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลที่ผ่านเข้า-ออกด่านพรมแดนอรัญประเทศอย่างเข้มงวดเช่นกัน รวมทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยข่าวกองทัพบกหลายชุดไล่ตรวจสอบกล้องวงจรทุกตัวบนถนนที่มุ่งหน้าสู่เขตแดนกัมพูชา แต่ยังไม่มีรายงานว่าพบเบาะแสใดๆ ขณะเดียวกันชาวบ้าน อ.อรัญประเทศ ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหลบหนีมาข้ามชายแดนที่ จ.สระแก้ว เพราะมีทั้งป่าและอันตรายมากกว่า อีกทั้ง พล.อ.ประวิตรไม่ได้ระบุชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีข้ามเขตแดนไปยังฝั่งกัมพูชาบริเวณใด นอกจากนี้ ชาวสระแก้วไม่มีใครผูกพันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะหลบหนีมาทางชายแดน อ.อรัญประเทศ

“ประวิตร” ปัดรัฐบาลแทรกแซงคดี

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและ คสช.หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมว่า รัฐบาลไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมาย เป็นไปตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่และหลักฐานที่ปรากฏไม่ทราบว่าการออกแถลงการณ์ดังกล่าวจะหวังผลทางการเมืองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยหรือไม่ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้แทรกแซงคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

พท.ข้องใจรื้อคดียัดข้อหา “โอ๊ค”

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อหาฟอกเงินแก่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวกว่า เมื่อรัฐประหารปี 2549 มีการตั้ง คตส.สอบสวนหลายคดี รวมทั้งคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยแก่บริษัท กฤษดามหานคร คตส.มีมติฟ้องนายทักษิณและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายพานทองแท้เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐให้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ แต่คดีดังกล่าวอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง ต่อมารัฐประหารปี 57 มีการหยิบประเด็นให้ดำเนินคดีนายพานทองแท้กับพวกในความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน และข้อหารับของโจร มีรองอธิบดีดีเอสไอและพนักงานอัยการร่วมเป็นพนักงานสอบสวน ในที่สุดมีมติยุติข้อหารับของโจร เนื่องจากขาดอายุความ ส่วนข้อหาตามกฎหมายฟอกเงินเห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีการสั่งย้ายรองอธิบดีคนดังกล่าวไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนพนักงานสอบสวนชุดใหม่ โดยให้อธิบดีดีเอสไอมาเป็นประธาน เปลี่ยนผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และมีมติให้แจ้งข้อหาความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ทั้งที่พนักงานสอบสวนชุดเก่าบอกว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

โวยใช้กลไกการเมืองแทรกแซง

นายชูศักดิ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวหากพิจารณาข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นมาโดยลำดับ ตั้งคำถามได้ว่า อาจเข้าข่ายลักษณะการใช้กลไกและอำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ จากหนังสือร้องเรียนของรองอธิบดีดีเอสไอที่ปรากฏทางสื่อส่อให้เห็นว่า มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ใช้องค์กรกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง อาจเข้าใจได้ว่า ทั้งหมดเป็นผลพวงการรัฐประหารเช่นกัน จึงน่าห่วงใยว่าการมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรมนั้น จะมีผลในทางปฏิบัติโดยแท้จริงหรือไม่

ใช้อำนาจยัดเยียดให้เป็นจำเลย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า หากเหตุผลการสั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ เนื่องจากไม่ตอบสนองคำสั่งให้เร่งดำเนินคดีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้ไม่ถือเป็นปัญหาส่วนตัว แต่เท่ากับใช้อำนาจกดดันกระบวนการยุติธรรม เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของผู้มีอำนาจหรือไม่ หลักการพิจารณาคดีของศาล หากเห็นว่าพยานหลักฐานมีข้อน่าสงสัยจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่กรณีนายพานทองแท้แม้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ บางข้อหากหมดอายุความไปแล้วยังจะยัดเยียดให้เป็นจำเลย เรื่องนี้ต้องระวัง อาจเป็นการตอกลิ่มความขัดแย้งได้ แม้ยังไม่มีข้อมูลชี้ว่าเกี่ยวกับคนสำคัญในรัฐบาล แต่น่าห่วงว่า สังคมอาจเกิดความเคลือบแคลงสงสัย จึงควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อคำร้องทุกข์ของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ และข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาอย่าให้บ้านเมืองเกิดวิธีคิดว่า ความอยุติธรรมเป็นมรดกตกทอดจากพี่สู่น้อง จากพ่อสู่ลูกได้ ถ้านายพานทองแท้ผิดต้องถูกดำเนินคดี แต่ทุกขั้นตอนต้องสิ้นสงสัยว่าไปตามหลักนิติธรรม ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามข้อมูลรองอธิบดีดีเอสไอ แล้วชาวบ้านตั้งคำถามว่า ลูกกระทิงแดงปล่อยให้อายุความค่อยๆหมดไป แต่ลูกฝ่ายเสื้อแดงหมด อายุความแล้วยังจะเอาให้ได้ จะอธิบายกันอย่างไร

