วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คืออะไร? 'สภาวะสบาย' ในบ้านจากธรรมชาติรอบตัว

บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ที่เราใช้พักผ่อนและเติมพลังให้ชีวิต “สถาปัตยกรรม” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือนพื้นถิ่นและการปลูกสวนป่า มาพูดคุยกันถึงเรื่อง “สภาวะสบาย” ซึ่งหาได้จากธรรมชาติรอบๆ ตัว ด้วยการออกแบบที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดความรู้สึกสบาย มีสุขภาพที่ดี และเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกัน นอกจากนี้เรายังได้รวบรวมตัวอย่างการออกแบบที่เอื้อต่อการสร้างสภาวะสบายมาให้คุณผู้อ่านนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำบ้านให้ “สบาย” อย่างที่ใจต้องการอีกด้วย แต่ก่อนจะไปอ่านบทสัมภาษณ์ หลายคนอาจสงสัยว่าสภาวะสบายคืออะไร เราไปทำความรู้จักคำนี้กันก่อนดีกว่าครับ

“สภาวะสบาย” คืออะไร

สภาวะสบาย (Comfort Zone) อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เป็นช่วงอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสบาย ซึ่งมีปัจจัยหลักดังนี้

1. อุณหภูมิ
2. ความชื้นสัมพัทธ์
3. ความเร็วลมที่มาปะทะตัวเรา
4. การแผ่ความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สภาวะสบายในแต่ละฤดูและแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกันไปในรายละเอียด โดยสภาวะสบายในประเทศไทยจะอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 24 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ประมาณ 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ และความเร็วลมที่ 0.2 - 1.0 m/s1

ก่อนจะพูดถึงสภาวะสบายให้ละเอียดกว่านี้ เรามาว่ากันถึงปัจจัยหลักของสภาวะสบายกันก่อน เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่าอุณหภูมิอยู่แล้ว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้วัดความร้อนหรือความเย็นนั่นเอง แต่คำว่าความชื้นสัมพัทธ์ นอกจากจะได้ยินบ่อยๆ ในการรายงานพยากรณ์อากาศแล้ว หลายคนก็อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าคืออะไร

ความชื้นสัมพัทธ์ก็คือ หน่วยวัดความชื้นในอากาศนั่นเอง โดยวัดจากอัตราส่วนของไอน้ำที่อากาศในช่วงอุณหภูมินั้นยังรับได้ ไม่เกิดเป็นหยดน้ำไปเสียก่อน (เพราะในแต่ละช่วงอุณหภูมินั้น อากาศมีความสามารถในการรับไอน้ำไว้ได้ไม่เท่ากัน) สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกับเราทั้งสิ้น เช่น หากมีความชื้นสัมพัทธ์มากเกินไป แม้เราจะรู้สึกร้อนแต่เหงื่อกลับไม่ออก (เหมือนเวลาอยู่ในป่าเขตร้อน)

ในทางกลับกัน เมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยเกินไป เราอาจผิวแห้งและปากแตกได้ หรือทำไมเราจึงมักรู้สึกไม่สบายตัวในเวลาที่ฝนใกล้จะตก ทั้งที่อากาศก็ไม่ร้อน คำตอบคือ ความชื้นในอากาศมีสูงเกินสภาวะสบายของเราและลมยังนิ่งไม่พัดผ่านตัวเรา หรือทำไมเราถึงรู้สึกเหนียวตัวเวลาอยู่ใกล้ทะเล ทั้งที่ลมก็พัดอยู่เรื่อยๆ คำตอบก็คือ อุณหภูมิและความชื้นในอากาศสูงเกินไป รวมทั้งลมที่แรงยังนำพาความร้อนมาสู่ตัวเราอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากแรงลม ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิที่ไม่ได้อยู่ในช่วงของสภาวะสบายทั้งสิ้น

จากความรู้เบื้องต้นนี้ สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกอาคาร เพราะประเทศไทยอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น แนวทางหลักของเราจึงเป็นการพยายามลดอุณหภูมิ ลดความชื้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการรับลม เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มร่มเงา การลดอุณหภูมิพื้นที่ การปล่อยให้ลมพัดผ่านเพื่อนำพาความชื้นส่วนเกินออกจากพื้นที่ การออกแบบอาคารให้มีชายคายื่นยาว การทำระแนงบังแดด การออกแบบจัดวางอาคาร หรือการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับลม

นอกจากนี้การใช้ธรรมชาติรอบๆ ตัวให้เป็นประโยชน์ก็ช่วยสร้างสภาวะสบายได้เช่นกัน อย่างการเพิ่มความชื้นในอากาศด้วยไอน้ำที่ต้นไม้คายออกมา หรือการใช้แผ่นปูทางเดินอิฐดินเผา ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี เมื่อลมที่อยู่ในแนวเดียวกับพื้นที่เหล่านี้พัดผ่านมา ก็จะกลายเป็นลมเย็นๆ ขณะเดียวกันแสงแดดและการถ่ายเทอากาศ ก็ช่วยจัดการความชื้นให้อยู่ในระดับที่พอดีตามสภาวะสบายได้เช่นเดียวกัน ในทางกลับกันสำหรับพื้นที่ซึ่งมีลมแรงเกินไป การสร้างแนวต้นไม้ เช่น ไผ่ ก็เป็นการลดความแรงลมให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีทำให้รู้สึกสบายได้นั่นเอง

พูดคุยกับอาจารย์จุลพร นันทพานิช

อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกแห่งป่าเหนือสตูดิโอ และอาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้สนใจงานออกแบบที่อิงกับธรรมชาติ ทั้งยังมีผลงานด้านการอนุรักษ์ อาทิ การปลูกสวนป่า จนได้รับการยอมรับ ครั้งนี้ บ้านและสวนจะพาไปฟังแนวคิดในการทำงานของท่าน พร้อมเคล็ดลับการทำบ้านให้อยู่สบายซึ่งเป็นหลักการง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ครับ

ทำไมจึงสนใจงานออกแบบตามวิถีธรรมชาติ

อาจารย์จุลพร : พื้นฐานชีวิตผมเป็นคนต่างจังหวัด อยู่บนเกาะสมุย สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงต้องนอนเร็วและตื่นเช้า เป็นชีวิตที่เรียบง่าย ถึงลำบาก แต่ก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน ผมว่าชีวิตแบบนี้ช่วยจรรโลงใจเรา ไม่ต้องคอยวิ่งตามใคร กระทั่งได้เข้าเรียนสถาปัตย์ที่จุฬาฯ ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังพัฒนาเข้าสู่ยุคโมเดิร์น การเรียนออกแบบพวกตึกใหญ่ๆ ทำให้เราเรียนได้ไม่ค่อยดี แต่ก็เรียนจนจบมาได้ ผมทำงานเป็นสถาปนิกคุมงานบ้าง ไปทำงานวางผังบ้างประมาณสามปีก็ได้ทำ “บ้านแม่น้ำ” ซึ่งเป็นการปรับปรุงบ้านเก่า โดยผสมผสานการอยู่อาศัยที่พึ่งพาธรรมชาติเข้ากับวิถีแบบโมเดิร์น และผลงานนี้ก็เป็นเครื่องการันตีที่ทำให้ผมได้สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย เพราะผมไม่ได้เรียนต่อปริญญาโท จากนั้นก็ได้ทำงานภูมิทัศน์ที่ลำพูน โดยริเริ่มนำไม้พื้นถิ่นมาปลูกแทนปาล์ม ก็เลยเป็นพื้นฐานให้สะสมความชำนาญเกี่ยวกับไม้พื้นถิ่นและงานบ้านพื้นถิ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาได้รู้จัก คุณต่อ - ธนญชัย ศรศรีวิชัย (ผู้กำกับโฆษณาชื่อดัง) เขาซื้อที่ดินที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกสวนป่า โดยให้ผมเป็นคนจัดการ ก็เลยทำให้มีความรู้เรื่องปลูกป่ามากขึ้น ผมว่างานทั้งสองส่วนนี้อยู่ในองคาพยพเดียวกัน จะขาดอะไรไปไม่ได้ ยิ่งพอทำงานแบบลงลึกก็เริ่มมีคนเข้าใจและสนใจมากขึ้น สังคมเริ่มยอมรับ และเมื่อความเข้าใจเรื่องบ้านกับป่าเริ่มลึกซึ้งขึ้น ก็ทำให้รู้ว่าความสบายอยู่ในธรรมชาติ อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ

หมายความว่า “สภาวะสบาย” เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

อาจารย์จุลพร : ผมว่าเป็นเรื่องของกลไกมากกว่าการใช้พลังงาน ยิ่งถ้าลงลึกไปในธรรมชาติแล้วจะเข้าใจ เราพยายามหาหนทางในการอำนวยความสะดวกกันมากเกินไปทำให้ร่างกายอ่อนแอ สุดท้ายก็เจอปัญหาสุขภาพ หากลองให้คนที่อยู่แต่ในห้องแอร์มาอยู่แบบไม่มีแอร์ เดือนแรกจะทรมานมาก แต่คุณรู้ไหมว่า เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ก็จะค้นพบว่าสบายกว่า นี่แหละธรรมชาติของร่างกาย ส่วนธรรมชาติของประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เราต้องทำให้มีลมพัด พอลมพัด ความชื้นถูกตัวก็จะเย็น อีกอย่างก็เป็นการระบายอากาศเก่าออกไปให้เกิดการถ่ายเท สุขภาพก็จะดี ถ้าลมไม่เย็นก็ปลูกต้นไม้ให้ลมพัดผ่านต้นไม้ หรือถ้าไม่มีลมก็ทำลานไว้กลางบ้านหรือหลังบ้าน เมื่ออากาศร้อนลอยขึ้น ลมเย็นก็จะพัดเข้ามาแทนที่ เรื่องเหล่านี้เป็นหลักคิดตามวิถีธรรมชาติที่ไม่ได้ยากจนเกินไป อย่างหนึ่งที่คนไทยชอบกลัวคือ “แดด” เพราะมักมากับความร้อน แต่เราก็ควรให้บ้านได้รับแดดบ้างเพื่อกำจัดเชื้อโรคและความชื้นที่อาจมีมากเกินไป งานออกแบบของผมนี่ให้แดดเข้ามาถึงในห้องนอนเลยนะ ทำแบบนี้แล้วคนอยู่ก็จะมีสุขภาพที่ดี เพราะคำว่า “สบาย” ไม่ใช่แค่ตัวสบาย แต่การอยู่อย่างไม่ต้องพะวงกับบ้านกับสุขภาพก็คือความสบายเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจธรรมชาติเสียก่อน ทั้งธรรมชาติรอบตัวและธรรมชาติในตัวเราเอง ทีนี้ก็จัดการแก้ความไม่สบายไปทีละจุด

เป็นไปได้ไหมถ้าเราจะสร้างระบบนิเวศธรรมชาติที่ช่วยให้อยู่สบายขึ้นได้ ไม่ว่าบ้านจะอยู่ในชนบทหรือในเมือง

อาจารย์จุลพร : ผมคิดว่าทำได้หมด อย่างออฟฟิศผมมีพื้นที่ประมาณ 40 ตารางวา ก็ยังสามารถปลูกสวนป่าเล็กๆ ไว้ข้างหน้าได้เลย ทำเหมือนเป็นสวนปลูกไม้ท้องถิ่น แล้วก็ปล่อยให้ระบบนิเวศเกิดขึ้นเอง มันไม่ได้มีข้อจำกัด เราคิดกันไปเอง สิ่งสำคัญคือ เราควรรู้จักพื้นที่และเก็บพืชพันธุ์ท้องถิ่นเอาไว้ ลองดูในกรุงเทพฯ สิ ตึกแถวย่านฝั่งธนบุรีก็ปลูกสวนกระถางกันอย่างสวยเลย ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้าน ระเบียง หรือแม้แต่ดาดฟ้า มันอยู่ที่ความตั้งใจ แต่คนเรามีข้อแม้เยอะเกินไป สุดท้ายพอหนีไปเรื่อยๆ มันก็ป่วย เพราะสภาพแวดล้อมไม่ดี จริงๆ คือ คิดจะทำก็ทำเลย เริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วมันจะเติบโตตามธรรมชาติได้เอง

มีวิธีใดบ้างที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงธรรมชาติได้

อาจารย์จุลพร : ผมขอแบ่งเป็นเรื่องๆ ตามแต่ใครจะเข้าหาธรรมชาติจากทางไหน วิธีแรกคือ “ต้องพาตัวเองออกไปรู้จักธรรมชาติ” ลองไปอยู่ใต้ร่มเงาไม้ สัมผัสลมเย็นๆ หรือออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติบ้าง ผมเองมักจะพาลูกศิษย์ไปเดินป่า ไปเห็นคนที่อยู่ในธรรมชาติจริงๆ ไปกินนอนที่นั่น ไปนอนกับชาวบ้าน ทำความรู้จักเขา พูดคุยกัน รู้จักวิถีชีวิตที่อิงกับธรรมชาติ เพื่อให้มองย้อนกลับมาที่ชีวิตของตัวเอง “ฝึกฝนตัวเอง” หลายคนรู้สึกไม่สบายตัว เวลาเริ่มอยู่แบบไม่ปรับอากาศ แต่ถ้าอดทนได้ ผ่านไปหนึ่งเดือนคุณจะรู้สึกได้เลยว่าสุขภาพดีขึ้น สบายขึ้น และสุดท้ายคือ “ต้องรู้จักพิจารณาค่านิยมให้เหมาะสม” บ่อยครั้งที่เราไขว่คว้าหาสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมากเกินไป เช่น การแต่งกายที่เหมาะกับเมืองร้อนอย่างการนุ่งโสร่งหรือผ้าขาวม้า สิ่งเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อรับกับสภาพอากาศของไทยเรา แต่ค่านิยมก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่ได้มองเข้าไปที่แก่น คำว่าศิวิไลซ์ก็มีหลายความหมายตามแต่คนจะเชื่อ สถาปัตยกรรมก็เช่นเดียวกัน

เรื่องหนึ่งที่ผมดีใจก็คือ เด็กยุคนี้เริ่มมีการวิพากษ์เทคโนโลยีแล้ว เมื่อเขาเบื่อจึงกลับมาสนใจคุณค่าและตัวตนกันมากขึ้น เริ่มกลับไปค้นหาความสุขที่หายไป เพราะเงื่อนไขของสังคมทุกวันนี้นำพาให้คนไปสู่ความทุกข์ได้ง่ายๆ เราควรภูมิใจในภูมิทัศน์ธรรมชาติของเราให้ได้ก่อน ก้าวข้ามมายาคติ จริงๆ เรารู้อยู่แล้วว่าความสบายคืออะไร แต่เราไม่ทำ จึงควรจะเข้าใจความเรียบง่าย ออกไปเห็นธรรมชาติ และฝึกฝนร่างกายของตนบ้าง แล้วการเข้าถึงความเป็นธรรมชาติก็จะง่ายขึ้น

สุดท้ายแล้วอยากฝากอะไรถึงคุณผู้อ่านบ้าง

อาจารย์จุลพร : อยากให้ลองอยู่นิ่งๆ แล้วสดับฟังธรรมชาติและเสียงของตัวเองดูบ้าง คนเคยอยู่ห้องแอร์ก็อยากให้ลองอยู่กับลมธรรมชาติดูบ้าง สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่ามันดีขึ้นไหม ถ้ายังทรมานก็นอนห้องแอร์ไปก่อน แต่หาโอกาสนั่งเล่นในสวนบ้างก็ได้ พอเริ่มเคยชินก็จะรู้สึกได้ชัดขึ้น คล้ายกับคนเลิกบุหรี่ แรกๆ ก็ทรมาน แต่สุดท้ายทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ซึ่งในที่สุดมนุษย์ก็ควรจะอยู่กับธรรมชาติ เพราะนี่คือความสบายที่แท้จริง เป็นสภาวะสบายที่ยั่งยืนทั้งต่อสภาพแวดล้อมและตัวเราเอง ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้พลังงาน ไม่ต้องสิ้นเปลือง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่คนมักมองข้ามไป

10 วิธีสร้าง “สภาวะสบาย”

หลังจากได้อ่านแนวคิดของอาจารย์จุลพรกันไปแล้ว คราวนี้ขอพาคุณผู้อ่านไปดูวิธีง่ายๆ ในการใช้ธรรมชาติเป็นตัวช่วยให้บ้านมีบรรยากาศสบายและน่าอยู่กันครับ

1-เย็นสบายเมื่อลมพัดผ่านแนวไม้จัดสวนหย่อมไว้เหนือลม เป็นการเติมความชื้นให้ลมร้อนที่ผ่านเข้ามากลายเป็นลมเย็นๆ เข้าสู่ตัวบ้าน ใช้ได้ทั้งกับบ้านและระเบียงคอนโด

2-แบ่งกั้นแต่ไม่ทึบตัน สร้างความเป็นส่วนตัวให้แต่ละพื้นที่ในบ้านด้วยกำแพง แต่ออกแบบให้มีความโปร่งเพื่อไม่ให้รบกวนการไหลเวียนของอากาศภายในบ้าน ลมธรรมชาติจะได้พัดเข้าสู่ตัวบ้านโดยตรง

3-ลานกลางบ้านเรียกลม อากาศร้อนจะลอยขึ้นสู่ด้านบนเสมอ การมีลานกลางบ้านที่รับแดด จึงเป็นการสร้างความต่างของอุณหภูมิ เมื่ออากาศบริเวณกลางบ้านลอยขึ้นจะดึงให้ลมที่เย็นกว่าวิ่งเข้าสู่ภายในบ้าน

4-เปลี่ยนคอนกรีตเป็นพื้นผิวที่เย็นชื้น การรู้จักใช้พื้นผิวที่สามารถเก็บกักความชื้นได้บ้าง เช่น แนวรั้วไม้ พื้นกรวด พื้นหญ้า จะทำให้บ้านไม่ร้อนอบอ้าว เหมือนการใช้พื้นคอนกรีตเพียงอย่างเดียว อาจสลับใช้เป็นบางช่วงก็ได้สำหรับบ้านที่ปูพื้นคอนกรีตไว้อยู่แล้ว

5-คุ้มแดดคุ้มฝนด้วยระแนงและชายคา ชายคายื่นยาวและระแนงบังแดด คือวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับสภาพอากาศแบบไทย ด้วยระแนงที่ไม่ยอมให้แสงแดดส่องผ่าน แต่ยอมให้ลมพัดผ่านได้ ซึ่งมีส่วนช่วยให้บ้านอยู่สบายได้มาก

6-ยืมร่มไม้ให้ร่มเงาแก่หลังคา แม้ว่าจะมีหลังคาที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้ดีอยู่แล้ว แต่การปลูกไม้ใหญ่ทางทิศใต้และทิศตะวันตก ก็เป็นวิธีสร้างร่มเงาให้แก่ตัวอาคาร อีกทั้งต้นไม้ยังสร้างความเย็นให้แก่พื้นที่ด้วย

7-แดดดี สุขภาพก็ดี เปิดให้แสงแดดส่องเข้ามาภายในบ้านบ้างเพื่อช่วยให้บ้านสะอาดและปลอดโปร่งขึ้น ไม่อับชื้นหรือมีเชื้อโรค แต่ช่องแสงเหล่านี้ควรหันไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออก เพื่อรับเฉพาะแสงแดดยามเช้าเท่านั้น จะช่วยให้บ้านไม่ร้อนเกินไป

8-สร้างโล่ให้บ้านด้วยต้นไม้ ปลูกต้นไม้ริมระเบียงหรือจัดสวนกระถางเพื่อสร้างแนวป้องกันแสงแดดก็เป็นความคิดที่ดี หากเป็นพืชที่ชอบแดดด้วยก็ยิ่งเหมาะ ทั้งยังดูสบายตาอีกด้วย

9-บ่อตื้นสร้างลมโชย หากบ้านมีพื้นที่มากพอ การสร้างบ่อน้ำตื้นๆ ก็ช่วยให้เกิดการระเหยของน้ำไปรวมตัวกับลมที่จะพัดเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้ลมที่พัดผ่านกลายเป็นลมเย็นๆ เป็นอีกวิธีในการสร้างความสบายให้บ้าน

10-ให้ธรรมชาติปลุกคุณ คนในสังคมเมืองมักต้องพึ่งพานาฬิกาปลุกและอยู่กับความรีบเร่ง ลองเปิดม่านเพื่อรับแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ ให้เสียงนกร้องช่วยปลุกคุณ หากทำเป็นกิจวัตรรับรองว่าทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจจะดีกว่าการตื่นแบบตกใจด้วยนาฬิกาปลุกอย่างแน่นอน เพราะแสงแดดที่เราได้รับในตอนเช้าจะไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงไปทั้งวัน

รู้จักธรรมชาติ ความสบายก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เห็นไหมล่ะครับว่าแต่ละวิธีล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งนั้น แต่เรามักไม่ค่อยได้มองลึกเข้าไปถึงกลไกที่อยู่ในคำจำกัดความของคำว่า “ความสบาย” หวังว่าคอลัมน์นี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านได้หลักการดีๆ สำหรับการทำบ้านให้ “สบาย” สมใจไม่มากก็น้อยนะครับ