วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชั่วโมงปรองดอง ชาวบ้านกับช้างป่า

ปัญหาบ้านบุกรุกป่า และปัญหา ช้างป่าบุกรุกพืชผลชาวบ้าน ฝ่ายใดถูกผิด ยังเถียงกันไม่จบ แต่ยิ่งนานวัน ทั้งฝ่ายคนฝ่ายช้าง ต่างก็เรียนรู้ และถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน

ก่อนที่โขลงช้างป่าจะบุกมาถึงบ้าน...ไม่ได้บุกมาแบบจู่โจม แต่ฝ่ายคนเองก็ดูจากความเคลื่อนไหวของช้าง...อย่างตอนนี้ช้างอยู่แถวเขาค่าย อำเภอสวี เจ้าหน้าที่อุทยานก็กำลังติดตาม เขาทำตามหน้าที่

กิตติ อนันต์แดง ผู้ใหญ่บ้านบ้านบากแดง หมู่ 12 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร บอกว่า ต้องทำสองหน้าที่ หน้าที่แรก ปกป้องคน หน้าที่ที่สอง ปกป้องช้าง

หมู่บ้านบากแดงเป็นทางผ่าน ราวเจ็ดปีที่แล้วมีโขลงช้างจากป่าพะโต๊ะมุ่งหน้ามา กิตติรู้ว่าการที่ช้างแยกโขลง หรือหนีอะไร แสดงว่านั่นไม่ใช่บ้านเขาแล้ว

ช้างฝูงนี้มาตอนแรก 6 ตัว แล้วก็เกิดลูก เกิดหลาน รวมเป็น 11 ตัว

กิตติเล่าว่า ตามช้างชุดนี้มาตลอด ทุกตัวมีชื่อ ผมจำได้ทุกตัว ช้างฝูงนี้เข้ามาใกล้หมู่บ้าน มากินผลไม้ จนได้เรียนรู้กันและกัน ช้างเองก็จำเสียงกิตติได้ ชวนช้างให้กินอาหาร บอกอันไหนกินได้ กินไม่ได้

ช้างเป็นสัตว์ฉลาด พูดอะไรไปรู้เรื่อง

ตอนแรกกิตติตามช้างคนเดียว เพราะคนอื่นๆกลัว จึงปลุกกระแสด้วยการถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ตอนหลังช้างมา ก็ส่งข่าวในไลน์ ชาวบ้าน 50 คน ตามมาช่วย ถือไฟฉายคนละกระบอก หิ้วของกินกันไป

ช้างเริ่มกินตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงเช้าอีกวัน กิตติต้องอยู่ติดช้างตลอด

บทพิสูจน์ที่ทำให้รู้ว่ากิตติสื่อกับช้างได้รู้เรื่อง ก็ตอนที่ช้างเข้าไปสวนทุเรียน กิตติตามไป ดุเป็นภาษาคนไปว่า “ไม่ได้” สิ่งที่เกิดตามมาเหมือนปาฏิหาริย์ ช้างก็ค่อยๆถอย

สื่อสารกับช้างรู้เรื่องดีแล้ว พอช้างไปถึงสวนกล้วย กิตติต้องทำหน้าที่สื่อสารกับคน

“ขอกล้วยให้ช้างกินหน่อย” เมื่อเจ้าของสวนกล้วยออกปากให้ ช้างก็กินกล้วยไป ฝ่ายคนก็นั่งเหมือนคุมเชิง นั่งกินกาแฟกันไป และพยายามสื่อกับช้างต่อไปว่า อย่าแวะเวียนไปสวนมังคุด

อยู่กับช้างอย่างเพื่อนอย่างนี้ แต่ที่จริงคนมีจุดหมาย อยากให้ช้างไปในทิศทางที่มีอาหารและทิศทางนั้น แน่นอนช้างต้องกลับเข้าป่า

