วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หญิงลี น้ำตาไหลพราก! เปิดใจเขียนพินัยกรรมแล้ว เตรียมตัวตาย

ช่วงที่ผ่านมา นักร้องลูกทุ่งสาว หญิงลี ศรีจุมพล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองป่วยหนัก มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ขาลีบเล็กลง จนถึงขั้นเดินไม่ได้ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าที่เคยสวยงาม เริ่มบวมหนักมาก ทำเอาเจ้าตัวทุกข์ใจหนัก เรียกว่ามรสุมรุมเร้าอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่คิดว่าตนเองจะตาย และเขียนพินัยกรรมแบ่งมรดกไว้ให้คนข้างหลัง

แต่สุดท้าย เธอก็ใช้เวลารักษาตัวเองนานเกือบปี ร่างกายตอนนี้ใกล้หายดีแล้ว และเริ่มกลับมารับงานได้เหมือนเดิม ล่าสุดเธอมานั่งพูดคุยเปิดใจถึงอาการป่วยเจียนตาย ให้ฟังในรายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 โดยอาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์

ตอนนี้เราหายดีรึยัง? “หญิงคิดว่าหญิงน่าจะหายดีขึ้น 80% แล้วนะคะ กล้ามเนื้อขาที่มาแล้ว รวมทั้งใบหน้าที่คล้ายเดิมแล้ว ก็รอเวลาที่จะดีเรื่อยๆ ค่ะ หญิงจำได้ว่า วันที่ 16 เมษายน หญิงจำได้เลยว่าป่วยหนัก ควบคุมเสียงไม่ได้เลย ขึ้นบันไดเองไม่ได้ ก้าวขาขึ้นรถตู้เองไม่ได้”

อาการตอนนั้นเป็นยังไง? “อาการตอนนั้นที่หญิงตัดสินใจโพสต์ คือวันที่เราไปร้องเพลง ขาเราเล็กนิดเดียว ยืนตรงได้อย่างเดียว และรู้สึกว่าเอ็นติดกระดูก หนังและไขมัน กล้ามเนื้อมันหายโบ๋ไปเลย ปกติขาจะชิดกันนะคะ แต่นี่มันโบ๋ เราตัดสินใจถ่ายไว้ตอนอยู่โรงพยาบาล และตัดสินใจโพสต์เพราะว่า

มีผู้หญิงคนนึง ที่ตอนเราไปดูหนัง เราใส่แมสปิดหน้าไว้ แล้วเค้านั่งอยู่ข้างหน้า เค้าก็นั่งคุยกันกับกลุ่มเพื่อนเอารูปให้ดู แล้วถามเพื่อนว่า นี่หญิงลีเหรอ เค้าเป็นอะไร เค้าป่วยเหรอ ผู้หญิงอ้วนเพื่อนเค้าอีกคนหนึ่งก็บอกว่า ก็ไปทำหน้าไง เราก็ตกใจทำไมเค้าพูดแบบนี้ แต่เค้าไม่รู้ว่าเรานั่งอยู่ตรงนั้น หญิงก็โกรธเค้านะ แทบอยากจะถลกขาให้ดู ว่าขาฉันเดินไม่ได้ ฉันไม่ได้ไปทำหน้ามา หน้ามันบวมมาจากกินเนื้อเยอะ

เพราะขาหญิงลีบ มันเล็กลงเพราะเราผอม ผู้หญิงทุกคนจะชอบให้ขาตัวเองผอม ไม่ได้คิดว่าขาจะลีบ พอมีคนทักแล้วถลกกางเกงตัวเองดู มันโบ๋หลวมลงไปเลย กล้ามเนื้อมันไม่แข็งแล้ว มันอ่อนย้อยลงไปเลย เราก็ไปเปิดหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หนูอยากไปหาหมอมาก เพราะรู้สึกว่าตัวหนูไม่ปกติ แต่ตอนนั้นหนูอยู่โรงพยาบาลกับแม่ ซึ่งมีหลายสิ่งอย่างต้องเคลียร์ ทั้งเรื่องเงิน ทั้งเรื่องการตัดสินใจ

คือหนูตัดสินใจเซ็นทุกอย่างให้แม่ เรื่องผ่าเรื่องอะไร เพราะช่วงนั้นแม่เกิดอุบัติเหตุหน้ารีสอร์ต ทุกอย่างมันงงไปหมดว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง หนูไปบ้านที่จะทำรีสอร์ต หนูนั่งหันหลังกินขนมจีน ก็ได้ยินเสียงโครม รู้เลยว่าอุบัติเหตุ แต่ไม่คิดว่าเป็นแม่ พอหันกลับไปเป็นแม่เรา หนูก็ตกใจ ร้องกรี๊ด พอไปดูแล้วแม่ไม่ตาย ก็ตั้งสติควบคุมทุกอย่าง”

