วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยดาวแดงคู่ค้าอันดับ 4 "ทรัมป์" ขู่ตัดญาติพันธมิตรเกาหลีเหนือ

“พาณิชย์” เกาะติดสถานการณ์ “ทรัมป์” ขู่ตัดความสัมพันธ์การค้ากับทุกประเทศที่ค้าขายกับเกาหลีเหนือ หลังพบไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของโสมแดง ขณะที่ผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มหวั่นได้รับผลกระทบ ด้าน “กกร.” คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 3.5-4% แม้ส่งออกดีกว่าคาด แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีความไม่แน่นอน

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับทุกประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเกาหลีเหนือว่า ขณะนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าสหรัฐฯจะมีมาตรการใดที่จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะนำมาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป “ปัจจุบันไทยส่งออกไปเกาหลีเหนือลดลงต่อเนื่อง โดยปี 59 มูลค่าส่งออกไทยไปเกาหลีเหนืออยู่ที่ 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นแร่ดีบุกและผลิตภัณฑ์, ยางพาราและผลิตภัณฑ์, อาหาร ผัก ผลไม้ เป็นต้น ส่วนไทยนำเข้าจากเกาหลีเหนือปี 59 มีมูลค่า 2.27 ล้านเหรียญ โดยภาพรวมแล้วเกาหลีเหนือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 139 ของไทย”

นายถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบกรณีที่ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์การค้ากับทุกประเทศที่เป็นคู่ค้าของเกาหลีเหนือ และพบว่าไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของเกาหลีเหนือ แต่หากตัดสัมพันธ์การค้าจริง การส่งออกเครื่องนุ่งห่มได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดสำคัญของไทย “การส่งออกเครื่องนุ่งห่มไปสหรัฐฯรอบ 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปีนี้ยังติดลบต่อเนื่อง จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน และคาดว่าตลอดทั้งปีการส่งออกไปสหรัฐฯยังติดลบต่อ แต่การส่งออกไปตลาดยุโรป ญี่ปุ่นและอาเซียน น่าจะเข้ามา แทนที่สหรัฐฯได้ เพราะมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ปีนี้มูลค่าส่งออกเครื่องนุ่งห่มจะเฉลี่ยที่ 80,000 ล้านบาท”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทรัมป์ได้ประกาศผ่านข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณายุติความสัมพันธ์ด้านการค้ากับทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ เพื่อตอบโต้เกาหลีเหนือ ที่เพิ่งทดสอบระเบิดนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมาและเกาหลีเหนืออ้างว่าสามารถนำหัวรบระเบิดนิวเคลียร์ไปติดตั้งกับขีปนาวุธได้แล้ว

ด้านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นั้น นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปีนี้จะขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ เป็นผลจากการส่งออก ที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและภาคเกษตรที่เริ่มขยายตัว ทำให้ประเมินว่าเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา กกร.จึงยังคงกรอบประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ไว้ที่ 3.5-4% และอัตราเงินเฟ้อคงไว้อยู่ที่ 0.5-1.5% และการส่งออกจะขยายตัวที่ 3.5-4.5% โดยประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย คือเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะสหรัฐฯ จากผลกระทบพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ การเมืองในสหรัฐฯและความขัดแย้งในเกาหลีเหนือ รวมทั้งปัจจัยในประเทศ เช่น ผลกระทบราคาสินค้า จากน้ำท่วม ค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข็งค่ามากกว่าประเทศในอาเซียน

“ส่งออกมีแนวโน้มสูงกว่าที่คาดไว้หลัง 7 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวถึง 8.2% แต่ กกร.ยังขอประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ก่อนที่จะปรับตัวเลขใหม่ในการประชุมครั้งหน้า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ สมาคมธนาคารไทยได้รายงานเศรษฐกิจไทยโดยรวมระบุว่า แม้ส่งออกขยายตัวดีกว่าคาดแต่การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศยังไม่เข้มแข็ง สะท้อนได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของรัฐบาล 10 เดือนแรกปีงบประมาณต่ำกว่าเป้า 40,000 ล้านบาท.