วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กังขา-สงสัยล่องหนได้อย่างไร?

ถ้าไม่มีคำตอบ ก็ต้องเจอคำถาม

เป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดความสงสัยก็ต้องถามหาคำตอบ ทวงถามเพื่อต้องการให้รู้ว่าเรื่องนั้นมีความเป็นมาอย่างไรยิ่งเรื่องใหญ่ยิ่งอยากรู้ก็ต้องถามยิกๆกันทุกวันอย่างนี้

จะหงุดหงิด ไม่พอใจ ห้ามถามคงเป็นไปไม่ได้

ในฐานะที่เป็นเรื่องของรัฐ ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อความเป็นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือทำท่าจะหนีคำตอบเพื่อให้ทอดเวลาให้ลืมเลือนกันไปด้วยความเข้าใจว่า “เดี๋ยวก็ลืมแล้ว”

หรือคิดเมื่อถึงเวลาอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงจะเปิดเผยตัวตนเองว่าหนีไปไหน ไปอย่างไร พำนักสุดท้ายที่ไหน

ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็เกินเวลาในความรับผิดชอบ

ทว่าเนื่องจากคดีจำนำข้าวนั้นยังไม่ถึงจุดจบสุดท้าย เพราะวันที่ 27 ก.ย.60 จะเป็นวันที่ศาลนัดฟังความพิพากษาก่อนวัน-เวลา ที่จะถึงวันนั้นก็จะมีความเป็นไปของคดีอย่างต่อเนื่องที่คิดว่าจะจบมันคงไม่ได้จบอย่างที่คิด

ล่าสุดมีคำถามจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า “ทำไมไม่ยึดพาสปอร์ต” เพราะทุกอย่างเข้าข่ายความผิดในฐานะเป็นรัฐก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎและเงื่อนไข

ก่อนหน้านี้มีการเรียกเรื่องนี้มาแล้ว แต่กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่ายังไม่น่าเข้าข่ายเพราะเป็นเพียงแค่หนีศาลไม่ไปรับฟัง คำพิพากษา

พูดง่ายๆ ว่าต้องรอให้ศาลตัดสินเสียก่อนจึงดำเนินการได้

แต่นายอภิสิทธิ์ให้คำตอบเพิ่มเติมว่า หากไม่ยึดพาสปอร์ตจะเกิดปัญหากลับมาที่ คสช.เอง คือจะทำให้เกิดความเสียหายได้

อ้างว่าเมื่อมีการหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วจึงมีความจำเป็นอย่างหนึ่งหากไม่ยอมกลับถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

ทางหนึ่งก็หาประเทศเพื่อ “ลี้ภัย”

แต่การจะลี้ภัยได้นั้นจะต้องเป็นคดีทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญ หากเป็นเรื่องการทุจริตไม่สามารถใช้เป็นเงื่อนไขได้

มีความพยายามมาตลอดทั้งตัวจำเลยเองที่ยืนยันเสมอว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองพร้อมกับปฏิเสธว่าไม่มีการทุจริตแต่อย่างใด

เช่นกันนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พี่ชายของเธอเองที่เงียบหายไปนาน แต่เมื่อน้องสาวหนีศาลไปแล้วก็ออกมาทวิตเตอร์ใช้ให้เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง

คือการใช้อำนาจตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถือว่าเป็นความเลวร้ายอย่างยิ่งอันเป็นคำตอบที่ส่งผลต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างชัดเจนที่สุด

นี่จึงเป็นคำตอบที่นายอภิสิทธิ์ถามหาความรับผิดชอบต่อ คสช.

และให้อีกคำตอบว่าการที่รัฐบาล คสช.ไม่รับรู้การหายไปของอดีตนายกฯหญิงและการไม่ดำเนินการอะไรเลย

เพราะอะไรเกี้ยเซียะกันหรือเปล่าอย่างที่ผู้คนในสังคมเกิดความสงสัยและกังขา

จึงเป็นทางเดียวที่จะแก้ข้อครหาดังกล่าวด้วยการหาความจริงมาตอบสังคมให้ได้ว่าอดีตนายกฯปูหนีไปได้อย่างไร ไปทางไหนและที่พำนักสุดท้ายอยู่ที่ไหน

เพราะจะเป็นคำอธิบายได้ดีที่สุด

การตั้งผู้รับผิดชอบในการสืบหาความจริงจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกระทำและรีบดำเนินการไม่ใช่ปัดไปปัดมาโดยเฉพาะการอ้างว่ามีเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องนี้

อันเป็นการแสดงให้เห็นอาการได้ว่าต้องการที่จะลืมเรื่องนี้กันไป เพราะไม่มีประโยชน์อันใด ทว่ายิ่งปิดมันก็ยิ่งชวนให้สงสัย

เพราะมันจะเป็นเรื่องอนาคตของประเทศในทางการเมืองด้วย.


“สายล่อฟ้า”