ขาเราเริ่มลีบตอนนั้น? “ก็น่าจะเริ่มตอนนั้นค่ะ เราเครียดมาก นอนวันละชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วตื่น” อาจจะเป็นเพราะเรากินยาเยอะด้วยรึเปล่า ไม่ชอบไปหาหมอ แล้วซื้อยามากินเอง พวกอาหารเสริม วิตามิน? “ยาที่หญิงใช้กินรักษาตัวตอนร้องเพลงหนักๆ ไปหาหมอเราเจ็บคอแล้วร้องเพลงเสียงไม่ใส ก็เลยขอคุณหมอฉีดยา เค้าก็ฉีดให้ ฉีดไปฉีดมา เพราะเสียงเราไม่ใสด้วย

เราก็ฉีดบ่อยๆ จนกระทั่งคุณหมอบอกว่ามันเยอะแล้วนะ มันเกี่ยวกับสเตียรอยด์ มีผลกระทบย้อนหลังนะ เราก็บอกว่า ใช้แค่นี้เอง ไม่ใช้เยอะ แต่คุณหมอก็เตือนตลอด อย่างบางทีเราก็มีถามคุณหมอว่า ชื่อยาอะไร เพราะบางทีเราไปต่างจังหวัด คุณหมอก็บอกชื่อยา พร้อมประวัติการรักษา หญิงขอประวัติการรักษาเพื่อที่จะไปให้แพทย์คนอื่นดูต่อเนื่องว่าเราใช้ยานี้จากคุณหมอ คือหญิงเข้าใจว่ามันไม่ร้ายแรงไงคะ”

เราใช้ยาตรงนี้สะสมมานานกี่ปี? “ใช้สะสมมากๆ ติดต่อกันนาน 3-4 ปี ตั้งแต่หญิงลีดังนะคะ ในวันหนึ่งๆ มีงานติดต่อกันหลายงาน เสียงเราต้องใสไงคะ บางวันก็มีเข้าห้องอัดด้วย” หน้าเราบวมมากเลย? “หน้าเราบวมมากเลยนะคะ พอเรามาดูรูปย้อนหลัง น้ำตาก็ไหล”

ทำไมถึงปล่อยมานานขนาดนั้น?​ “มันเป็นมาจากการกินเนื้อ ขาหญิงลีบ หญิงไม่อยากนั่งรถเข็น เรากินเนื้อทุกชนิด เพื่อจะได้มีกล้ามเนื้อขา เพื่อที่จะไม่นั่งรถเข็น และต้องเดินให้ได้ค่ะ”

ตอนนั้นใครบอกเรา ว่าเราจะเดินไม่ได้แน่นอนแล้ว? “ไม่มีใครบอกค่ะ หมอก็ให้กำลังใจว่า ไม่พิการ แต่ความที่หญิงกลัวว่า ขามันเล็กขนาดนี้ไม่มีแรง จนปวดเข่า หญิงก็เร่งกินเนื้อจนกล้ามเนื้อขามา มันได้ผลจริงๆ นะคะ แต่มันไม่ได้แค่กล้ามเนื้อขา หน้าเราก็บวมด้วย ผิดกับหญิงลีคนเดิม คือเป็นคนละคนเลยค่ะ”

ตกลงหมอบอกไหมว่า เราเป็นโรคอะไร ขาดโปรตีน หรือเกิดจากการทานยามากไป? “หญิงถามคุณหมอว่ามันเกี่ยวกับการที่เราฉีดโบท็อกซ์มั้ย หมอบอกว่าไม่เกี่ยวกันหรอก โบท็อกซ์นานๆ ทำครั้ง ไม่เป็นไร ไม่เกี่ยวกับทำให้ขาเล็ก แต่การที่มันอักเสบ มันเกิดจากเสตียร์รอยด์ที่เราสะสมมาจากอดีต แล้วมันกดทับภูมิไทรอยด์ ไทรอยด์หนูมันไม่ใช่ไทรอยด์เป็นพิษ มีสิทธิ์หายได้ คุณหมอให้กำลังใจมา ไม่ตาย ไม่นั่งรถเข็น”

คิดไหมว่าวันนั้นจะไม่มีเสียงร้องเพลง ไปอีกตลอดชีวิต? “คิดค่ะ หญิงไปที่งานคอนเสิร์ต 2-3 ที่ตอนนั้น คือหน้าเราจะออกจอมอนิเตอร์ พอเราหันไปเห็นมันไม่ใช่หน้าหญิงลีเลย แล้วมีความรู้สึกว่าอายด้วย”

