วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยัวะจัดไล่ปฏิรูป ‘เสรี’ ตอก โพลพระปกเกล้า

เสรี สุวรรณภานนท์

วุฒิสารซัดสื่อหยิบเปรียบเอง ‘ฮุนเซน’โชว์ลีลาโผกอด‘บิ๊กตู่’ ‘จาตุรนต์’ต้านนายกฯคนนอก

“เสรี” ฉุนแทน “บิ๊กตู่” ลั่นถึงเวลายกเครื่อง สถาบันพระปกเกล้า ยุส่งไม่ปฏิรูปก็ยุบทิ้งไปเลย “วุฒิสาร” เต้นโบ้ยสื่อจับเปรียบเทียบ กันเอง โต้กลับ “เสรี” พัฒนา ปชต.ไม่ใช่แค่ใช้กลไกกฎหมาย “พรเพชร” โต้โรดแม็ป กกต.คิดเองเออเอง “มีชัย” แบะท่าขยายเวลาร่าง ก.ม.ลูก กำหนดเลือกตั้งยังทำได้แค่เดา พท.ร่อนแถลงการณ์ซัดแหลก คสช.เสพติดอำนาจ อย่ามองประชาชนเป็นศัตรูการเมือง “อ๋อย” ปลุกต้านนายกฯคนนอก “อภิสิทธิ์” ปัดจ้องจับมือ “บิ๊กตู่” ออกตัวบางเรื่องก็ไม่เอาด้วย “บิ๊กตู่” หอบ รมต.เยือนกัมพูชา สวมกอด “ฮุนเซน” ชื่นมื่น “หญิงหน่อย” จี้รัฐแจงเด้งรองอธิบดีดีเอสไอ หลังบีบสั่งฟ้อง “โอ๊ค” ไม่ได้

สืบเนื่องจากผลการสำรวจความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า ต่อความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีช่วงระยะ 15 ปีที่ผ่านมา พบว่านายทักษิณ ชินวัตร มีคะแนนนำผู้นำทุกคน จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แสดงอาการฉุนเฉียวเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามนั้น

“เสรี” ฉุนผลโพลพระปกเกล้า

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กมธ.ปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เคยเสนอรายงานให้มีการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนงานด้านกฎหมาย งานวิชาการให้รัฐสภาโดยตรง มากกว่ามาทำภารกิจอื่น การที่สถาบันพระปกเกล้าทำโพลเรื่องความเชื่อมั่น 6 นายกรัฐมนตรี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความฮือฮาเท่านั้น แต่ไม่ใช่ผลสรุปที่แท้จริงที่จะนำความนิยมของคนแต่ละยุคมาให้คะแนนเปรียบเทียบกันได้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เกิดการแตกแยกมากขึ้น

ยุส่งไม่ปฏิรูปก็ยุบทิ้งไปเลย

นายเสรีกล่าวต่อว่า การนำเสนอต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจขยายวงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ สถาบันพระปกเกล้าสมควรถึงเวลาปฏิรูป หากยังทำอยู่แบบเดิม ทำแต่งานวิจัย งานอบรมหลักสูตรที่ประชาชนไม่อาจเข้าถึงได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์เฉพาะกลุ่มอำนาจ และกลุ่มอิทธิพล โดยเฉพาะพ่อค้า กลุ่มทุน ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และบุคลากรในองค์กรอิสระต่างๆ ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนมากขึ้น และยังมาทำโพลที่ไม่ใช่ภารกิจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ไม่เกิดประโยชน์ต่องานรัฐสภาที่เป็นต้นสังกัด เสียงบประมาณจากภาษีประชาชนปีละหลายร้อยล้านบาท หากไม่มีการปฏิรูปก็ควรยุบเลิกไปเลยดีกว่า

