วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาวโร่พบกองปราบ แสดงความบริสุทธิ์ใจ ปัดรู้เห็นตุ๋นวิวาห์ เชิดสินสอด

สาวจังหวัดเลยเจ้าของบัญชีธนาคาร "สร้อยเพ็ชร" ควงแฟนหนุ่มโร่พบตำรวจกองปราบ แสดงความบริสุทธิ์ใจ ยันไม่มีส่วนรู้เห็นกรณีสาวแสบ "จริยาภรณ์ บัวใหญ่" หลอกแต่งงาน เชิดเงินค่าสินหลบหนี

จากกรณีนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พาผู้เสียหายเป็นชาย 12 ราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบก.ป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย ในข้อหาร่วมกัน ฉ้อโกง หลังผู้เสียหายทั้งหมดถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกเอาเงินค่าสินสอดงานแต่งหลบหนีไป ตามที่ข่าวเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 7 ก.ย.60 ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.2 และ กก.5 บก.ป.ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ สอบปากคำผู้เสียหาย และเร่งสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความกับตำรวจท้องที่ไว้แล้ว หลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวนท้องที่ ส่วนกรณีที่น่าจะยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดร่วมด้วยนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวน โดยเร่งรัดสั่งการไปยังพนักงานสอบสวน กก.2 และ กก.5 บก.ป.ไปแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนของการติดตามจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี นั้น เบื้องต้นจากข้อมูลหลักฐานที่ได้รับในขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่า น.ส.จริยาภรณ์ ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในประเทศ เนื่องจากไม่พบความเคลื่อนไหวหรือข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสืบทราบเบาะแสสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่กบดานซ่อนตัวของ น.ส.จริยาภรณ์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และเชื่อว่าน่าจะสามารถติดตามจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ ได้ภายในเร็ววันนี้

นอกจากนี้จากการสอบปากคำญาติพี่น้องของ น.ส.จริยาภรณ์ ยังพบว่า ในอดีต นั้น น.ส.จริยาภรณ์ เคยอยู่กินฉันสามีภรรยา กับชายไทยรายหนึ่งกันแบบจริงจัง แต่ไม่ได้มีการแต่งงานกันอย่างเป็นทางการ และมีลูกด้วยกัน 2 คน ก่อนจะเลิกรากันไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ กระทั่งมาก่อเหตุหลอกลวงแต่งงานกับผู้เสียหายอีกหลายรายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการ

ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อายุ 27 ปี ชาว จ.เลย บุคคลที่ น.ส.จริยาภรณ์ นำชื่อไปใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารและแอบอ้างตัวกับผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้แต่งงานด้วย พร้อมด้วยแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. และ ร.ต.อ.ศรสุพรรณ อดทนศรีอนันต์ รองสว. (สอบสวน) กก.2 บก.ป เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

โดย น.ส.สร้อยเพ็ชร กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่ในวันนี้ เนื่องจากทราบข่าวว่าตนมีชื่อไปพัวพันกับคดีที่ น.ส.จริยาภรณ์ หลอกลวงผู้เสียหายแต่งงานแล้วเชิดเงินค่าสินสอดหนี ทันทีที่ทราบข่าวค่อนข้างตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำของน.ส.จริยาภรณ์ แต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ารู้จักกับ น.ส.จริยาภรณ์ เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เนื่องจากมีศักดิ์เป็นญาติใกล้ชิดกัน ส่วนกรณีที่ชื่อบัญชีธนาคารที่ น.ส.จริยาภรณ์ ให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ตรงกับชื่อของตนนั้น ในส่วนนี้ไม่ทราบเรื่องและที่ผ่านมาไม่เคยมีเงินจากบุคคลแปลกหน้าโอนเข้ามาให้ในบัญชีธนาคารของตนแต่อย่างไร อย่างไรก็ตามอาจเป็นไปได้ว่า น.ส.จริยาภรณ์ น่าจะนำบัตรประชาชนของตนไปใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารขึ้นมาใหม่ หรือทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเมื่อหลายปีก่อน น.ส.จริยาภรณ์ เคยมาขอยืมบัตรประชาชนของตนไปใช้ในการสมัครงานแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยอ้างว่าตัวเองมีอายุเกินกำหนดที่จะสมัครงาน จึงจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนของตนในการสมัครงานแทน ครั้งนั้นตนไม่ได้เอะใจ เนื่องจากเห็นว่าเป็นญาติพี่น้องกัน ต่อมาตนได้ทวงถามขอคืนบัตรประชาชนแต่ได้รับการบ่ายเบี่ยง ตนจึงตัดสินใจไปทำบัตรประชาชนใหม่ จนกระทั่งเกิดเรื่องจึงได้เข้ามาแสดงความบริสุทธิ์ใจกับเจ้าหน้าที่และไม่คิดว่าญาติพี่น้องกันจะทำกันแบบนี้

เบื้องต้นพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.ได้สอบปากคำ น.ส.สร้อยเพ็ชร อย่างละเอียดเพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนพอสมควร

สำหรับคดีนี้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.เร่งรัดจับกุมตัว น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ มาดำคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด

พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2.บก.ป.เปิดเผยว่า วันนี้ น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีและชื่อในเฟซบุ๊ก ที่น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ใช้หลอกเหยื่อผู้เสียหาย ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน กก.2.บก.ป. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงครั้งนี้ โดยพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำไว้ในฐานะพยาน จากนั้นจะส่งให้กับสถานีตำรวจต่างๆ ที่ผู้เสียหายได้แจ้งความไว้ว่าถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกด้วยการใช้ชื่อในเฟซบุ๊กและบัญชีการโอนเงิน ส่วนจะเจ้งข้อหาร่วมกันกับ น.ส.สร้อยเพ็ชร หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนท้องที่นั้นๆ หรือออาจจะกันไว้เป็นพยานก็ได้