วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรมอุทยานฯ เก็บตัวอย่าง DNA จระเข้เลพัง หาที่มา คาด 2 สัปดาห์รู้ผล

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง DNA เจ้าเลพัง จระเข้ที่ถูกจับที่ จ.ภูเก็ต พิสูจน์หาที่มาเพื่อดำเนินการที่เหมาะสม คาดรู้ผลใน 2 สัปดาห์ ด้าน ดร.ธรณ์ เผยต้องศึกษาจระเข้ใหม่ เล็งใช้กรณีนี้ทำเลพังโมเดล...

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 8 ก.ย.2560 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชพร้อมด้วย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และทีมสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมพิสูจน์จระเข้เลพังที่ถูกจับได้เมื่อคืนวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการจับจระเข้เลพังจากนายไพบูลย์ บุญลิปตานนท์ ประมงจังหวัดภูเก็ต จากนั้นทีมสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันพิสูจน์จระเข้เลพังที่ถูกเลี้ยงไว้ในบ่อภายในศูนย์ฯ พบว่าจระเข้ตัวนี้มีความยาว 2.80 เมตร เป็นจระเข้เพศผู้ ไม่พบการฝังไมโครชิพ แต่ยังไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้ว่า เป็นจระเข้น้ำเค็มแท้ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ หรือเป็นจระเข้น้ำเค็มพันธุ์ผสม จึงได้มีการเจาะเลือดนำไปตรวจ DNA เพื่อให้ทราบผลที่ชัดเจนต่อไป

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า การเดินทางมาตรวจพิสูจน์จระเข้ในครั้งนี้เป็นการบูรณาการทำงานเพื่อให้ทราบสายพันธุ์และที่มาของจระเข้ที่ชัดเจน นำไปสู่การดำเนินการที่เหมาะสม ซึ่งจะนำเลือดจระเข้ไปตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ โดยภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งมีการตรวจสุขภาพโดยสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยสุขภาพจระเข้ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หากพบเป็นจระเข้แท้ตามธรรมชาติจะต้องคืนปล่อยตามธรรมชาติในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งต่อจระเข้และมนุษย์ รวมทั้งระบบนิเวศที่เหมาะสม แต่หากเป็นจระเข้พันธุ์ผสมจะต้องให้อยู่แบบกึ่งธรรมชาติ มีอาณาบริเวณที่ชัดเจน ทั้งนี้ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน นั่นคือ การรอผลพิสูจน์ DNA ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ ทั้งนี้ทีมสัตวแพทย์ได้มีการฝังไมโครชิพไว้บริเวณโคนหางซ้าย เพื่อการศึกษาและการติดตามในอนาคต โดยระยะนี้จะดูแลจระเข้เป็นอย่างดีระหว่างรอผลตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ

ด้าน ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในทางวิชาการถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เพราะจะต้องตรวจสอบที่มาของจระเข้เลพังตัวนี้ให้ชัดเจนนำไปสู่การดำเนินการที่เหมาะสม โดยกรณีของเลพังนั้น หากเป็นจระเข้ตามธรรมชาติถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่นักวิชาการจะต้องศึกษา อาจจะใช้เป็นต้นแบบหรือเป็นเลพังโมเดล เพื่อศึกษาและหาวิธีดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป และจากกรณีของจระเข้เลพังจะเห็นได้ว่าคนไทยหันมาสนใจจระเข้น้ำเค็ม รวมถึงสัตว์ตามธรรมชาติที่หายากมากขึ้น อันแสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นห่วงสัตว์และรักธรรมชาติได้ร่วมกันออกความคิดเห็นและเสนอแนวทางผ่านสื่อโซเชียลอย่างล้นหลาม เพื่อให้สัตว์ที่หายากได้อยู่คู่กับธรรมชาติและอยู่คู่กับคนไทย

“สำหรับขั้นตอนการพิสูจน์จระเข้ “เลพัง” ของกรมประมงในครั้งนี้จะเริ่มที่การตรวจร่างกายทั่วไป เก็บข้อมูลทางชีวภาพ ตรวจหาตำหนิและไมโครชิพในร่างกาย ซึ่งไม่พบไมโครชิพ พบเพียงบาดแผลเล็กน้อย คาดว่าเกิดจากขณะจับในหนองน้ำดังกล่าว จึงได้มีการฝังไมโครชิพที่โคนหางด้านซ้าย จากนั้นเก็บตัวอย่างเลือด เซลล์เยื่อบุ หรือ อุจจาระส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ที่ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจะมีการส่งรายงานไปยังศูนย์วิจัยสุขภาพจระเข้ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตรวจสุขภาพ-ตรวจปรสิตโดยรวม ขณะเดียวกันจะมีการตรวจเชื้อและเก็บเข้า DNA Bank ที่ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่าต่างถิ่นและสัตว์อพยพ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป” รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรฯ กล่าว.