“วุฒิสาร” โบ้ยสื่อเปรียบเทียบเอง

ขณะที่นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวชี้แจงว่า การนำเสนอรายงานผลสำรวจความคิดเห็นความเชื่อมั่นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการเปรียบเทียบความเชื่อมั่นต่อนายกฯเลยแต่สื่อมวลชนนำผลสำรวจไปเทียบกันเอง ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถนำไปเทียบกันได้ ผลสำรวจแต่ละปีไม่ได้ถามเปรียบเทียบกัน และไม่ได้สำรวจแค่ 2 คน มีอดีตนายกฯคนอื่นด้วย ในรายงานมีเรื่องอื่นด้วย เราต้องการสื่อสารความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล ว่านโยบายไหนที่พึงพอใจ นโยบายไหนยังไม่พึงพอใจ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบ หรือเอาใจใคร หากเอาใจคงเปรียบเทียบไปแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์มีคะแนนความเชื่อมั่นสูงกว่านายกฯคนอื่น 4 คน การที่สื่อฯนำเสนอแบบไม่ครบถ้วนเป็นความรับผิดชอบของสื่อฯที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น ส่วนข้อเสนอของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ให้ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้านั้น ท่านมีสิทธิแสดงความเห็น แต่อยากให้ไปดูรายงานจริงเป็นอย่างไร ที่บอกว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ควรทำเรื่องการเมือง ควรทำแค่เรื่องกฎหมายนั้น การพัฒนาประชาธิปไตยจะใช้แค่กลไกทางกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้

พท.โวคนยังรักนายใหญ่เพียบ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ที่พบว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบการเมืองในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานั้น สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ รวบรวมข้อมูลจากประชาชนหลายหมื่นคน ผลโพลทำให้เห็นว่าคนไทยมีใจเป็นธรรม จดจำผลงานอดีตผู้บริหารประเทศได้ แม้นายทักษิณไม่ได้บริหารประเทศมานับ 10 ปี แต่ประชาชนยังนิยมและจดจำได้ เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้บริหารประเทศต้องมุ่งสร้างผลงานมากกว่าสร้างวาทกรรมการเมือง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อ่านผลโพลแล้วจะเห็นอย่างไร ไม่อาจก้าวล่วง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คงไปพิจารณาและดำเนินการให้เหมาะสมต่อไป

“พรเพชร” สวน กกต.คิดเอาเอง

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณากฎหมายลูก ว่า ยังเดินหน้าตามโรดแม็ปที่วางไว้ พิจารณาไปแล้วมากกว่าครึ่ง ส่วนกรอบเวลาการเลือกตั้งตามที่ กกต.ระบุนั้น หากนับตามกรอบเวลาการยกร่างกฎหมายลูกทุกกระบวนการ การเลือกตั้งจะไปไกลกว่าเดือน ส.ค.เล็กน้อย คือน่าจะเป็นช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2561 แต่คงนับชัดเจนไม่ได้ เป็นการประมาณการ การกำหนดวันเลือกตั้งของ กกต. น่าจะเป็นการประมาณการโดยไม่ได้นับรายละเอียดกรณีที่เกิดปัญหาข้อขัดแย้งในกฎหมาย

“มีชัย” พลิ้วขยายเวลาร่าง ก.ม.ลูก

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกตอาจมีการยื้อโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปจากปี 2561 ด้วยการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับ ว่า กรธ.ต้องร่างกฎหมายลูกให้เสร็จสิ้นภายใน 240 วัน ขณะนี้ต้องทำงานทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกวันนี้ถือว่าลำบากเต็มที แต่ขั้นตอนหลังจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับสุดท้าย จะไม่อยู่อำนาจของ กรธ.แล้ว ส่วนระยะเวลาที่เพิ่มเติมหากมีการส่งร่าง พ.ร.บ.กลับมาให้ กรธ.แก้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับโรดแม็ปเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วางไว้คือช่วงเดือน ส.ค.2561 ไม่ทราบว่าวางบนพื้นฐานอะไร การยกร่างกฎหมายลูกตอนนี้ถือว่าจวนเจียนมาก โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นเรื่องที่ยากมากยังร่างไปได้ไม่เท่าไร แต่ยืนยันว่าต้องเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นจึงยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ช่วงเดือน ต.ค. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ช่วงเดือน พ.ย.

อ้างไปเดาใจ สนช.240 คนไม่ได้

นายมีชัยกล่าวว่า ถ้าจะกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน ต้องรอจนกว่าร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับสุดท้ายมีผลบังคับใช้ และยังมีขั้นตอนหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึง กรธ.ไม่สามารถพูดอะไรได้ ทำได้แค่เดาเท่านั้น เมื่อถามถึงความมั่นใจว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับต่อไปจะไม่ถูกคว่ำ นายมีชัยตอบว่า คงไปเดาใจสมาชิก สนช.กว่า 240 คนไม่ไหว และการตั้งกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลังพ้น 240 วันไปแล้วสามารถทำได้ ระยะเวลาการพิจารณาของ สนช.ไม่ได้นับรวม 240 วัน ไม่เช่นนั้นป่านนี้ร่าง พ.ร.บ.คงเสร็จหมดแล้ว ทั้งนี้รัฐธรรมนูญกำหนดว่า กรธ.จะยังอยู่จนกว่ากฎหมายฉบับสุดท้ายเสร็จและประกาศใช้ แต่ไม่ให้เกินกว่า สนช. การเขียนแบบนั้นก็เผื่อไว้ในกรณีที่เกิดอุปสรรค แล้ว กรธ.ต้องมาแก้ไข จะได้ไม่ต้องไปตั้งคนใหม่มา