“โอ๊ค” โวยใช้อำนาจบีบบิ๊กดีเอสไอ

เย็นวันเดียวกัน นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือในนามของกระบวนการยุติธรรม” เป็นคำกล่าวของมงแต็สกีเยอ ที่นายทักษิณเพิ่งนำมาทวีต ขณะนี้มีเอกสารหลุดฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับตนโดยตรง เป็นของอดีตรองอธิบดีดีเอสไอทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมว่า ได้รับคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ ทั้งที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สั่งการทราบแล้วว่า ธุรกรรมของนายพานทองแท้ไม่มีส่วนใดผิดกฎหมาย ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้ เป็นเหตุให้ถูกปลดจากตำแหน่งรองอธิบดีไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกฯ พร้อมทั้งได้บรรยายเหตุการณ์ในการสั่งการอย่างไม่ชอบธรรม โดยมีพยานยืนยันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไออยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

สวนกลับระวังเวรกรรมตามทัน

นายพานทองแท้ระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยทุกวันนี้ บิดเบี้ยวถึงขั้นจะตรวจสอบเรื่องข้าว หัวหน้า คสช.สั่งการข้าราชการด้วยตัวเองว่า ไม่ต้องคำนึงกระบวนการยุติธรรม ใครไม่เร่งทำถือว่ามีความผิด จะตรวจสอบคดีแบงก์กรุงไทย ซึ่งมีการกู้เงินนับหมื่นล้านแทนที่จะไปตรวจสอบองค์กรที่ได้รับผลประโยชน์ก้อนใหญ่ หรือรายชื่อนายทหาร นายตำรวจ และบุคคลองค์กรอื่นๆอีกกว่า 300 ธุรกรรม และนายพลเรือคนดังก็มีชื่อรับโอนเงินก้อนดังกล่าวด้วย กลับไม่สนใจตรวจสอบ แต่สั่งการกับผู้ปฏิบัติแบบเน้นๆให้จ้องเอาผิดธุรกรรมการเงินจำนวน 10 ล้านบาท เพราะเป็นธุรกรรมการเงินของลูกอดีตนายกฯที่ตัวเองตั้งธงไว้แล้วว่า ต้องยัดเยียดความผิดให้ได้ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เกิดกับลูกหลานตัวเองบ้าง ผู้มีอำนาจที่สั่งการกันมาเป็นทอดๆ อาจยังไม่รู้สึก แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งเวรกรรมจะตามทัน ถ้าไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม เชิญผู้มีอำนาจสั่งการหาเรื่องกันต่อไป วันไหนกรรมตามสนองลูกหลานตัวเองบ้าง อย่าได้โอดครวญแล้วกัน

ปชป.เหน็บ “สุดารัตน์” อยากนั่ง หน.

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายชัยเกษม อดีต รมว.ยุติธรรม โจมตีดีเอสไอดำเนินคดีนายพานทองแท้ ชินวัตร ข้อหาฟอกเงิน ในคดีปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยว่า การที่นายชัยเกษมกล่าวเช่นนั้น เพราะนายพานทองแท้เป็นบุตรชายเจ้านายของนายชัยเกษมใช่หรือไม่ ในยุคที่นายชัยเกษมนั่งเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษของดีเอสไอได้ทำหน้าที่อย่างยุติธรรมหรือไม่ เพราะลงมติกลั่นแกล้งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และ 45 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีบริจาคเงิน 20,000 บาทเข้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นคดีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.พรรค การเมืองปี 2550 ที่สำคัญช่วงที่นายชัยเกษมเป็น รมว.ยุติธรรม ได้ยืนยันกลางสภาผู้แทนราษฎรว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ เป็นคนดียังจำคำพูดตนเองได้หรือไม่ ขอให้ส่องกระจกดูตัวเองด้วย ส่วนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย แก้ต่างให้นายพานทองแท้ว่า มีการ ใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งนั้น เท่ากับดูหมิ่นกระบวนการยุติธรรม ทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ศาลใช่หรือไม่ หรืออยากเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาก จนต้องให้สัมภาษณ์เช่นนี้ ทั้งที่ไม่ควรต้องเดือดร้อนแทนนายพานทองแท้

กางหลักฐานตอกย้ำจีทูจีเก๊

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า บางส่วนของคำพิพากษาคดีระบายข้าวแบบจีทูจี ที่ผูกโยงไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่พอจะคาดเดาการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ มีใจความว่า มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวครั้งที่ 1/2554 ที่มีนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นประธาน เห็นชอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวในกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐให้รวมรัฐวิสาหกิจ ต่อมาเสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะประธาน กขช.ให้ความเห็นชอบ จากนั้นเพียง 5 วัน บริษัทกวางตงฯ รัฐวิสาหกิจมณฑลของจีน มีหนังสือถึงอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศขอซื้อข้าว ซึ่งตรงกับระยะเวลาเริ่มต้นดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่กำหนดราคารับจำนำไว้สูงกว่าราคาท้องตลาดกว่าร้อยละ 50 อย่างพอดิบพอดี ส่อแสดงให้เห็นว่ามีการจัดเตรียมการจัดทำยุทธศาสตร์การระบายข้าวเพื่อรองรับรัฐวิสาหกิจจากต่างประเทศให้มาซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย

เร่งสรุปสำนวนให้เสร็จเดือน ก.ย.

นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 3 ในฐานะอัยการผู้ร่วมสอบสวนคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนว่า คาดว่าสัปดาห์หน้า พนักงานสอบสวนจะสรุปผลสอบปากคำเพิ่มเติมส่งคณะพนักงานสอบสวน และจะออกหมายเรียกกลุ่มบุคคลเข้ารับทราบข้อหาและแก้ข้อกล่าวหา เพื่อเร่งสรุปสำนวนให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ เนื่องจากคดีจะหมดอายุความกลางปี 2561 โดยนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในกลุ่มบุคคลที่จะถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาด้วย ส่วนกระแสข่าวว่าคดีนี้มีการกลั่นแกล้งนั้น ยืนยันว่า ทำงานตามหน้าที่พิจารณาตามหลักฐานที่ปรากฏในเรื่องเส้นทางการเงิน ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร

วอนหยุดประโคมข่าวเรื่องไม่สำคัญ

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนว่า การสร้างความเจริญเติบโตให้ประเทศอย่างยั่งยืน นอกจากยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ส่วนเหตุการณ์ภายในบางอย่าง ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาด บาดตาย ไม่ใช่เรื่องสำคัญมาก อย่าช่วยกันประโคมข่าวมากนัก ทำให้ต่างประเทศมองเราว่า ไม่ยุติเสียที หลายอย่างเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมก็ให้ดำเนินการไป รอผลออกมา ไม่อย่างนั้นมีผลกระทบกับความเชื่อมั่น เรื่องใดเป็นประเด็นอ่อนไหวไม่ควรพูดออกไปในเวทีใหญ่ อย่าเอาทุกอย่างมาปนกันหมด ทำให้การเดินหน้าต่างประเทศมีปัญหา แล้วในประเทศก็จะมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น

