วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พาณิชย์ ยัน ก๊าซหุงต้มขึ้น 10 บาท/ถัง กระทบจานด่วนน้อย

“พาณิชย์” เบรกผู้ผลิตสินค้าอ้างก๊าซหุงต้มขึ้น 10 บาท/ถัง ปรับขึ้นราคา ชี้กระทบเงินเฟ้อแค่ 0.04% เร่งร้านขายจานด่วนเข้าร่วม “หนูณิชย์พาชิม” มากขึ้น เพราะได้ลดราคาก๊าซ ด้าน ม.หอการค้าไทย ประเมิน มีผลทำให้จานด่วนขึ้นแค่ 50 สตางค์/จาน แนะรัฐดูแลไม่ให้ฉวยโอกาส คงเป้าเงินเฟ้อ 0.7-1%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) อีกกิโลกรัม (กก.) ละ 67 สตางค์ ตามมติของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นเป็น กก.ละ 21.15 บาท และก๊าซหุงต้มบรรจุถังขนาด 15 กก. ปรับขึ้นอีกถังละ 10 บาท มาอยู่ที่ถังละ 353 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย.นี้ว่า เชื่อว่าไม่ส่งผลทำให้สินค้าปรับขึ้นราคา เพราะก๊าซหุงต้มกระทบต่อทุนสินค้าเพียงเล็กน้อย ขณะนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในตรวจสอบราคาจำหน่ายสินค้าทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าผิดปกติ หากพบเห็น การปรับขึ้นราคาสินค้อย่างผิดปกติแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 ได้ทันที

“ส่วนผู้ประกอบการอาหารจานด่วน ขณะนี้กระทรวงฯอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อหามาตรการช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็ก และร้านแผงลอยที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการหนูณิชย์พาชิม จึงต้องผลักดันให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพราะจะมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบ คือก๊าซหุงต้มในราคาถูกให้ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาก๊าซหุงต้มที่ปรับตัวสูงขึ้น”

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มครั้งนี้ ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มเพียงเล็กน้อย และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.04% จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จใช้เป็นข้ออ้างปรับขึ้นราคา

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯได้ออกประกาศราคาจำหน่ายปลีกแนะนำในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยราคาก๊าซแอลพีจีขนาด 15 กก. ปรับเพิ่มขึ้นถังละ 10 บาท จากเดิม 343 บาท เป็นถังละ 353 บาท และในต่างจังหวัด ราคาจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมถังละ 10 บาท ซึ่งได้แจ้งผู้ค้าก๊าซ (มาตรา 7) โรงบรรจุก๊าซ และสมาคมแก็สปิโตรเลียมเหลวให้กำชับร้านค้าปลีกจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มไม่สูงกว่าราคาแนะนำ ขณะเดียวกัน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการจำหน่ายปลีกก๊าซหุงต้มทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประสานพาณิชย์จังหวัดให้กำกับดูแลราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิดและเข้มงวด

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ คาดว่าไม่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า เพราะการขนส่งสินค้าใช้ก๊าซแอลพีจีขนส่งเพียงสัดส่วน 10-20% ของการขนส่งทั้งหมด ส่วนใหญ่จะใช้ก๊าซเอ็นจีวีและน้ำมันดีเซล จึงไม่มีน้ำหนักทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ในส่วนของการใช้แอลพีจีภาคครัวเรือน ซึ่งจะใช้ภายในครอบครัวและร้านอาหาร-ภัตตาคารนั้น พบว่า ร้านอาหารจะใช้ก๊าซหุงต้มวันละ 1 ถัง ส่วนครัวเรือนใช้ประมาณเดือนละครึ่งถัง จึงทำให้ต้นทุนของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะทำให้ราคาอาหารจานด่วนปรับขึ้น 0.25-0.50 บาท/จาน/ชาม ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ราคาอาหารจานด่วนจะปรับขึ้น

“มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประเมินอัตราเงินเฟ้อในปี 60 ขยายตัวในกรอบ 0.7-1% ซึ่งรวมผลกระทบของการปรับขึ้นแอลพีจีแล้ว เชื่อว่าผู้ผลิตสินค้าจะไม่ปรับขึ้นราคา เพราะจะส่งผลต่อยอดขายมากกว่า อีกทั้งแอลพีจีไม่ได้มีผลต่อภาคการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งค่ากระแสไฟฟ้า (เอฟที) จะมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้ามากกว่า” นายธนวรรธน์กล่าว.