“วิษณุ” วางกรอบทำงานชุดปฏิรูป

ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมร่วมประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศว่า ที่ประชุมเห็นชอบระเบียบ 2 ฉบับ คือ ระเบียบการประชุมคณะกรรมการปฏิรูป และระเบียบหลักเกณฑ์วิธีการยกร่างแผนปฏิรูป และการรับฟังความคิดเห็น การรับฟังความคิดเห็นจะใช้ทุกรูปแบบ ทั้งการเชิญส่วนราชการเข้ามาพบ ออกไปรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มมวลชน และกลุ่มเอ็นจีโอ และรับฟังผ่านทางเว็บไซต์ ทั้งนี้การยกร่างแผนปฏิรูปทั้ง 13 ด้าน จะมีที่มาจาก 3 ทาง คือ 1.ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 2.แนวคิดจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ 3.สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปคิดขึ้นมาจากการรับฟังความคิดเห็น โดยนำทั้ง 3 ส่วนมาประสานกันแล้วยกเป็นร่างแผนปฏิรูปแต่ละคณะ ต่อไปอาจนำมาบูรณาการรวมเป็นแผนเดียว และแบ่งเป็น 13 ด้าน นี่คือสิ่งที่ต้องทำในอีก 8 เดือนข้างหน้า

ใครข้องใจชงแก้ได้ตอนร่างแผน

นายวิษณุกล่าวว่า ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ร่างที่ 1 ต้องเสร็จก่อนนำไปรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง และเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนจะประกาศใช้ในเดือน เม.ย. ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม ถ้ามีหน่วยงานใดรู้สึกว่าแผนปฏิรูปติดขัด ไม่สามารถปฏิบัติได้ขอให้บอกมา เพราะแผนปฏิรูปแก้ไขง่าย เสนอเช้าแก้ตอนเย็นยังได้ เมื่อถามว่าใครไม่เดินตามแผนปฏิรูปใน 5 ปี จะมีโทษหนักหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่พยายามไปถึงว่าต้องมีโทษ เราจะแนะนำ เพราะบางครั้งเขาอาจฝ่าฝืนโดยที่ไม่รู้ แต่ถ้าพบว่าพูดกันไม่รู้เรื่องก็ใช้มาตรการทางบริหาร หากเป็นอธิบดีแล้วทำไม่ได้ ก็ให้คนอื่นมาทำ แต่ถ้าจุดหนึ่งเขาทำตรงกันข้ามกับแผนปฏิรูป ก็อาจต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย แต่กว่าจะถึงขั้นนั้นเชื่อว่าเขาจะปฏิบัติตาม

พท.ซัดแหลก คสช.เสพติดอำนาจ

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ระบุว่า หลังการรัฐประหารมีการจับกุมดำเนินคดีคนที่แสดงความคิดเห็นต่าง หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และ คสช.ต่อเนื่อง โดยใช้กฎหมายและคำสั่งหัวหน้า คสช. ล่าสุดมีการจับกุมดำเนินคดีกับอาจารย์และนักศึกษา 5 คน เพียงแค่ชูป้ายเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร แม้จะมีที่มาจากการยึดอำนาจ แต่ไม่ควรเสพติดการใช้อำนาจ การใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงดำเนินคดี ถือเป็นการบิดเบือน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองปิดปากผู้เห็นต่าง ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นของ คสช. จะฟังเฉพาะพวกที่ประจบสอพลอ หรือที่ได้ตำแหน่งจาก คสช. และรัฐบาลไม่ได้ อย่ามองประชาชนเป็นศัตรูการเมืองที่ต้องกำจัด ขอเรียกร้อง คสช.และรัฐบาล ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพ และหยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อเอาผิดกับฝ่ายที่เห็นต่าง ต้องเปิดใจกว้างยอมรับความคิดเห็น

