วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความเชื่อถือและสง่างาม

ไม่ทราบว่าจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้งหรือไม่ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตอบคำถามสื่อมวลชน ไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 แน่นอนหรือไม่ เพราะกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ เนื่องจากผู้พูดเป็นถึงลูกพี่ใหญ่ คสช. เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม คำพูดจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และอาจถูกมองว่าเป็นการพูดในนามรัฐบาล คสช.

กฎหมายลูกที่รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอ้าง ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. กฎหมายว่าด้วย กกต. และกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งจะต้องมีผลใช้บังคับก่อน จึงให้เลือกตั้ง ส.ส.ให้เสร็จภายใน 150 วัน ขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างทั้ง 4 ฉบับเสร็จสิ้นแล้ว

กรธ.มีเวลาจัดทำร่างกฎหมาย 10 ฉบับ รวมทั้ง 4 ฉบับ ที่จำเป็นสำหรับการ เลือกตั้ง จนถึงประมาณสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560 จากนั้นต้องผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมทั้งขั้นตอนต่างๆแล้ว เชื่อว่าจะสามารถเลือกตั้งได้ภายในปี 2561 เพราะแม่น้ำ 5 สาย ล้วนแต่ อยู่ภายใต้ คสช.และ สนช.เคยทำสถิติผ่านร่างกฎหมาย 3 วาระรวดมาแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันมาโดยตลอดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ทำให้ประชาคมโลกเชื่อมั่น ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ได้กระชับความสัมพันธ์กับไทยยิ่งขึ้น หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะเชื่อมั่นว่า ไทยจะคืนสู่ประชาธิปไตยแน่นอน รัฐบาลต้องรักษาความเชื่อมั่น

อันที่จริง เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คสช.ไม่ควรเป็นผู้กำหนดโรดแม็ปทางการเมืองต่อไป แม้จะยังมีอำนาจ ตามมาตรา 44 แต่ควรใช้ในเรื่องอื่นที่จำเป็นเร่งด่วน ส่วนกำหนดการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเชื่อถือ ทั้งภายในประเทศ และประชาคมโลก มิฉะนั้นอาจทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย

รัฐบาลไม่ควรหลงใหลได้ปลื้ม หรือเพลิดเพลินไปกับคำสรรเสริญป้อยอ โดยผ่านทางโพลเชียร์ ไม่ควรใส่ใจในคำทำนายของโหรการเมือง ที่มักจะเชียร์ให้อยู่ในอำนาจ และปกครองประเทศนานๆ ตามรัฐธรรมนูญ ไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบ “โหราธิปไตย” และควรยึดมั่นในพระพุทธศาสนา

ไม่ควรให้ถูกมองว่าเตะถ่วงหรือประวิงเวลา หาก คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจก็สามารถทำได้โดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้อยู่แล้ว โดยอาจเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมือง โดยมี ส.ว. แต่งตั้ง 250 เป็นฐานอำนาจ แต่ถ้าจะให้สง่างามที่สุด ควรลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เพื่อเป็นนายกฯ เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ.