วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กลัวบานปลาย

พิธีลงนามสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำไทย และนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน

เป็นใบเสร็จยืนยันว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–โคราช ระยะทาง 253 กม. ราคา 1.79 แสนล้านบาท จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!!

ประวัติศาสตร์จะจารึกว่ารถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทยเกิดขึ้นในยุครัฐบาล คสช.

น่าปลาบปลื้มใจหาไหนปาน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า กว่าจะมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ได้มีการประชุมเจรจาต่อรองยืดเยื้อถึง 19 ครั้ง ในช่วงเวลา 2 ปี

จากเริ่มต้น รัฐบาลจีนเป็นผู้ลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์

เปลี่ยนเป็นรัฐบาลจีนลงทุน 70 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลไทยลงทุน 30 เปอร์เซ็นต์

เปลี่ยนอีกครั้ง เป็นรัฐบาลจีนลงขัน 60 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลไทยลงขัน 40 เปอร์เซ็นต์

แต่สุดท้ายกลายเป็นรัฐบาลไทยลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์

รัฐบาลจีนรับจ้างออกแบบโครงการ ควบคุมการก่อสร้าง ควบคุมการเดินรถ ระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ และผูกขาดขายรถไฟความเร็วสูงและขบวนรถโดยสารครบวงจร

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า สัญญา 2 ฉบับแรกที่ลงนามอย่างเป็นทางการ ได้แก่

1. สัญญาจ้างฝ่ายจีนสำรวจออกแบบก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ–นครราชสีมา มูลค่า 1,700 ล้านบาท
2. สัญญาว่าจ้างวิศวกรจีนที่ปรึกษาคุมการก่อสร้างโครงการระยะเวลา 52 เดือน

ฝ่ายจีนโขกค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างถึง 3,500 ล้านบาท สูงกว่ากรอบที่เจรจาเบื้องต้นถึง 1,851 ล้านบาททีเดียว

สุดท้ายรัฐบาลไทยยอมเพิ่มค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานแพงหูฉี่ตามที่ฝ่ายจีนเสนอมา

“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการที่ฝ่ายจีนฟันค่าจ้างวิศวกรควบคุมโครงการแพงขึ้นจากที่ประเมินไว้กว่าเท่าตัว

สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายจีนไม่พยายามช่วยประหยัดงบลงทุนให้ฝ่ายไทยเท่าที่ควร

ทั้งๆที่โครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ ฝ่ายจีนได้ประโยชน์มหาศาล ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

แต่ที่ “แม่ลูกจันทร์” กังวลใจยิ่งกว่า คือเมื่อโครงการก่อสร้างเริ่มเดินหน้าไปได้ครึ่งทาง

ยังต้องมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ และสัญญาจัดซื้อรถไฟความเร็วสูง และขบวนรถโดยสารตามมาอีกบานตะไท

ถ้าหากฝ่ายจีนเสนอราคาแพงกว่ากรอบที่เคยเจรจากันไว้

จะทำให้งบลงทุนโครงการนี้ซึ่งสูงอยู่แล้ว จะต้องสูงขึ้นไปอีกแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” จึงขอผ่านข้อห่วงใยให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ไปหาทางป้องกัน

ป้องกันไม่ให้งบลงทุน 1.79 แสนล้านบาทบานปลาย

เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ ฝ่ายไทยต้องควักกระเป๋าลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์

เท่ากับต้องแบกรับภาระขาดทุนทุกบาททุกสตางค์

เพราะกว่ารถไฟความเร็วสูงสายนี้จะคุ้มทุนต้องใช้เวลาอีก 50 ปี

เอาเถอะ...ขาดทุน 50 ปียังพอทน

อย่าให้ขาดทุนนานกว่านั้นเลยนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”