“อ๋อย” ปลุกต้านนายกฯคนนอก

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่เอานายกฯคนนอก” การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้งหรือไม่ อยู่ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองมากเพียงพอหรือไม่ แม้จะได้รับการสนับสนุนท่วมท้นจาก ส.ว.ที่ส่วนใหญ่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมา แต่การผ่านกฎหมาย หรือการจะรอดพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องอาศัยเสียง ส.ส.เกินครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่ ถ้าลงเลือกตั้งก็ไม่เลวร้ายนัก แต่ถ้าเป็นคนนอกไม่ลงเลือกตั้ง พรรคการเมืองไปสนับสนุนเท่ากับส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแบบเศษเสี้ยว เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีวันลงเลือกตั้ง ดังนั้นพรรคการเมืองใหญ่ที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตย ไม่ควรสนับสนุนคนนอก ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์หรือใครก็ตาม

ใครชอบเผด็จการให้เลือก ปชป.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เอาเลยครับ...ไม่ต้องเหนียม” ชอบคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงจุดยืนว่าพร้อมร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. หากสนับสนุนแนวทางของพรรค ก่อนหน้านี้อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไป แสดงให้เห็นว่าประชาธิปัตย์ กปปส. และ คสช. คือแนวร่วมทางการเมืองที่มีจุดยืนร่วมกัน เกื้อกูลกันมาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน สำหรับตนยืนยันว่าไม่เอาด้วยกับ คสช. รวมทั้งบรรดาสมุนบริวารเผด็จการทุกรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องดูแนวทางการทำงาน เพราะการยึดอำนาจจากประชาชนถือเป็นอนันตริยกรรมทางการเมือง แม้จะไถ่บาปหรือทำดีขนาดไหนก็ไม่อาจบวชได้ หากชนะเลือกตั้งจะผลักดันให้ยกเลิกสิ่งที่เผด็จการทำขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพประชาชนทุกฉบับ รวมถึงผลักดันให้มีการทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของประชาชน ใครที่ชอบแนวทางเผด็จการก็เชิญเลือกพรรคการเมืองนั้น ส่วนใครที่รักแนวทางประชาธิปไตย ไม่เอาด้วยกับเผด็จการ ก็เลือกพรรคเพื่อไทย ชัดเจนดี

“อภิสิทธิ์” ปัดจ้องจับมือ “บิ๊กตู่”

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีมีการระบุว่าพร้อมจับมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น หรือมาถามว่าจะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาได้หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูว่ากลุ่มเหล่านี้มีแนวทางตรงกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่านโยบายและความคิดหลายอย่างไม่ค่อยเหมือนรัฐบาลชุดปัจจุบัน บางเรื่องก็ไม่สนับสนุน ถ้าจะให้ร่วมงานกันต้องคุยกันก่อนว่าแนวทางเป็นอย่างไร เรื่องนี้สื่อต่างประเทศเป็นคนตั้งคำถามกับตน ก็ตอบไป ไม่ได้ไปหยิบเรื่องขึ้นมาเอง ยืนยันว่าทำงานการเมืองมากว่า 20 ปี ยังยึดแนวทางพูดอะไรเราต้องมีความจริงใจต่อสิ่งนั้น ถ้าพูดแล้วเราทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ เราต้องรับผิดชอบ แล้วอธิบายกับ ประชาชน ส่วนประชาชนจะพอใจหรือไม่ เราต้องรับสิ่งที่จะตามมาด้วย

ซัด พท.บิดเบือนหวังแค่อำนาจ

นายศิริโชค โสภา รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่พาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า เป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เป็นการตัดตอนความจริงโดยเลือกหยิบเฉพาะชื่อ พล.อ.ประยุทธ์มาโจมตี สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นแนวร่วม คสช. ซึ่งเป็นเท็จ จะเห็นได้จากจุดยืนของนายอภิสิทธิ์หลายครั้ง เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับ คสช. ทั้งเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 การใช้อำนาจตามมาตรา 44 วิธีการของนายวัฒนา เป็นแท็กติกทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยใช้มาตลอด คือ พูดความจริงเสี้ยวเดียวแล้วนำมาบิดเบือน มุ่งประโยชน์ของพรรคมากกว่าคำนึงถึงอุดมการณ์การเมือง เห็นได้จากมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย หลายคน ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อดัดหลังคสช. เป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ทางอำนาจเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงประชาชน

จี้รัฐบาลไล่ทวงเงินตามศาลสั่ง

อีกเรื่อง นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหลายคดี มีคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลจนถึงที่สุด ในคดีที่สร้างความเสียหายให้แก่รัฐ อาทิ คดีร่ำรวยผิดปกติของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีคำพิพากษายึดทรัพย์มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน คดีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มบริษัทเอกชนด้านโทรคมนาคม อีก 7.6 หมื่นล้านบาท จึงเป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นนายสมคิด จาตุ– ศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่กลับลืม หรือละเว้นการติดตามนำรายได้เข้าแผ่นดินหรือไม่ จึงเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเฉพาะเพื่อติดตามทวงคืนเงินเหล่านี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่สั่งการ เชื่อว่าจะไม่มีผู้ใดกล้าเริ่มต้น จะหารือกับฝ่ายกฎหมายพรรค เพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป

“บิ๊กตู่” หอบ รมต.เยือนกัมพูชา

เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และภริยา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ เพื่อเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลกัมพูชา ตามคำเชิญของสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเข้าประชุมร่วมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ทันทีที่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปถึง ได้มีการจัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จ ฮุน เซน ได้นำ พล.อ.ประยุทธ์เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ

จับมือดันเป้าการค้า 1.5 หมื่นล้าน

จากนั้นมีการหารือทวิภาคีกลุ่มเล็กระหว่างนายกฯไทยและนายกฯกัมพูชา และหารือร่วมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวระหว่างการหารือว่า สองประเทศมีสัมพันธ์ใกล้ชิดในทุกระดับ ด้านการค้าปี 2560 ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังห่างจากเป้าหมายปี 2563 คือ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงต้องร่วมกันหามาตรการเสริม ขณะที่ระบบเชื่อมโยง อาทิ โครงการรถไฟเส้นทาง อรัญประเทศ-ปอยเปต-ศรีโสภณ-พระตะบอง-พนมเปญ สามารถเดินรถไฟได้ภายในปี 2563 การเร่งรัดก่อสร้างอาคาร ถนน สะพาน เพื่อเปิดจุดผ่านแดนถาวรที่บ้านหนองเอี่ยน จ.สระแก้ว-สตึงบท จ.บันเตียเมียนเจย โดย พล.อ.ประยุทธ์แสดงความประทับใจที่สมเด็จ ฮุน เซน แต่งเพลง 4 เพลง สื่อถึงสะพานมิตรภาพที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบทด้วย

“ฮุน เซน” หวานสวมกอดชื่นมื่น

ต่อมานายกฯทั้ง 2 ประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง 2 ฉบับ คือ 1.แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมร่วมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ภายใต้หุ้นส่วนสันติภาพและการพัฒนา และ 2.ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา โดยสมเด็จฮุน เซน แถลงภายหลังเป็นสักขีพยานว่า ผลลัพธ์การหารือครั้งนี้เหมือนเข็มทิศชี้ทางเดินร่วมกัน ฝ่ายไทยตกลงรับซื้อสินค้าเกษตรกรรมมากขึ้น และสองฝ่ายตกลงเปิดด่านถาวร 4 แห่ง รวมทั้งอยากให้คนงานกัมพูชาเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอบคุณการต้อนรับด้วยมิตรไมตรีและอบอุ่น ไม่ต่างจากการมาเยือนเมื่อปี 2557 ส่วนการรับซื้อสินค้าเกษตรไทยยินดีช่วยเหลือ ด้านคมนาคม อยากให้รถไฟเชื่อมต่อไปถึงกรุงพนมเปญโดยเร็ว ถือเป็นเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเส้นแรก หลังการแถลงนายกฯทั้งสองฝ่ายได้ถ่ายรูปร่วมกัน โดยสมเด็จฮุน เซน โผเข้ามาสวมกอด พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

คารวะ “สมเด็จวิบูลเสนาภักดี”

ต่อมาช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จวิบูลเสนาภักดี สาย ชุม ประธานวุฒิสภา และรักษาการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมวางพวงมาลาถวายสักการะแด่พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระบรมรัตนโกศ หลังจากนั้นนายกฯทั้งสองร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดสวนมิตรภาพกัมพูชา-ไทย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญกลางกรุงพนมเปญ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ และมิตรภาพสองประเทศ หลังภารกิจกลุ่มข้าราชการไทยและคนไทยในกัมพูชาได้ถ่ายเซลฟี่ร่วมกับนายกฯ โดยมีสมเด็จฮุน เซน เดินเข้ามาร่วมถ่ายด้วยความเป็นกันเอง ก่อนที่นายกฯและคณะจะเดินทางกลับ และทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์เดินตรงเข้าไปยังห้องรับรอง บน.6 และเดินทางกลับบ้านพักทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าว

แก้ปมประมงสั่งปิด 4 ร.ร.เดินเรือ

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม แถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิด กฎหมาย ว่า กรมเจ้าท่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย กำกับดูแลและตรวจสอบตัวเรือ และคนประจำเรือ ซึ่งประเทศไทยมีโรงเรียนสอนหลักสูตรเดินเรือ 8 แห่ง แต่พบหลักฐานว่ามี 4 แห่ง คือ ร.ร.การเดินเรือเคมสตาร์ ร.ร.การเดินเรือบาร์เธอร์ ร.ร.การเรือไทย และ ร.ร.เดินเรือสากล ขายใบประกาศนียบัตรให้กับบุคคลที่ไม่ได้รับการอบรมจริง หรือเข้ารับการอบรมแต่ไม่ครบตามระยะเวลามาตรฐาน ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับการสอบความรู้ของผู้ทำการในเรือ พ.ศ.2557 จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบรับรองสถานศึกษาและใบรับรองหลักสูตรอบรมการเดินเรือของโรงเรียนทั้ง 4 แห่ง

นัดญาติคุยรื้อคดีสลายม็อบปี 53

อีกเรื่อง นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงแนวทางการขอรื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553 ว่า ผู้มีความประสงค์จะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร มีนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิต และนายพันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของ “น้องเฌอ” ผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงในช่วงการชุมนุม ญาติผู้เสียชีวิตมีความประสงค์พิจารณาแนวทางการฟ้องเป็นเหตุการณ์เฉพาะตัว ส่วนจะใช้ช่องทางไหนยังไม่มีแนวทางที่แน่ชัด จึงจะนัดคุยเรื่องการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ทำให้เกิดความสูญเสียจากการสลายชุมนุมกับนางพะเยาว์ ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ โดยมีทีมทนายมาร่วมพูดคุยถึงจะได้ความชัดเจน

“สุวพันธุ์” รู้แล้วรองดีเอสไอฟ้อง

วันเดียวกัน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่เอกสารสั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรและฟอกเงิน ต่อนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เนื่องจากเห็นว่าตรวจสอบแล้วพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า มี 2 ประเด็น 1.เรื่องรองอธิบดีดีเอสไอที่ถูกโยกย้ายไปอยู่สำนักนายกฯนั้น ทราบว่าได้ทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปที่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) และการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 2.เป็นการสอบสวนกรณีการฟอกเงินของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้อง นายสุวพันธุ์ได้รับรายงานว่า อธิบดีดีเอสไอมาดูเรื่องนี้ด้วยตนเอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มี ปัจจุบันกำลังประสานงานเพิ่มเติมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สอบสวนเส้นทางผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้งหมด

“หญิงหน่อย” ซัดบีบไม่ได้ก็สั่งเด้ง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องต้องทำเรื่องให้ชัดเจน เหตุใดจึงปล่อยให้มีการใช้อำนาจบีบบังคับเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอให้แจ้งข้อกล่าวหากับนายพานทองแท้ ชินวัตร แม้ผลการพิจารณาของคณะผู้สอบสวนจะสรุปว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ กลับมีผู้มีอำนาจที่สูงกว่าไปบีบบังคับให้แจ้งข้อกล่าวหาไปก่อน โดยอ้างว่าระบบยุติธรรมไทยให้จำเลยไปแก้ข้อกล่าวหาเอาเอง เมื่อไม่ยอมทำตามก็ถูกลงโทษให้ย้ายออกจากตำแหน่ง กรณีนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อใช้ขจัดฝ่ายตรงข้าม คดีนี้เกิดมานานกว่า 10 ปี หากผิดจริงเชื่อว่าคงถูกดำเนินคดีตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 แล้ว การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 200 ชัดเจน

กระตุกผู้นำอย่าทำเป็นนิ่งเฉย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า นายกฯต้องไม่เพิกเฉยต่อการกระทำเช่นนี้ เพราะทำลายความน่าเชื่อถือในระบบยุติธรรม กระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ ทำลายความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ สร้างความแตกแยกให้ร้าวลึก ถ้ายังปล่อยให้ใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมต่อไปสิ่งที่ คสช.เคยประกาศเป้าหมายในการทำรัฐประหารว่าต้องการเข้ามาเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ จะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจเท่านั้น ไม่ได้มีความจริงใจที่จะทำให้เกิดประโยชน์สุขต่อคนในชาติอย่างแท้จริง