วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาวน้ำมนต์อ้าง คบหาจริงไม่ได้หลอกลวง

ลงเอยแต่งงานด้วยแค่ 7 คน เอาใจเก่งจนผู้ชายหลงคารม ‘ผัวใหม่’ ก็โดนต้มเหมือนกัน

ฐิติราชรุดสอบปากคำ “น้ำมนต์” สาวแสบ หลอกแต่งงานแล้วเชิดเงินค่าสินสอดหนี หลังจนมุมตำรวจกองปราบฯ ที่บ้านเช่าย่านกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พร้อมสามีใหม่ที่โดนหลอกเหมือนกัน เปิดปากสารภาพ ที่ผ่านมาหลอกแต่งงานจริงแค่เพียง 7 ราย ส่วนเหยื่อที่เหลือน่าจะเป็นเรื่องฉ้อโกง ด้านเหยื่อเจ็บใจถูกหลอกเอาใจอย่างดีถึงขั้นหลวมตัวเสียทั้งค่าสินสอด 180,000 บาท รถกระบะอีกหนึ่งคัน ด้าน ผบช.ก.ลั่นต้องจัดการให้เข็ดหลาบ เตรียมแจ้งข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ เพื่อเข้ามูลฐานความผิดนำไปสู่การยึดทรัพย์ทั้งหมด

กองปราบฯตามรวบ “น้ำมนต์” สาวแสบหลอกแต่งงานแล้วเชิดเงินสินสอดหนี หลังจนมุมที่สมุทรสาคร พร้อมแฟนใหม่ที่โดนหลอกเหมือนกัน ยอมรับสารภาพหลอกแต่งงานจริงแค่ 7 ราย ส่วนเหยื่อที่เหลือเป็นเรื่องฉ้อโกงครั้งนี้ เปิดเผยขึ้น เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 8 ก.ย.ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป.พร้อมพนักงานสอบสวน บก.ป.ร่วมกันสอบปากคำ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ หรือภรณ์ หรือน้ำมนต์ อายุ 32 ปี ชาว จ.เลย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ในเวลากลางคืน และจับกุมนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี สามีใหม่ของ น.ส.น้ำมนต์ ผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกง ท้องที่ สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สำหรับ น.ส.จริยาภรณ์ ได้สร้างเรื่องจนโด่งดัง ด้วยการหลอกลวงชายหนุ่มที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก พูดคุยตีสนิทในเชิงชู้สาว จนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน แล้วอ้างว่ากำลังตั้งครรภ์ ขอให้ฝ่ายชายจัดงานแต่งงาน แต่ภายหลังกลับเชิดเงินสินสอดจากผู้เสียหายหลบหนีไปรายละหลายแสนบาท หรือบางรายถูกหลอกให้นำเงินมาร่วมลงทุนทำธุรกิจขายผลไม้แล้วเชิดเงินหนี จนผู้เสียหายต้องตกเป็นหนี้ ได้รับความเดือดร้อน รวมกว่า 13 ราย พร้อมของกลางที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ มีรถกระบะวีโก้ สีดำ ทะเบียน 1 ฒถ 1219 ระยอง รถเก๋งนิสสัน สีขาว ทะเบียน 4 กจ 4319 กรุงเทพมหานคร และเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการสอบปากคำ น.ส.จริยาภรณ์ กว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะจัดให้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอติดตามทำข่าวจำนวนมาก

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องลงมากำกับคดีดังกล่าวด้วยตนเอง เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้แจ้งความไว้กับตำรวจท้องที่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบมีผู้เสียหาย 11 ราย คาดว่าจะมีเพิ่มอีก อีกทั้งยังเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และอยากให้เกิดความเข็ดหลาบ คดีดังกล่าวมีข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นหน้าที่ของกองปราบปราม ที่จะต้องสร้างความชัดเจน ขณะนี้พบความเสียหายจากการหลอกลวงมีมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท เข้าข่ายเป็นคดีสารพัดโกงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นจะพิจารณาแจ้งข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ นำไปสู่มูลฐานความผิดเพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้ สำหรับพ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ ที่หลบหนีอยู่ในขณะนี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ หรือ น.ส.จริยาภรณ์ หลอกลวงพ่อแม่ด้วย กรณี น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อายุ 27 ปี ชาว จ.เลย ที่ถูก น.ส.จริยาภรณ์ นำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารในการหลอกลวงนั้น ถือว่าไม่มีความผิด เพราะเป็นการเปิดบัญชีม้า ไม่มีส่วนรู้เห็น