“ทำยังไงก็ได้ให้ช้างออกจากหมู่บ้านให้เร็วที่สุด แต่ก็ต้องไม่เร็วจนช้างหิวแล้วมาทำร้าย ต้อนไปเรื่อย บางทีก็สองสามคืน จากหมู่บ้านหนึ่งไปออกอีกหมู่บ้านหนึ่ง”

ถึงตรงนั้นกิตติถือว่าหมดหน้าที่ ช้างเป็นงานของหมู่บ้านต่อไป

แต่หมู่บ้านอื่นมักจะไม่ค่อยประนีประนอมกับช้าง ที่ทำกันคือการรอเจ้าหน้าที่ พอเช้าเจ้าหน้าที่ไปก็รายงานว่าต้นทุเรียนเสียหายกี่ต้น ต้นกล้วยกี่ต้น แล้วก็มักลงท้าย ชาวบ้านจะอยู่ยังไง

ปัญหาช้างป่ารบกวนชาวบ้าน รัฐช่วยอะไรไม่ค่อยได้

สี่ปีที่แล้ว เมื่อช้างป่ามา กิตติเขียนหนังสือให้เจ้าหน้าที่มาดู ดูๆไปแล้ว จนบัดนี้ไม่มีอะไรดีขึ้น

กิตติอยู่กับช้างมานาน คุ้นเคยกับช้างจนต่างฝ่ายแน่ใจ ไม่ทำร้ายกันและกัน บางเวลาช้างข้ามไปอีกฝั่งที่ไม่มีป่า เป็นที่ที่ช้างไม่เคยไป กิตติถือเป็นหน้าที่ต้องตามไปช่วย กว่าจะเอาช้างกลับมาป่าฝั่งนี้ได้ใช้เวลาสี่คืน

บางวันกิตติไปช้า มีชาวบ้านอยู่แล้ว ชาวบ้านออกปากอย่างไรช้างก็ไม่ขยับ พอกิตติไปถึง

ถามช้างว่า “รออะไร” ไปหาของกินกันดีกว่า “ช้างว่าง่ายก็ไปตาม”

ครั้งหนึ่งกิตติขึ้นไปกับชาวบ้าน เจอช้างใหญ่ปล่อยให้ลูกตัวเล็กๆสองตัวนอนอยู่ริมถนน แม่ช้างหากินเพลินไป ไม่สนใจว่าพวกเราอยู่ใกล้ลูก

“โดยปกติช้างจะระแวงระวังคนมาก ไม่ยอมให้เห็นลูกช้างด้วยซ้ำ” กิตติว่า

ปกติเวลาช้างนอน ตัวโตจะล้อมตัวเล็กไว้อยู่ตรงกลาง เวลาตัวเล็กจะออกมาก็เตะกันไว้ พวกเราก็นั่งอยู่ใกล้ๆ ช้างก็ไว้ใจ ถึงเวลาช้างจะไป กิตติต้องลุกไปปลุกลูกช้าง กลางคืนเวลาช้างออกหากิน ถ้าช้างหยุดนิ่ง พวกเราก็ต้องหยุด

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้างป่า บางครั้งงอกงามไปกว่าที่คิด

ครั้งหนึ่งกิตติตามช้าง เจอชาวบ้านปลูกกล้วย ก็ให้ลูกทีมวิ่งไปบอกให้อยู่แต่ในบ้าน เตรียมตัวไว้ ไปถึงเราก็ตะโกนขอกล้วยให้ช้างกิน ตอนแรกคิดว่าคนในบ้านคงตกใจกลัว แต่สุดท้ายชาวบ้านก็ให้

“ผมนี่พูดทั้งคืน พูดไม่หยุด พูดกับช้างบ้าง พูดกับเจ้าของบ้าน ขอกล้วยให้ช้างกินนะ ช้างหิว ช้างจะกลับบ้าน ขอผ่านหน่อย”