เห็นว่าออกไปข้างนอกก็จะมีผ้าปิด กลัวคนจำได้หรือกลัวคนตกใจ ที่เราเปลี่ยนไป ต้องทรมานขนาดนั้นเลยเหรอกับการออกนอกบ้าน? “(น้ำตาไหล)ตอนแรกๆ หน้ามันใหญ่มาก ก็เลยใช้หน้ากากปิด ก็ไม่อยากนอนอยู่ที่บ้าน กลัวเป็นซึมเศร้า เราก็หากิจกรรมทำ”

ถึงขั้นทำพินัยกรรมสั่งเสีย เรียกคนมารับมรดก คิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ? “วันนั้นหญิงจะไปทำธุระกับแม่ที่อรัญประเทศ แล้วคืนนั้นไข้ขึ้น เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ ก็ได้ยามา บอกว่าหนูลืมเอายาความดันมา ก็เอารูปยาความดันให้คุณหมอดู พอเช้ามามันเหมือนไข้ขึ้น ความที่หนูชาทั้งตัวค่ะ ขนาดหยิกยังไม่เจ็บ เท้าชา ขาเล็กลีบ แขนชาไปทั่วเลย

ก็บอกว่า หญิงไปเยี่ยมแม่ไม่ไหวแล้ว หญิงจะกลับกรุงเทพฯไปหาหมอ หญิงไม่รู้ว่าจะอยู่ถึง 1 อาทิตย์รึเปล่า เพราะว่าหัวใจหญิงเต้นเร็วมาก หญิงไม่รู้ว่าทำไมหัวใจหญิงเต้นเร็วมาก ก็เลยคิดว่าถ้าหญิงตาย ให้ญาติพี่น้องมาหาหญิงนะ หญิงจะเขียนพินัยกรรมไว้ให้(ร้องไห้) จะแบ่งว่าให้อะไรใครบ้าง จะได้ไม่ต้องไปแย่งกัน

ตัวเราก็นึกถึงว่าตายไปจะไปที่ไหน คิดแต่สิ่งดีๆ ต้องไปอย่างสงบ พอเราไปถึงโรงพยาบาล หมอก็เข้ามาดูแลอย่างดี ทุกคนมาช่วยดูแลเรา เป็นโรงพยาบาลเอกชน คือเราก็จ่ายเงิน แต่หมอเค้าจะบอกว่า ลูกเค้าเป็นแฟนคลับหญิงลีนะ เราก็ปลื้มใจค่ะ”

มีอะไรอยากขอบคุณคุณหมอไหม? “ขอบคุณมากเลยนะคะ คุณหมอผ่าตัดใบหน้าหญิงลี ซึ่งหญิงคิดว่า แรงบันดาลใจที่หญิงอยากมอบให้ทุกคน กล้าเปิดเผยใบหน้าใหญ่ โดยที่ไม่ต้องอาย หญิงขอเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ป่วยทั่วไป โดยเฉพาะคนรอบข้าง ก็คือว่าถ้าจะหายก็ต้องหายอย่างมีกำลังใจ มีระเบียบวินัย”

จากวันที่เราลำบาก จนมาวันที่เรามีเงิน มันเหมือนเดิมไหม? “ทุกอย่างเหมือนเดิมค่ะ ที่เพิ่มเติมคือเงิน ชีวิตดีขึ้น เพราะว่าสิ่งที่เราขาดหาย หนี้สินความเป็นอะไรเราก็ได้ใช้หมด มี 1 ล้านก็มีความสุขท มี 10 ล้านก็มีความสุข”

มีเงินทองเราไม่ได้ใช้คนเดียว แต่แบ่งให้ทุกคนในครอบครัวหมด ทำไมต้องคิดถึงทุกคนมากขนาดนี้? “ด้วยความที่เราหาได้เยอะกว่าคนอื่น ถ้าเราหาได้เท่าคนอื่น อาจจะไม่ได้เผื่อแผ่ แต่เราหาได้เยอะกว่าคนอื่นก็เผื่อแผ่คนที่ลำบากกว่า ดูแลหมดทั้งพ่อแม่”

เดือนๆ หนึ่งต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะเอาทุกอย่างที่ตัวเองสร้างมาอยู่รอด? “เท่าไหร่ก็ได้ค่ะ แต่รายจ่ายของหญิงจ่ายไม่ต่ำกว่าแสนห้าต่อเดือน เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหญิงไม่มีงานก็ต้องจ่ายไปเรื่อยๆ เดือนละแสนห้า อนาคตถ้ามีงานเดือนละงานสองงาน เราก็ไป เท่าที่เราเหมาะสมและเท่าที่เราไหว”

วันที่เห็นแม่ประสบอุบัติเหตุ? “เราพูดไม่ออกเลยค่ะ มันไม่ใช่เป็นอย่างนี้ได้ยังไง หนูสร้างให้แม่กับพ่อ แล้วแม่จะมาตายตรงปากทางเข้าได้ยังไง ตอนนั้นสร้างได้ 5 หลัง ก็ไปโรงพยาบาล ตอนที่นั่งรถหวอไปกับแม่ น้องก็ร้องไห้ เราก็คิดว่าจะเอาแม่ไปโรงพยาบาลไหน จ่ายเงินเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ เงินที่มีอยู่ถ้าหมดไปกับการรักษาแม่จะยอมมั้ย ก็เอาให้จนบาทสุดท้าย

พอเอกซเรย์ก็พบเลือดออกในสมองเยอะ หนูเครียดมาก จะผ่าตัดคืนนั้นคุณหมอก็ติดหลายเคส ก็ไปขอร้องคุณหมอ ก็ได้รับความเมตตาจากคุณหมอ พอผ่าตัดเสร็จ คุณหมอบอกว่า สมองอยู่ครบ เนื้อไม่ขาดหาย ยังมีโอกาสกลับมาปกติทุกอย่าง ความทรงจำเต็มร้อย”

หลังจากที่แม่ออกจากโรงพยาบาล แม่ซึมเศร้า? “แม่เป็นซึมเศร้าแบบว่าเหงา ลูกไม่โทรไปก็น้อยใจ บางทีก็น้อยใจลูก ซึ่งตอนนั้นหนูรักษาตัวเองอยู่ด้วย เราเป็นพร้อมกัน ตามจริงหนูต้องดูแลแม่ แต่หนูป่วยหนักก็ต้องกลับมาดูแลตัวเอง แม่เค้ามีพ่อดูแลอยู่ ตอนนี้แม่ก็ดีขึ้นค่ะ ผมเผ้าก็ดีขึ้นค่ะ”

ธุรกิจรีสอร์ตเป็นยังไง? “ก็ไปได้ในทิศทางดีค่ะ เพราะว่าหลายๆ คนก็ชอบที่มีการบริการตรงนั้น เพราะว่าตรงนั้นมันเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีรีสอร์ต หญิงคิดว่าตรงนั้นถ้าไม่ได้เงินไม่เป็นไร ถือว่าเราสร้างบ้านอยู่

ถ้าเราสร้างบ้านหลังละ 5 ล้าน 10 ล้าน เราก็อยู่คนเดียว แต่ถ้าเราสร้างรีสอร์ต ก็มีผู้คนมาใช้บริการ ถ้าบั้นปลายเราไม่มีคนจ้าง เราก็ได้อยู่รีสอร์ต มาทำความสะอาดนั่นนี่ไป เดือนนึงก็คงมีตังค์เข้าบ้างนะคะ รีสอร์ตชื่อ หญิงลีลั๊ลลา ค่ะ อยู่ที่ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ค่ะ”

บ้านหญิงลีก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน? “ช่วงที่เรากำลังดัง กำลังมีชื่อเสียง พี่ชายก็มาอยู่ด้วย มาทำงานกับเรานี่แหละ เค้าก็เลิกรากับพี่สะใภ้ แม่ก็โกรธมาก ว่าเลิกกับเมียทำไม แม่ไม่คุยกันกับพี่ชายเลย 2-3 ปี เวลาไปรวมกันอยากให้พี่ชายมาอยู่ด้วย ตอนแม่จะตายนี่แหละ เราถึงมาจับมือคุยกัน ไม่โกรธกัน

อยู่ด้วยกันก็คุยกัน หนูก็โกรธพี่ชายหนูอยู่เช่นกัน คือแม่เค้าก็ตั้งอคติกับพี่ หญิงก็ขอร้องแม่ว่า อย่าไปแข็งกับพี่ชายมาก ให้อภัยพี่เค้าเถอะ เค้าก็เลิกโกรธกับแม่ แต่ลูกค้าก็ยังดูแลตลอด พี่ชายไหว้ก็รับไหว้เค้าไป พอเค้าจะตายก็คิดถึงทุกคนค่ะ หนูก็อยากจะบอกทุกคนว่า สำหรับสายเลือดเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้คุยกันเถอะ”.