ขณะที่ น.ส.จริยาภรณ์ เปิดเผยว่า ที่บอกว่าตนหลวกลวงผู้ชายมากมาย ประเด็นคือว่า ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการค้าขายผลไม้จริง มีการคบหาแต่ละคนจริงโดยคนที่แต่งงานด้วยนั้นมีการไปมาหาสู่กันและพูดคุยกัน แต่ละคนมีระยะเวลาที่พูดคุยกันอยู่ ไม่ได้มีเจตนาที่จะล่อลวง หรือมีเจตนาที่จะ หลอกลวงใครให้มาแต่งงาน ทั้งนี้คนที่ตนได้แต่งงาน ด้วยมีเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น ส่วนผู้เสียหายที่เหลือเป็นเรื่องของการฉ้อโกงมากกว่า เพราะทุกคนยินยอมจะให้เงินกับตน เพื่อทำธุรกิจค้าขายผลไม้ร่วมกัน

ด้านนายไพรัตน์ พึ่งสุข อายุ 28 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่า เป็นเจ้าของรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน 1 ฒถ 1219 ระยอง ของกลางที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้จาก น.ส.จริยาภรณ์ สำหรับเรื่องรถที่ถูกผู้ต้องหาเอาไป ได้แจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองระยอง ก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากโดนขโมยรถแล้ว ตนยังโดนหลอกให้จ่ายเงินสด 180,000 บาท เป็นค่าสินสอดหลังถูกหลอกให้แต่งงาน ทำให้เป็นหนี้สิน ครั้งแรกที่พบ น.ส.น้ำมนต์เอาใจเก่ง พูดจาดีหว่านล้อมว่าให้ไปทำธุรกิจด้วยจะสร้างอนาคตด้วยกันแต่สุดท้ายเป็นเรื่องการหลอกลวง ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

หลังจากแถลงข่าวชุดจับกุมได้ควบคุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี รับไว้ดำเนินคดี ในข้อหาลักทรัพย์ ขณะที่นายกิตติศักดิ์เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี รับไว้ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงต่อไป

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า จากการสอบปากคำ น.ส.จริยาภรณ์ ระบุวิธีการหลอกผู้ชายคือ จะเลือกคบผู้ชายไว้ครั้งละหลายๆคน เลือกเหยื่อจากการติดต่อทางเฟซบุ๊ก เป็นผู้ชายที่ไม่มีครอบครัว พอมีฐานะทางการเงินอยู่บ้าง และหน้าตาไม่ดี จนกระทั่งได้พูดคุยสนทนา จากนั้นจะใช้เสน่ห์มารยาหญิง เอาอกเอาใจเหยื่อ จนเกิดความลุ่มหลง ตนพูดอะไรฝ่ายชายต้องหลงเชื่อหมด ส่วนเงินที่ได้มาจะเอาไปใช้จ่ายซื้อข้าวของที่อยากได้ แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้ติดการพนันแต่อย่างใด

ช่วงสายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนางแอน (นามสมมติ) พี่สาวของ น.ส.จริยาภรณ์ ผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม ที่บ้านสวน ต.ศรีสองคราม อ.วังสะพุง จ.เลย นางแอนเปิดเผยว่า หลังทราบข่าวน้องสาวถูกจับ ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ แต่เป็นเรื่องกรรมเวรที่น้องสาวก่อขึ้นเอง ส่วนพ่อแม่ที่หลบหนีออกจากบ้านไปนั้น ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด เพราะพ่อแม่จะติดต่อกับน้องสาวตลอด ส่วนเรื่องงานแต่งไม่เคยไปร่วมแม้แต่ครั้งเดียว น.ส.จริยาภรณ์มีชื่อเล่นว่านิ่ม เมื่อปี 2554-55 เคยจัดงานหมั้นกับแฟนหนุ่ม เรียกค่าสินสอดเป็นเงินสด 3 หมื่นบาทกับทองรูปพรรณหนัก 2 บาท หลังเสร็จงาน น.ส.จริยาภรณ์ได้ขอเงิน จากคู่หมั้น 2 แสนบาท เพื่อมาลงทุนซื้อผลไม้ขาย แต่หนุ่มคู่หมั้นเอะใจสงสัยพฤติกรรม จึงยกเลิกการหมั้น และยกค่าสินสอดทั้งเงินสดรวมทั้งทองรูปพรรณให้แก่ฝ่ายหญิงโดยไม่ได้แจ้งความใดๆ จากนั้นหนุ่มคู่หมั้นได้ไปทำงานที่ จ.บุรีรัมย์ จนถึงปัจจุบัน ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อทางโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้

สำหรับการจับกุมตัว น.ส.น้ำมนต์ สาวแสบ ครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (7 ก.ย.) พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ให้กองปราบปรามเร่งรัดจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ ให้ได้โดยเร็วที่สุด จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1.บก.ป. พร้อมชุดทำงาน กก.1.บก.ป.แบ่งกำลังจัดชุดสืบสวนตามล่าตัว น.ส.จริยาภรณ์จนพบความเคลื่อนไหวว่า หลังก่อเหตุผู้ต้องหาได้มาอาศัยอยู่กับนายกิตติศักดิ์ ตันติวัฒน์กุล อายุ 33 ปี สามีคนปัจจุบัน ย่านสมุทรสาคร ชุดจับกุมได้ลงพื้นที่สืบสวนจนกระทั่งสามารถจับกุม น.ส.จริยาภรณ์ได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ถนนตลาดเก้าแสน แยกกระทุ่มแบน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พร้อมของกลาง เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้ขยายผลจับกุมนายกิตติศักดิ์ได้ที่โรงแรมไลค์อินน์ ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ขณะร่วมหลับนอนกับผู้หญิงอื่น รวมทั้งอายัดรถเก๋ง นิสสัน สีขาว ทะเบียน 4 กจ 4319 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน 1 ฒถ 1219 ระยอง ที่ตรวจยึดได้ที่คอนโดฯแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี มาตรวจสอบ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาสอบสวนดำเนินคดีที่กองปราบปราม

จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.จริยาภรณ์ พบว่ามีหมายจับติดตัว 5 หมาย ประกอบด้วย หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 19 มี.ค.ในฐานความผิดฉ้อโกง หมายจับศาลจังหวัดจันทบุรี ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หมายจับศาลจังหวัดชุมพร ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2559 ข้อหาฉ้อโกง หมายจับศาลจังหวัดระยอง ลงวันที่ 5 กันยายน 2560 ข้อหายักยอกทรัพย์ และหมายจับศาลจังหวัดเลย

หลังจากหนีประกันในชั้นศาลคดีฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารราชการ จากการสอบสวนพบว่า น.ส.น้ำมนต์ เริ่มหลอกลวงผู้ชายแต่งงานตั้งแต่ปี 54 จนถึงปีนี้ นับเป็นเวลา 6 ปี มีผู้ชายตกเป็นเหยื่อ 13 คน

ส่วนนายกิตติศักดิ์สามีปัจจุบันพบว่ามีหมายจับติดตัว เป็นหมายศาลจังหวัดจันทบุรี ที่ 190/2559 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลังถูก น.ส.จริยาภรณ์หลอกให้ไปฉ้อโกงซื้อแผงทุเรียนที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นายกิตติศักดิ์ให้การว่า ถูก น.ส.น้ำมนต์อ้างว่าท้องแล้วหลอกให้แต่งงาน เรียกสินสอด 1 แสนบาท แต่ตนมีเพียง 5 หมื่นบาท จึงได้ทยอยจ่ายเงินที่เหลือ ก่อนตกลงอยู่กินด้วยกันที่ผ่านมาจะมาทำหน้าที่ขับรถให้ น.ส.น้ำมนต์ เป็นบางครั้ง จนมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม

ต่อมาเวลา 14.00 น. ตำรวจชุดสืบสวน สภ. ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี ได้เดินทางไปรับตัว น.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ ผู้ต้องหาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อนำตัวมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ มี พล.ต.ต.อำนาจ จันทร์เจริญ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมชุดสืบสวนร่วมสอบปากคำเพิ่มเติมนานประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำตัวไปคุมขังไว้ในห้องขังชั้น 2 ขณะถูกคุมขังพบว่า น.ส.น้ำมนต์มีสีหน้าท่าทีเคร่งเครียดและร่ำไห้ตลอดเวลา พร้อมกล่าวว่า “ฝากขอโทษพ่อกับแม่ที่ทำให้เดือดร้อน ไม่มีเจตนาที่จะหลอกผู้เสียหาย มันไม่เป็นจริงอย่างที่พี่ๆรู้หรอกค่ะ”

ด้าน ร.ต.ท. ญ. รัตนพร บุญหรรษา รอง สว. (สอบสวน) สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา น.ส.จริยาภรณ์ในข้อหาลักทรัพย์ และฉ้อโกง จากนั้นจะนำตัวส่งศาลจังหวัดธัญบุรีต่อไป