อ้อนให้อดทนไว้วางใจรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแล้ว การปฏิรูปคงไม่สามารถทำได้เสร็จภายใน 1-2 ปี บางเรื่องอาจใช้เวลา 5-10 ปี แต่สิ่งสำคัญ 2 ประการ ที่อยากเน้นย้ำคือ 1.การมีส่วนร่วมสร้างความปรองดองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิรูป 2.ความอดทนอดกลั้น ไม่ใจร้อน ไม่บิดเบือน ต้องไว้ใจร่วมมือกัน บางคนอาจบอกว่า ไม่ได้อะไรเลยจากรัฐบาลนี้ก็ต้องคอย ใช้เวลาที่จะเข้าถึงให้ได้ โดยมีสองทางคือ เข้าถึงเองหรือรัฐบาลยื่นแขนยื่นขาออกไป ถ้าทุกคนเข้าไม่ได้ เข้าไม่ถึง แล้วอยู่เฉยๆบ่นว่าทำไมไม่ได้อะไรเลย ตนว่ามันไปได้ยาก ทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน รัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ต้องเป็นการสนับสนุนที่ถูกต้อง เป็นไปตามทำนองคลองธรรม ตามกฎหมาย อย่าให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก

“มาร์ค” ชูธงปฏิรูปลงสนามเลือกตั้ง

ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ภาพอนาคตปี 2035 ที่ดิน พลังงาน และน้ำประเทศ ไทย” ที่จัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่านโยบายพรรคประชาธิปัตย์ครั้งหน้าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกือบทุกด้าน พรรคมีนโยบายชูธงปฏิรูปประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้อมูลที่ทีดีอาร์ไอเสนอในเรื่องทรัพยากรที่ดิน น้ำ และพลังงาน จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำนโยบายพรรค เพราะทั้งสามเรื่องล้วนมีปัญหา ทั้งหมดเป็นหัวใจการจัดสรรทรัพยากร และคิดกติกาว่าการเติบโตต้องกระจายไปยังทุกคน ส่วนการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล คสช.นั้น เห็นว่ายังไม่ชัดเจนว่า แผนยุทธศาสตร์ 20 ปีจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะมาตรการและนโยบายที่ออกมา ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง

ไม่เชื่อ ก.ม.ลูกสะดุดฉุดเลื่อนโรดแม็ป

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิจารณ์การเลื่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปปลายปี 2561 ว่าเป็นการคาดการณ์เพราะมีคำสัมภาษณ์ของบางคนทำให้ถูกตีความเช่นนั้น แต่ปฏิทินการออกกฎหมายมีความชัดเจนอยู่แล้ว จะมีช่องโหว่เพียงอย่างเดียวคือ กรณีที่ สนช.ไม่เห็นชอบกฎหมายลูก ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของแม่น้ำห้าสายที่ต้องเดินตามปฏิทินที่ตัวเองประกาศไว้ ถ้าไม่ทำจะเกิดผลกระทบถึงความเชื่อมั่นจากภายนอกและแรงกดดันจากภายในด้วย จึงไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาเรื่องการออกกฎหมายลูกไม่ทัน มั่นใจว่าทุกฝ่ายต้องการให้ทุกอย่างเดินไปด้วยความราบรื่น เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจ หรือประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนผ่าน ใครคิดทำเงื่อนไขให้ผิดเพี้ยน เบี่ยงเบนไป จะเป็นการสร้างปัญหาให้ประเทศและความขัดแย้งจะรุนแรง จนกลับไปสู่วังวนเดิมของความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนปฏิทินภายในของ กกต.ที่ระบุว่า การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 2561 นั้น สิ่งที่ กกต.คำนวณเวลาอาจลืมบางขั้นตอนไป การระบุว่าเป็นเดือนใด ต้องบวกลบเวลาเผื่อด้วย

กกต.ปฏิเสธเร่งรัดร่นวันเลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพ นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า สำนักงาน กกต. ประสานไปยังพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย เพื่อขอเข้าพบพระคุณเจ้าพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช โดยมีผู้บริหารพร้อมด้วยพนักงานของสำนักงาน กกต. เข้าประชุมหารือถึงแนวทางความร่วมมือการดำเนินกิจกรรมร่วมกันเช่น กิจกรรมรณรงค์หมู่บ้านไม่ขายเสียงต้นแบบ และกิจกรรม 6 สัปดาห์ประชาธิปไตย เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในอนาคตให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนกรณีการวิจารณ์ กกต.ที่กำหนดปฏิทินเลือกตั้งในเดือน ส.ค.2561 นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นการกำหนดตุ๊กตาการทำงานภายในของ กกต. เพื่อลำดับงานสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้เป็นไปตามกรอบโรดแม็ป เหมือนตั้งโจทย์สมมติเพื่อเตรียมพร้อมไว้เท่านั้น ขณะนี้แต่ละด้านกิจการก็เดินหน้าเตรียมงานต่างๆ ก่อนส่งมอบให้ กกต.ชุดใหม่ ยืนยันว่า กกต.ไม่มีวัตถุประสงค์เร่งรัดให้มีการเลือกตั้งหรือดักคอใคร เพราะรู้ดีว่าต้องรอให้กฎหมายลูก 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยก่อน จึงจะเริ่มวันเลือกตั้งที่ต้องดำเนินการภายใน 150 วัน

“วุฒิสาร” พลิ้วบอกผลสำรวจไม่ใช่โพล

ที่รัฐสภา นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงกรณีผลสำรวจความเห็นประชาชนของสถาบันพระปกเกล้า ที่ระบุนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในช่วง 15 ปีว่า ไม่ถือเป็นการทำโพล เพราะการทำโพลเป็นการสุ่มตัวอย่าง มีคำถามไม่กี่คำถาม แต่กรณีสถาบันพระปกเกล้าเรียกว่า โครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจและบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ ทำมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในปี 2560 เก็บสุ่มตัวอย่าง 33,420 กลุ่มตัวอย่างในทุกจังหวัด มีการลงครัวเรือนระบุตัวบุคคลให้สัมภาษณ์ มีระเบียบวิธีซับซ้อนเพื่อให้มั่นใจว่า เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน สิ่งที่สำรวจทุกปีเป็นการทำหน้าที่ในสถานะสถาบันทางวิชาการที่สะท้อนว่า ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร นำไปสู่ปรับปรุงแก้ไขเพื่อเป็นการสร้างสรรค์ต่อบ้านเมือง ซึ่งในการแถลงข่าวไม่มีการเทียบเคียงตัวผู้นำเลย ดังนั้นการนำไปเปรียบเทียบเป็นคะแนน นิยมของแต่ละรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี จึงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ตำหนิสื่อเลิกเสนอข่าวเอามัน

เมื่อถามว่า ผลการสำรวจคะแนนนิยมพบว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีคะแนนนิยมนำ พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. นายวุฒิสารตอบว่า โพลดังกล่าวไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ถ้านำไปโยงจะเป็นการสร้างปัญหา สื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อเท็จจริงไม่ใช่เสนอความคิดเห็น ที่สำคัญต้องนำเสนออย่างสร้างสรรค์ คำถามแบบนี้ทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง สื่อต้องเข้าใจบริบทและฟังข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้สื่อไม่ได้ฟัง หยิบบางเรื่องเพื่อตั้งคำถามจนเกิดปัญหาใหม่ จึงต้องทบทวนกันทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อสนุกและความมัน ส่วนที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองนั้น ใครจะแปลความอย่างไรเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ถ้าจะเป็นธรรมน่าจะเข้าไปดูข้อเท็จจริงการแถลงข่าวและเนื้องานวิจัย ส่วนข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า คิดว่าเวที สปท.เป็นเวทีพูดคุยกัน มีความเห็นหลากหลาย ตนไม่ได้อยู่ในฐานะตอบโต้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก สปท.

ลงดาบพักงานนายกฯบางบัวทอง

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2560 เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 10 ระบุว่า ตามที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2558 เรื่องมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว เนื่องจากถูกร้องเรียนใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบและมีมูลอันสมควรตรวจสอบ เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐไปยุ่งกับพยานหลักฐาน อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2558 หัวหน้า คสช.มีคำสั่งให้นายอาวุธ เจริญนนทสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง นายวีระชัย ขันรุ่ง รองนายกเทศมนตรีเมืองบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ระงับการปฏิบัติราชการชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และให้นางกัลยา มงคลสกุลกิจ รองปลัดเทศบาลเมืองบางบัวทอง ไปช่วยราชการที่ศาลากลาง จ.นนทบุรี หรือสถานที่ราชการอื่นตามที่ผู้ว่าราชการ จ.นนทบุรี กำหนด และมิให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง และสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายการเดินทางไปราชการชั่วคราว พร้อมให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงบุคคลทั้ง 3 ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป