วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โครงการโรงไฟฟ้าสตึงนัมอีกที

เผอิญว่าวันนี้คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเดินทางไปเยือน ประเทศกัมพูชา อย่างเป็นทางการอีกรอบ ว่ากันว่าสาระสำคัญของการเดินทางไปครั้งนี้ก็เพื่อที่จะลงนามความร่วมมือ โครงการโรงไฟฟ้าสตึงนัม ระหว่าง บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล กับบริษัท Steung Meteuk Hydro-power หรือ SMH โดย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติให้ความเห็นชอบนำเสนอ ครม.รับทราบไปแล้ว

จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดจากเมื่อครั้งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศปีแรกๆเห็นความสำคัญที่จะหาน้ำมาใช้ในการบริหารจัดการ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาน้ำในภาคอุตสาหกรรมไม่พอใช้ เป็นที่ทราบกันดีว่า แหล่งน้ำต่างๆที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงเจรจากับ สมเด็จฮุน เซน โดยตรงที่จะขอใช้น้ำจากเขื่อนสตึงนัม มาบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรมใน อีอีซี ตามนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 จึงต้องสร้างเขื่อนในฝั่งกัมพูชา เพื่อนำน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์เป็นหลักใหญ่มากกว่า การใช้กระแสไฟฟ้า ที่สามารถผลิตได้เพียง 24 เมกะวัตต์เท่านั้น เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ 4-5 หมื่นเมกะวัตต์ เฉพาะภาคตะวันออกมีกำลังการผลิตอยู่ถึง 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก

ปริมาณน้ำเดิมที่มีอยู่ที่ 1,000 คิวต่อวัน โดยหลักการเดิมจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 500 คิว ซึ่งจะทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ที่ 40-50 เมกะวัตต์ และได้หารือกับกรมชลประทานแล้วปริมาณน้ำที่ต้องการใช้งานรองรับภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงทำให้ขนาดของโรงไฟฟ้าลดลงไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันจำนวนน้ำ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร ทางกัมพูชา ให้เรานำมาใช้ฟรีๆเมื่อเทียบกับค่าไฟที่หน่วยละ 10 บาทกว่าที่ต้องซื้อจากโรงไฟฟ้าสตึงนัมก็นับว่าได้มากกว่าเสีย

อีกด้านที่ต้องนำมาพิจารณาหากจะมีความพยายามที่จะล้มโครงการนี้ นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เป็นหน้าตาของผู้นำประเทศ และเป็นการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต

ความน่าเชื่อถือจะจบทันที

เรื่องที่ไม่เข้าใจคือ ความเห็นของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อ้างว่าปริมาณน้ำในประเทศพอที่จะใช้กับภาคอุตสาหกรรมไม่ขาดแคลน เหมือนหนังคนละม้วน

อันที่จริงแล้วไม่อยากจะผูกเข้ากับ การเสียประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ที่จะเสียประโยชน์จากโครงการนี้ มีมูลค่าเป็นพันล้าน คงดิ้นรนที่จะล้มโครงการอีกหลายเฮือก

ประเทศไทยที่ยังครึ่งๆกลางๆไปไม่ถึงไหน ทั้งที่ควรจะโชติช่วงชัชวาลไปนานแล้ว ก็เพราะผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวมนี่แหละ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านเลยถดถอยมาจนถึงวันนี้.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th