“ผมบอกช้างได้กินกล้วยแล้ว ก็ให้เขาถูกหวยรวยเบอร์” ต่อมาชาวบ้านหลายคนถูกหวย

คนใจดีพูดจากับช้างดีๆ เรื่องดีๆก็มีตามมา แต่บางบ้านโกรธช้าง หลุดปากด่า “จะเอางวงมาต้มยำ” เรื่องไม่ดีๆก็อาจมีขึ้นได้

“ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ไปดูถูกเหยียดหยามไม่ได้” กิตติบอกชาวบ้านอย่างนั้น

ต่อมาความรุนแรงในการไล่ช้างลดลง จากที่เคยจุดประทัดไล่ตลอดทาง ช้างเดินไปทางไหนก็ไปไม่ได้ ตอนหลังไม่ได้ใช้วิธีการแบบนั้นแล้ว หรือใช้บ้างเมื่อจำเป็นจริงๆ

เช่น เวลาช้างหงุดหงิดพุ่งเข้ามาหา เราก็อาจจุดประทัดไล่ แต่ถ้าจุดตลอดเวลา ช้างก็ไม่กลัว

คุ้นเคยกับช้าง สื่อสารกันแบบใจถึงใจอย่างนี้ แต่ความเสียหายยังมีอยู่

บางครั้งช้างเข้าไปกินกล้วย แต่ในสวนก็มีทุเรียน เราห้ามไม่ให้ช้างทำลายทุเรียนได้ แต่ห้ามช้างเหยียบท่อแป๊บน้ำ ขนาด 3 นิ้ว ให้เสียหายไม่ได้

ปัญหานี้กิตติแก้ด้วยการทำโครงการ “ปลูกกล้วยริมทาง ช้างกิน คนกิน มัจจุราชไม่ได้กิน”

ปลูกกล้วยบนถนน เป็นอาหารช้าง เป็นอาหารคน และยังลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ได้อีก งานนี้เป็นหลักเป็นฐาน ถึงขั้นนายอำเภอหลังสวนก็มาร่วมเปิดงานให้

เราปลูกกล้วยบนถนนทุกสายในหมู่บ้าน ทุกเส้นทางขึ้นสู่เขา ช้างลงมาตรงไหน ก็ต้อนให้ขึ้นบนถนน ปล่อยให้กินกล้วยไป

ช้างอิ่มเราก็ต้อนขึ้นเขา วันหลังช้างลงมาอีก เราก็ต้อนไปถนนอีกสายหนึ่ง ช้างมีอาหารกิน ชาวสวนก็สบาย

ช้างจากหมู่บ้านหนึ่ง ก็ไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ทุกหมู่บ้านทำเหมือนกัน มีอาหารให้ช้างกิน

หมู่บ้านบากแดงเริ่มมีปัญหาแล้งน้ำ กิตติกับชาวบ้านช่วยกันหาแหล่งน้ำ สร้างฝายไว้หลายที่

ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างแหล่งน้ำ สร้างตรงไหนก็ได้ แทนที่จะไปสร้างส่งเดช เราก็ไปสร้างในที่เสี่ยงต่อคนบุกรุก เอามวลชนขึ้นไป

เมื่อมีแหล่งน้ำมากๆ มีฝายหลายๆแห่ง พืชผลชาวบ้านก็อุดมสมบูรณ์ ส่วนที่เป็นป่าก็จะอยู่ได้นาน

ช้างห่างหายไปจากบ้านบากแดงราวๆเจ็ดเดือนแล้ว กิตติได้ข่าวว่า ตอนนี้ช้างไปที่เขาค่าย และจะเลยไปที่ละอุ่น เขตระนอง ตามทิศทางที่พวกมันคุ้นเคย

เมื่อช้างมา นำปัญหาหนักมาให้ก็จริง แต่เมื่อมันจากไป กิตติก็เริ่มคิดถึงพวกมัน

กิตติหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งคงอีกไม่นาน...ช้างก็กลับมาที่หมู่บ้านบากแดงอีก และคราวนี้ชาวบ้านบากแดงคงจะได้ต้อนรับมันด้วยกล้วยที่ขึ้นอยู่เต็มริมสองข้างทาง.