วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลหวยไทยรัฐงวดนี้จะออกอะไร ติดตามผลหวยงวดนี้ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล เช็คหวยและตรวจสลากที่ต้องต้องแม่นยำ
ผลหวยไทยรัฐงวดนี้จะออกอะไร ติดตามผลหวยงวดนี้ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล เช็คหวยและตรวจสลากที่ต้องต้องแม่นยำ

เปิดพื้นที่อีอีซีรับทัพลงทุนญี่ปุ่น

รัฐจัดเวทีใหญ่จับคู่ธุรกิจหวังดึงปักหมุดไทย

“อุตตม” เผยนักธุรกิจญี่ปุ่น 600 ราย เตรียมยกทัพพบนายกฯตู่ 11 ก.ย.นี้ ก่อนลงทุนพื้นที่อีอีซี 13 ก.ย. พร้อมจัดเวทีสัมมนาใหญ่ญี่ปุ่น–ไทยกว่า 1,200 รายคึกคัก และเปิดโต๊ะเจรจาจับคู่ธุรกิจ หวังช่วยดันการลงทุนในประเทศไทยเพิ่ม ขณะที่กระทรวงอุตสาห-กรรมดึงบิ๊กเอกชนไทยเบฟฯ-น้ำตาลราชบุรี ตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 11-13 ก.ย.นี้นักลงทุนญี่ปุ่นจำนวน 600 ราย จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยโดยมีนายฮิโรชิกเงะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (เมติ) เป็นผู้นำคณะโดยจะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 11 ก.ย. เพื่อหารือลู่ทางการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย รวมทั้งจะมีการจัดสัมมนา Symposium on Thailand 4.0 towards Connected Industries ในวันที่ 12 ก.ย. หลังจากนั้น ในวันที่ 13 ก.ย. คณะนักลงทุนทั้งหมดจะลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงมั่นใจว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในงานสัมมนาวันที่ 12 ก.ย.นี้ ที่ 4 หน่วยงานหลักๆได้จัดขึ้น ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสำนักงานอีอีซี จะเป็นการชี้แจงให้นักลงทุนญี่ปุ่นทั้ง 600 ราย ให้เข้าใจแนวโน้มและนโยบายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งในงานยังจะมีผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วอีก 400 รายและนักลงทุนไทย 300 รายเข้าร่วมงาน โดยไทยจะชูจุดขายเรื่องอีอีซีเป็นหลัก และภายในงานยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ 300 ราย กับคณะของญี่ปุ่น ที่แบ่งโซนไว้ 4 โซนคือ 1.ชิ้นส่วนยานยนต์ 2.อิเล็กทรอนิกส์ 3.ไบโอเทคโนโลยี 4.อุตสาหกรรมบริการ ส่วนโซนที่ 5.เป็นหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าและลงทุน

นอกจากนี้ ภายในงานยังจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) รวม 7 ฉบับ คือ 1.สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (เคดันเรน) กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (JCCI) 2.สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) 3.กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกับสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ความร่วมมือทางไกลระหว่างมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นกับนักลงทุนไทย (Flex Campus)

4.นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กับบริษัทฮิตาชิ 5.กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) 6.กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กับ องค์การสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) 7.กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริษัท JC Service Co.,Ltd.

นายอุตตม กล่าวว่า การมาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยและญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ครบ 130 ปีซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ลงทุนในไทยให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญและการมาครั้งนี้ได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมลงนามร่วมกับเอกชนรายใหญ่ 2 บริษัท เพื่อร่วมกัน จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร (ฟู้ดวัลเลย์) เพื่อพัฒนาต่อยอด ใช้นวัตกรรมสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ที่ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในโครงการผลิตและแปรรูปสินค้าอาหาร และบริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัดจะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหาร ที่จังหวัดราชบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตและเพาะปลูกอ้อย มาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารที่ผลิตจากอ้อยและน้ำตาลทราย

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างพิจารณาสิทธิประโยชน์พิเศษ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมจากมาตรการส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาทำงานในพื้นที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะได้สิทธิพิเศษอื่นๆ คาดว่านำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน ต.ค.นี้ โดยรูปแบบการลงทุนดังกล่าว จะเป็นการพัฒนาเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้ โดยผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในโครงการเวิลด์ ฟู้ดส์ วัลเลย์ ไทยแลนด์ จะได้ประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ.