วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กป้อมรอกม.ลูก ไม่มั่นใจ! เลือกตั้งจะเกิดปี61

ยันไม่มีกะพริบตาปล่อย‘ปู’ บิ๊กป๊อกฉุนสื่อหาว่ามีเอี่ยว โพล15ปี‘ทักษิณ-บิ๊กตู่’สูสี!

“บิ๊กป้อม” ไม่มั่นใจการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นปี 61 ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูกเสร็จหรือไม่ “นิพิฏฐ์” ชี้เหตุโรดแม็ปสะดุด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกยกเลิกหรือร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้งถูกคว่ำ “โหรวารินทร์” ทำนาย “ลูงตู่” บริหารประเทศยาว หมดยุคนารีขี่ม้าขาวเข้ามากอบกู้ประเทศ “ประวิตร” ย้ำไม่ขยิบตาพาล่องหน แย้มสอบปมร้อนคืบหน้าไปมาก ถามไปกว่า 190 ประเทศยังไร้คำตอบที่ซุก “ยิ่งลักษณ์” “บิ๊กเจี๊ยบ” ยืนยันแกะรอยอยู่ เชื่อออกนอกประเทศไปแล้ว ขอเวลาตรวจสอบอีกนิด อ้างยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ หวั่นสังคมสับสน “ดอน” ให้รอศาลฯชี้ขาดก่อนพิจารณาถอนพาสปอร์ต “ณัฐวุฒิ” ยัน “ปู” ล่องหนไม่กระทบขวัญมวลชน ไทย-จีนลงนามข้อตกลงรถไฟความเร็วสูงเรียบร้อย รัฐทำโพลคะแนนนิยม “ทักษิณ-ประยุทธ์” เบียดกัน พท.กอดคอ ปชป.ติดอันดับความนิยมตกต่ำ ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง

ตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดโรดแม็ปจะให้มีการเลือกตั้งในปี 2561 และฝ่ายการเมืองพยายามสอบถามรัฐบาลให้กำหนดช่วงเวลาการเลือกตั้งให้ชัดเจน แต่ไม่ได้รับคำตอบเสียที ล่าสุด มีแนวโน้มสูงที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เป็นไปตามโรดแม็ปเสียแล้ว เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งบางฉบับมีโอกาสถูกคว่ำกลางที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้

“บิ๊กป้อม” มวยแทนหัวโต๊ะถก ครม.

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ ก่อนการประชุมนางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำคณะเข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์ การจัดแสดงสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อ “รวมสุดยอดสินค้าดี เอสเอ็มอีทั่วถิ่นไทย” ระหว่างวันที่ 6 - 27 ก.ย.ที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล จากนั้นได้เริ่มประชุม ครม.

19 ก.ย.ประชุม ครม.สัญจรอยุธยา

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุม ครม.ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้แจ้งในที่ประชุม ครม.ให้รับทราบกำหนดการประชุม ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย.นี้ โดยวันที่ 18 ก.ย. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ จ.สุพรรณบุรี และในวันที่ 19 ก.ย. จะประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ล่วงหน้าสำรวจจังหวัดที่นายกฯ จะลงพื้นที่ว่ามีปัญหาอะไรบ้างก่อนให้นายกฯพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป โดย พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันจะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 6 ภาคและไปให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ ช่วงก่อนหรือหลังประชุมจะกระจายกันลงพื้นที่จังหวัดในภาคกลางเพื่อติดตามงานของรัฐบาลอีกด้วย

โอน “มานัส” นั่ง ผอ.สำนักพุทธฯ

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติตามที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอรับโอนนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนากระทรวง วัฒนธรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ปรับหลักการขึ้นเงินครูตามผลงาน

พ.อ.อธิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยสาระสำคัญกำหนดให้ยกเลิกกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2550 โดยให้การเลื่อนเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตวิชาชีพในสังกัด ครั้งที่ 1 เดือน เม.ย.และครั้งที่ 2 เดือน ต.ค.ให้เลื่อนตามผลงาน และให้ค่าตอบแทนสอดคล้องกับคะแนนผลการปฏิบัติราชการ รวมทั้งให้ยกเลิกโควตา การเลื่อนเงินเดือน 2 ขั้น ให้ยกเลิกหลักการรอการ เลื่อนขั้นเงินเดือน กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถูกฟ้องคดีอาญาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการและศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้ว หรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง

ข้อมูล “ปู” หนีไม่ชัดยังไม่รายงาน

 สำหรับกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีไปต่างประเทศหลังจากไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม.ว่า ในการประชุม ครม. ทาง สมช. และหน่วยงานความมั่นคง จะยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าในการตรวจสอบติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากบางข้อมูลยังไม่มีความชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ได้มีการพูดคุยกันในหน่วยงานปฏิบัติด้านความมั่นคงมาแล้วระดับหนึ่ง

“ประวิตร” ยันไม่มีขยิบตาพาล่องหน

ต่อมาเวลา 12.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความชัดเจน แต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ เพราะกล้องวงจรปิดไม่ได้ต่อเนื่องกันตลอดเส้นทาง ระยะทางมันไกล บางช่วงไม่มีกล้อง ต้องให้ได้ภาพที่ต่อเนื่องกันก่อน เพื่อดูว่าใครทำอะไรบ้าง ตอนนี้กำลังไล่กล้องวงจรปิดกันอยู่เป็นลักษณะการตามตัวนายวัฒนา ภุมเรศ มือระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า มีทีมงานดำเนินการอยู่แล้ว คงไม่มีเป็นร้อยคนแต่เพียงพอ รอให้เจ้าหน้าที่ทำเสร็จก่อนแล้วตนจะมาชี้แจงทั้งหมด ขณะนี้คืบหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถบอกได้ แต่คืบหน้า จะไปกำหนดกรอบเวลาไม่ได้

ถามไปกว่า 190 ประเทศก็ไร้คำตอบ

เมื่อถามว่า จะแก้ข้อครหาที่ว่าเจ้าหน้าที่รู้เห็น เป็นใจ หรือกะพริบตาให้ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ยืนยันไม่มีกะพริบตาข้างหนึ่ง กะพริบสองข้างยังไม่ได้เลย ส่วนการประสานข้อมูลต่างประเทศสอบถามไปแล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบมา 190 กว่าประเทศ ตนจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อประชุมร่วม ครม. ไทย-กัมพูชา วันที่ 7 ก.ย. จะประสานให้ทหารกัมพูชาตรวจสอบเส้นทางหรือไม่ ขอตรวจสอบในส่วนของเราก่อน เมื่อถามย้ำว่า จะสรุปเส้นทางที่ชัดเจนและระบุสถานที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังบอกไม่ได้

มท.1 อัดสื่อไร้สมองถามเปิดทางหนี

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดกรณีเพจเฟซบุ๊ก หนึ่งระบุว่า ช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธานการประชุมคณะผู้ว่าฯชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชา เมื่อ 23-25 ส.ค. มีการเจรจาเปิดทางให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีออกนอกประเทศว่า“ผมไม่ค่อยเข้าใจสื่อประเทศไทยจริงๆ ผมจะไปเกี่ยวอะไรด้วย ไม่เข้าใจไม่มีอะไรทำกัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะคุณชอบถามอย่างนี้ มันไม่ได้อะไรกับประเทศไทยเลย แต่นิสัยคุณชอบถามอย่างนี้ อำนาจหน้าที่ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมไม่ควรทำก็ไม่ไปทำอะไรที่พิเรนทร์ขนาดนั้น ผมจะให้เจ้าหน้าที่ดูตามกฎหมายว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ไม่ทราบว่าจะดำเนินการทางกฎหมายได้ไหมกับการที่จะมากล่าวหา เหมือนคุณนั่งทำงานเฉยๆแล้วมีคนมากล่าวหาอย่างนี้ มันไม่ใช่ผมอย่างเดียว ครอบครัวผม ตระกูลผม สังคมก็ไม่ได้อะไรขึ้นมากับเรื่องนี้ ถามอะไรแบบไร้ความคิด ไร้สมองจริงๆเลย”

บ่นเบื่อสวนถามอย่างอื่นดีกว่า

เมื่อถามว่า แปลกใจหรือไม่ทำไมถึงมีชื่อพล.อ.อนุพงษ์ ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า “ถามอย่างอื่นดีกว่า ผมเบื่อ” เมื่อถามย้ำว่า หากตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายกล่าวหาพร้อมฟ้องร้องดำเนินคดีใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ไม่พูดนะ ผมพูดไปแล้วนะ จบไปแล้ว ผมพูดอย่างที่ควรพูดไปหมดแล้ว คุณก็จะถามให้เป็นอย่างนั้นไปอีก ผมพูดอย่างที่ควรพูดไปเรียบร้อยแล้ว”

ผบ.ทบ.ยันแกะรอยคืบหน้า

ขณะที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวที่กองบัญชาการกองทัพบก ถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า มีความคืบหน้าพอสมควร ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ด้วยเนื่องจากมีรถเกี่ยวข้องหลายคัน ที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดจากกล้องวงจรปิดหลายสิบตัว แต่ความคืบหน้ามีแน่นอน เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะชี้แจงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหมเอง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯอาจมีความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ยังไม่ทราบ แต่เรื่องทั่วไปยังไม่มีอะไรที่น่าห่วงใย

หลักฐานไม่มีแต่เชื่อออกไปแล้ว

“เราไม่สามารถบอกความคืบหน้าได้ เกรงว่าจะเกิดความสับสน เพราะมีบางคนพูดถึงเรื่องรถฟอร์จูนเนอร์ เดี๋ยวพอเวลาจริงๆ ไม่ใช่รถฟอร์จูนเนอร์ ก็จะบอกว่าที่พูดไว้ทำไมไม่ใช่ รถฟอร์จูนเนอร์ ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนในการไล่ดูกล้องวงจรปิดทุกพื้นที่และรถต้องสงสัยทุกคัน ทราบจาก พล.อ.ประวิตรว่ามีความคืบหน้าพอสมควร ถ้ามีอะไร พล.อ.ประวิตร คงชี้แจง รวมถึงทางตำรวจโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.” พล.อ.เฉลิมชัยกล่าว เมื่อถามว่า เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า หลักฐานยังไม่มี แต่เป็นการทำงานตามกรอบความคิดและความเชื่อที่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เมื่อถามว่า จากการวิเคราะห์เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ยังไม่ขอสรุปและต้องขอเวลาตรวจสอบอีกนิดหนึ่งเพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลา

ชี้ถอนพาสปอร์ตต้องรอศาลฯตัดสิน

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการถอดหนังสือ เดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่ายังไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ เพราะคดียังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังเป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพฤติการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าเงื่อนไขที่สามารถถอดหนังสือเดินทางนั้น เรื่องการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรรอความชัดเจนในวันที่ 27 ก.ย.นี้ เพราะศาลจะอ่านคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าวก่อน จึงจะตอบถูกควรดำเนินการอย่างไร เวลานี้ไม่ต้องการตอบอะไรให้เป็นประเด็น อีกทั้งขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็ไม่ได้ส่งเรื่องใดๆให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแต่อย่างใด

“เต้น” ยัน “ปู” หนีไม่กระทบขวัญมวลชน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าว ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ถึงทิศทางของกลุ่ม นปช.ภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีคดีโครงการรับจำนำข้าวไปต่างประเทศว่า กลุ่ม นปช.ชัดเจนมาตลอด หากพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันหลักการประชาธิปไตย กลุ่ม นปช.จะเป็นแนวร่วมและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนใครจะมาเป็นผู้นำพรรคคนต่อไป ถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคต้องดำเนินการกันเอง การหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่กระทบต่อขวัญและกำลังใจของมวลชนกลุ่ม นปช. มีประสบการณ์ต่อสู้มากว่า 10 ปี ทำให้มวลชนเข้าใจสถานการณ์อย่างดี ประเมินสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับคือกระบวนการก่อนถึงชั้นศาล มีคำถามถึงหลักนิติธรรมอยู่หลายขั้นตอน ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือขั้นตอน หลังการรัฐประหาร มีการใช้มาตรา 44 เข้ามาเกี่ยวข้อง กับคดี ส่วนกระบวนการพิจารณาและคำพิพากษาของศาลทุกฝ่ายต้องเคารพ

“วิรัตน์” ขย่ม คสช.เร่งแจงปม “ปูหนี”

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระบุว่า ต้องมีคนระดับไฮพาวเวอร์พาหนีออกนอกประเทศ ไม่ใช่มุดรูหนีตามเส้นทางธรรมชาติ ต่างกับที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐพาหลบหนีว่า เรื่องนี้หาก คสช.ยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนต่อสังคม จะยิ่งสร้างความสับสนและเพิ่มความแคลงใจ ยิ่งทวีความสงสัยจนกลายเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล คสช. เพราะเวลานี้คนในสังคมส่วนหนึ่งอาจเชื่อต่อกระแสข่าว หรือการอ้างแหล่งข่าวไปแล้วว่า คนในรัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งสืบหาคนที่มีส่วนร่วมในการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศ ยิ่งปล่อยเวลาให้นานไปเท่าไหร่ ยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล คสช.ให้ตกต่ำลงมากเท่านั้น

“บิ๊กตู่” ถกผู้นำทาจิกิสถาน

สำหรับภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EMDCD) ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ย. ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เมื่อเวลาประมาณ 08.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮาร์เบอร์วิว โรงแรมที่พัก ก่อนเข้าร่วมประชุมผู้นำ BRICS พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบและหารือกับนายเอมอมาลี เราะห์มาน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐทาจิกิสถาน โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 25 ปีในปีนี้ และเห็นพ้องขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบด้านให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยประธานาธิบดีทาจิกิสถานตั้งใจที่จะเร่งผลักดันความร่วมมือโดยเฉพาะ ด้านการท่องเที่ยว และการเกษตรที่ไทยเชี่ยวชาญ รวมถึงสนใจต่อแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนของไทย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เสนอแนะแนวทางการการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่มีกลไกประชารัฐขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน

โชว์กึ๋นข้อเสนอ BRICS สู่การปฏิบัติจริง

ต่อมาเวลา 10.15 น. ที่ศูนย์การประชุมระหว่างประเทศเซียะเหมิน พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศ EMDCD โดยกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ขอเสนอมุมมองของไทย 4 ประเด็นเพื่อสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” ที่ยั่งยืนและครอบคลุมร่วมกัน 1.การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และต้องเติบโตไปพร้อมกับเพื่อนบ้าน ตามแนวทางประเทศไทย+1 ที่ไทยได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางพัฒนาควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนไปกับแนวทางประชารัฐ 2.ความเชื่อมโยงไทยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน สามารถเป็นประตูเชื่อมโยงภูมิภาคอื่นกับเพื่อนบ้านอนุภูมิภาคและอาเซียน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมความเชื่อมโยงรอบด้านทุกมิติ พร้อมจับมือสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับทุกประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์บูรณาการโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอย่างแท้จริง 3.การเติบโตอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปกป้องสิ่งแวดล้อม สุดท้ายไทยเห็นว่าทุกประเทศมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงผู้รับเป็นหลัก และมีช่องทางหลากหลาย ทั้งเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี หวังว่า BRICS จะผลักดันท่าทีของประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ สะท้อนถึงข้อเสนอทั้ง 4 นี้ไปสู่การปฏิบัติจริง

จับเข่าคุย “ปูติน” กระชับสัมพันธ์รัสเซีย

หลังการประชุมเสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ พบหารือทวิภาคีร่วมกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องถึงความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ที่มีพัฒนาการมาตลอด 20 ปี ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 5 เท่าภายใน 5 ปี ผลักดันกระบวนการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันให้ลุล่วงโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังจัดตั้งคณะทำงานไทย-รัสเซีย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวเชิญชวนภาคเอกชนรัสเซียเข้ามาลงทุนในไทยในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ และให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทยเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน ทั้งในเชิงทหารและการพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำคำเชิญต่อประธานาธิบดีรัสเซียให้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี 2561 หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งของรัสเซีย จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และคณะเดินทางกลับประเทศไทยถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ประมาณ 17.30 น. โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆแก่คณะสื่อมวลชนที่ไปดักรอ

ปลื้ม BRICS เห็นศักยภาพไทย

ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมผู้นำ BRICS ว่า ในระหว่างการประชุมมีโอกาสทักทายประเทศสมาชิกที่เข้าร่วม อาทิ อินเดีย พูดคุยเรื่องการสร้างถนนไปสู่โครงการทวาย เมียนมา ที่จะสามารถเชื่อมต่อโครงการอีอีซีของไทย และเชื่อมต่อวันเบลต์วันโรดได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมกันนี้ได้คุยกับประเทศกินีและทาจิกิสถาน รวมถึงได้มีการพูดคุยกับเม็กซิโก เชิญให้มาเที่ยวประเทศไทย ซึ่งทางเม็กซิโกตอบรับคำเชิญ ตนพอใจภาพรวมในการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะการที่ไทยได้รับเกียรติเข้าร่วมประชุมโดยสมาชิกทั้ง 5 ประเทศเห็นพ้องกัน เราไม่ได้ถือว่าเป็นตัวแทนของอาเซียน แต่เป็นตัวแทนของประเทศที่มีศักยภาพและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน เป็นประเทศที่มีการพัฒนาการตลาดทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกนั้นก็เป็นโอกาสที่ได้พูดคุยเจรจากับทุกประเทศ มีโอกาสคุยกับใครก็คุยทันที ทั้งส่วนตัวและทวิภาคี ครั้งนี้ถือว่าได้รับโอกาสจากทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

ไทย–จีนลงนามข้อตกลงรถไฟความเร็วสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ได้ร่วมลงนามสัญญาภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) จำนวน 2 สัญญา ได้แก่ สัญญา 2.1 การออกแบบรายละเอียด และสัญญา 2.2 ที่ปรึกษาควบคุมงานการก่อสร้าง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ภายหลังจากลงนามสัญญารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ทั้ง 2 ฉบับแล้ว ฝ่ายไทยจะเร่งรัดให้เริ่มสำรวจออกแบบเฟส 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 647 กิโลเมตรทันที การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย จะง่ายกว่าเฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงนครราชสีมา-ขอนแก่น มีการเตรียมพื้นที่ไว้ให้ส่วนหนึ่งแล้ว

โพลคะแนนนิยม “ทักษิณ-ลุงตู่” เบียดกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สถาบันพระปกเกล้าเนื่องในวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า ครบรอบปีที่ 19 ได้จัดงานแถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจการให้การสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ประจำปี 60 เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนต่อการทำงานของรัฐ โดยสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมสำรวจความคิดเห็น รวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.- 15 พ.ค.60 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 33,420 คน โดย น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและการพัฒนา กล่าวว่า ผลสำรวจแจกแจงความเชื่อถือของนายกฯตั้งแต่ปี 45-60 ผลที่น่าสนใจ เช่น นายกฯ ที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คือนายทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมถึงร้อยละ 87.8 ในปี 48 แต่ลดลงมา เหลือร้อยละ 77.2 ในปี 49 ก่อนจะมีการรัฐประหาร ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับความนิยม ถึงร้อยละ 87.5 ในปี 58 ที่เป็นหนึ่งปีหลังรัฐประหาร ความนิยมลดลงมาเล็กน้อย ในสองปีถัดมาที่ร้อยละ 84.6 และร้อยละ 84.8 ส่วนรัฐบาลที่ประชาชนเชื่อมั่นสูงสุดคือรัฐบาลนายทักษิณ ในปี 46 ร้อยละ 92.9 รองลงมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 78.8

ปชป.-พท.ติด 5 อันดับความนิยมต่ำ

น.ส.ถวิลวดีกล่าวว่า ส่วนความเชื่อมั่นที่มีต่อทหาร อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 77.98 ในช่วง 15 ปี โดยมีความเชื่อมั่นต่ำสุดในปี 50 ในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ และความเชื่อมั่นสูงสุดในปี 58 สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ขณะที่ความ เชื่อมั่นต่อตำรวจอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 60.42 ตกต่ำที่สุดในปี 57 ช่วง คสช.ทำรัฐประหาร และสูงสุดในปี 48 ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบุคคลหรือคณะบุคคล พบว่า 5 อันดับแรกประกอบด้วย แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐร้อยละ 86.4 แพทย์ในโรงพยาบาลของเอกชน ร้อยละ 85.6 ทหารร้อยละ 85.1 พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯ ร้อยละ 84.8 และ คสช. ร้อยละ 82.3 ขณะที่ความนิยมต่ำสุด 5 อันดับ ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 36.8 องค์กรพัฒนาเอกชนร้อยละ 38.3 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 39.4 พรรคการเมืองโดยรวมร้อยละ 43.5 และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ร้อยละ 47.6

ประชาชนไม่พอใจแก้ปัญหาปากท้อง

น.ส.ถวิลวดีกล่าวอีกว่า ด้านความพึงพอใจ ที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน อาทิ การปกป้องเชิดชูพระมหากษัตริย์ ร้อยละ 97.2 เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้พิการร้อยละ 92.4 โครงการหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าร้อยละ 92 การแก้ปัญหาบุกรุกที่ดิน ป่าไม้ ทะเล ร้อยละ 89.7 และการควบคุมราคาสลากกินแบ่งร้อยละ 89.4 ขณะที่จุดที่ประชาชนพึงพอใจน้อยที่สุดคือ เรื่องปัญหาสินค้าอุปโภค บริโภคราคาแพงร้อยละ 43.9 รองลงมาคือ ราคาพืชผลเกษตรร้อยละ 54 สำหรับหน่วยงานองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ ศาลยุติธรรมร้อยละ 83.6 รองลงมาคือ ศาลรัฐธรรมนูญร้อยละ 80.3 ศาลปกครองร้อยละ 80.2 ผู้ตรวจการแผ่นดินร้อยละ 71.8 และ ป.ป.ช.ร้อยละ 70.7 ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ได้รับความพึงใจต่ำสุดก็ยังมีถึงร้อยละ 62.6

“บิ๊กป้อม” ไม่มั่นใจมีเลือกตั้งปี 61

สำหรับกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งเบื้องต้นจะเป็นช่วงเดือน ส.ค. 2561 นั้น วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงว่า กกต.ก็กำหนดไปแต่ยังไม่รู้ว่ากฎหมายลูกจะเสร็จเมื่อใด เพราะต้องรอกฎหมายลูกก่อน เมื่อถามว่าที่ กกต.กำหนดเบื้องต้นใกล้เคียงกับตุ๊กตาที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า รัฐบาลไม่ได้วางตุ๊กตา รัฐบาลตั้งไทม์ไลน์ออกมาเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าจะต้องเลือกตั้งเดือนไหน แต่ต้องยึดกฎหมายลูก เมื่อถามว่าสุดท้ายการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2561 แน่นอนหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ถามได้อย่างไร ผู้สื่อข่าวตอบว่าถามเพื่อประชาชนจะได้มั่นใจ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “จะไม่มั่นใจได้ยังไง ไม่มั่นใจตรงไหน ทำยังไงถึงไม่มั่นใจ” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่ามีคนพูดว่า อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าใครเป็นคนพูดก็ไปถามคนนั้น เมื่อถามย้ำอีกว่าทำไมถึงไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งปีหน้า พล.อ.ประวิตรตอบว่าก็กฎหมายลูกยังไม่แล้วเสร็จ

“วิษณุ” ย้อน “กกต.” ลืมนับเวลาทูลเกล้าฯ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุช่วงเวลาเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือน ส.ค.61 ว่า ตามที่พูดนับเพียงแค่ว่าเมื่อกฎหมายลูกผ่านสภาและมีผลประกาศใช้เมื่อไหร่ แล้วนับต่อไปอีก 5 เดือน จะมีการเลือกตั้งแล้ว กกต.ไม่รอเวลาทูลเกล้าฯกฎหมายหรือ

กก.ปฏิรูปสื่อถกตีกรอบการทำงาน

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยี สารสนเทศ นัดแรก ภายหลังการประชุมนายจิรชัยเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน ระยะเวลา ข้อมูลที่จะนำมาประกอบการทำงาน อย่างข้อเสนอการปฏิรูปสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และองค์กรวิชาชีพสื่อด้วยกว่า 20 ชุด ส่วนการออกกฎหมายมาเพื่อกำกับควบคุมสื่อโดยตรง ที่ประชุมเห็นว่าไม่ถูกทางและไม่สมควร แต่ควรออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานของสื่อมากกว่า การกำกับดูแลควรเป็นหน้าที่ของภาคประชาชนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนกฎหมายคุมสื่อที่ สปท. เสนอเข้าที่ประชุม สนช.ไปแล้วนั้น เราไม่ไปแตะ ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะต้องมาคุยกันรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อ เช่น กรณีสื่อทีวีดิจิทัล

ศาล รธน.ชี้ผู้ตรวจการฯไม่ขัด รธน.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งความเห็นของสมาชิก สนช. จำนวน 36 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 263 ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 56 กรณีวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมปรึกษาและแถลงด้วยวาจาก่อนการลงมติเอกฉันท์ว่าประเด็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมาตรา 56 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

สนช.ออกตัวแค่ให้เกิดความชัดเจน

ส่วน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ 36 สนช.ส่งให้ตีความไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า หลังจากนี้ประธาน สนช.จะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวส่งให้นายก-รัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป ส่วนคำวินิจฉัยดังกล่าวจะเป็นบรรทัดฐานต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นหรือไม่นั้น เห็นว่าเจตนารมณ์ของ สนช.ต้องการให้เกิดความชัดเจน เพราะเห็นว่าอาจมีประเด็นสุ่มเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เขียนข้อยกเว้นเรื่องคุณสมบัติของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งจะโยงกับผู้ตรวจฯที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่ร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ส่วนการพิจารณากฎหมายลูกฉบับอื่นจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความเหมาะสมว่า กรรมการองค์กรอิสระชุดใด ทำไมต้องเซ็ตซีโร่หรือรีเซ็ต อย่างกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่มากขึ้น คุณสมบัติจะต้องพิเศษ จึงต้องเซ็ตซีโร่ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็มีความเกี่ยวโยงกับสนธิสัญญาหลักการปารีส จึงต้องเซ็ตซีโร่เช่นกัน

“สมชัย” เฮมีช่องหลุดบ่วงเซ็ตซีโร่

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มีผลให้ผู้ตรวจการฯชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระว่า เห็นด้วย เพราะร่างกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.ก็กำหนดในลักษณะนี้ เนื่องจากเห็นว่ากรรมการ กกต.มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงควรได้รับการคุ้มครองให้ทำงานต่อไป ส่วนกรณีการเซ็ตซีโร่ กกต.ยังไม่มีการชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนได้เตรียมคำร้องส่วนตัวกรณีเซ็ตซีโร่ กกต.ขัดรัฐธรรมนูญที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว รอให้ร่างกฎหมายลูก กกต.มีผลบังคับใช้ และรอให้ สนช.ผ่านความเห็นชอบกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระทั้งหมดก่อน หากยื่นขณะนี้อาจเป็นแรงกดดันต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะ สนช.ยังไม่กำหนดเรื่องการดำรงตำแหน่งของตุลาการฯอย่างไร หากยื่นตอนนี้ศาลจะเกิดความอึดอัดใจเพราะคำวินิจฉัยที่จะออกมาก็จะมีผลต่อองค์กรตัวเอง อาจทำให้เกิดทฤษฎีว่าหากต้องการเป็นองค์กรอิสระที่ได้อยู่ครบวาระต้องทำตัวเป็นเด็กดี รวมทั้งหากศาลรัฐธรรมนูญถูกเซ็ตซีโร่ และเห็นว่าไม่เป็นธรรมจะยื่นเรื่องให้ใครวินิจฉัย

บอกอย่าตื่นเต้นปฏิทินเลือกตั้ง

นายสมชัยกล่าวกรณีกระแสวิจารณ์ถึงการกำหนดปฏิทินการเลือกตั้งภายในของ กกต.ที่กำหนดว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ส.ค.61 ว่า เป็นการทำงานภายในของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิทินดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมของ กกต. แต่เจ้าหน้าที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า และไม่ใช่กดดันให้รัฐบาลต้องเร่งจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะปฏิทินที่กำหนดออกมายังไม่นิ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุเป็นเพียงการเตรียมการของฝ่ายธุรการเท่านั้น จึงเป็นแค่ตุ๊กตา สังคมไม่ต้องตื่นเต้น แต่ถ้าไม่เป็นไป ตามคาดการณ์ เกิดความล่าช้าออกไป กกต.ก็ยิ่งมีเวลาเตรียมการมากขึ้น

“โหรวารินทร์” ทำนาย “ประยุทธ์” อยู่ยาว

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่วิหารหลวงปู่เกวลันหมู่บ้านสุขิโต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ อดีตโหร คมช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวจะมีนารีขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยประเทศว่า ตามที่ได้ทำนายเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และก่อนหน้านี้ว่าเป็นไปตามที่หลวงปู่ได้กำหนดว่า หมดเวลาของกลุ่มอำนาจเก่าหมดแล้ว ตามกระแสที่ว่านารีขี่ม้าขาวมาอีกตามที่มีการทำนายของบางท่าน ตนดูแล้วไม่ใช่ ไม่เป็นความจริง สังเกตจากคำทำนายที่ผ่านมา รวมถึงกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้หลบหนีออกนอกประเทศไป ซึ่งได้ทำนายก่อนหน้านี้ 2 ปีที่แล้ว อำนาจตอนนี้หมดสิ้นแล้ว เหลือแต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาล คสช. ทำหน้าที่ประคับประคองชาติบ้านเมืองสืบต่อไป และเวลานี้ยังเป็นหน้าที่ของรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชรา นายกรัฐมนตรี ยังทำหน้าที่ตามจิตเจตนาของท่าน ถึงแม้ไม่อยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ ขอบอกเลยว่ายาว ยุคนี้ถือเป็นยุคจักรพรรดิ์ ยุคที่มีระเบียบแบบแผนของชาติเมือง คำว่าข้าราชการสถาบัน ตลอดจนถึงผู้ที่อยู่ในบ้านเมืองเราจะได้รับถึงความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปดังที่หลวงปู่บอกว่า ปัจจุบันนี้เป็นยุคศิวิไลซ์อย่างแท้จริง ทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแม็ป แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เท่านั้น และการเลือกตั้งอย่างไรก็ต้องปรากฏแน่นอน

ปิดฉากบทบาท “ยิ่งลักษณ์”

เมื่อถามว่าจะอยู่ยาวกันถึง 20 ปี หรือไม่ นายวารินทร์ตอบว่า ยุทธศาสตร์ของชาติเป็นไปตามที่วางไว้ เพื่อให้เกิดความเจริญความปรองดอง บ้านเมืองเป็นปึกแผ่น ส่วนการทำหน้าที่ของท่าน ตนมองเห็นว่าปัจจุบันยังเป็นท่านอยู่ ส่วนในภายภาคหน้าจะเป็นใครก็คงต้องติดตามกัน เมื่อถามว่า ในช่วงที่รอเวลากันอยู่จะมีเหตุการณ์ร้ายใดๆแทรกเข้ามาหรือไม่ นายวารินทร์ตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆมันผ่านพ้นไปหมดแล้วถือวิบากกรรมชาติบ้านเมือง คนที่ก่อกรรมกับชาติบ้านเมืองมันจบสิ้นไปแล้ว ปัจจุบันกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ผดุงความเป็นธรรมให้กับชาติบ้านเมือง ผู้ที่ทำผิดย่อมรับผิดตามที่ตนได้กล่าวไว้ บ้านเมืองเราตามที่ตนได้เปิดนิมิตดูทุกอย่างจะดีขึ้น เหมือนน้ำกำลังดีขึ้นตามเวลา แต่คงต้องให้เวลากับ รัฐบาลบ้างที่ได้ดำเนินการ เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หนีไปต่างประเทศ จะส่งผลอย่างไรกับประเทศ นายวารินทร์ตอบว่า หน้าที่ของท่านหมดไปแล้ว กฎหมายคือกฎหมาย อุปสรรคของชาติบ้านเมืองมันหมดไปแล้ว ส่วนคนที่ไปก็คงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว เพราะหมดเวลาของเขาไปแล้ว ตามที่ตนเห็นภาพมาก่อนว่า อย่างไรเขาก็ต้องไปจากประเทศนี้ไปแล้ว

มท.1 ให้ลูกบ้านอัลไพน์ฟ้องศาล ปค.

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องการยื่นอุทธรณ์คดีที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งขอเพิกถอนโฉนดที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ของอธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น อยู่ระหว่างศึกษาคำวินิจฉัยของศาลอย่างละเอียด และจะดำเนินการตามที่กฤษฎีกาให้คำแนะนำ ส่วนร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา เป็นหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องดำเนินการแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณา ตามลำดับ เมื่อร่างกฎหมายเสร็จสิ้นต้องเสนอให้ ครม.พิจารณา ก่อนส่งให้ สนช.พิจารณา ยังไม่ทราบว่า พศ.จะมีแนวทางอย่างไร แต่เท่าที่ทราบมีความกังวลการเลือกดำเนินการเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สนามกอล์ฟอัลไพน์กว่า 600 ราย หากออกเป็น พ.ร.บ.สังคมจะเกิดคำถามว่าเหตุใดถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงเห็นว่าควรให้ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนกฎหมาย ผู้เสียหายยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นได้

“ประวิตร” ไม่หวั่นรื้อฟื้นคดีปี 53

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รื้อคดีการสลายการชุมนุมปี 2553 มาพิจารณาใหม่ว่า ถึงวันนี้ไม่มีอะไรที่มีผลกระทบต่อหน่วยงานด้านความมั่นคง ทุกอย่างก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนที่กลุ่ม นปช.อยากให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่นั้น จะให้รื้อขึ้นมาอีกทำไมเจ้าหน้าที่ทำแทบตาย เมื่อถามว่าทหารจะเดือดร้อนหรือไม่หากมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาจริง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “คงไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ทำตามกฎหมาย”

“เต้น” นัดรวมพลทวงคดีสลายแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กล่าวว่า จะมีการนัดรวมตัวกันของกลุ่ม นปช.ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อมาหารือข้อกฎหมาย กรณีที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยกฟ้องการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 53 ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่มีการเดินขบวนหรือชุมนุมใดๆทั้งสิ้น จึงอยากขออนุญาต คสช.ไว้ตรงนี้ เพื่อติดตามทวงหาความยุติธรรม ให้ผู้เสียชีวิต 100 ศพ ส่วนจะอนุญาตหรือไม่นั้นตนก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่แล้ว เริ่มจากไม่ได้ไปสร้างความวุ่นวาย

แกนนำ นปช.ขึ้นศาลฯคดีชุมนุมเกิน 5 คน

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ศาลทหารนัดสอบคำให้การคดี 19 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 59 ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นพ.เหวง โตจิราการ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายสงคราม กิจไพโรจน์ นายสมหวัง อัศราศี นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ นายเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ นายอารี ไกรนรา นายสมชาย ใจมุ่ง นายพรศักดิ์ ศรีละมุด และนายนิสิต สินธุไพร ขณะที่กรมราชทัณฑ์ นำตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่อยู่ระหว่างถูกจำคุกในคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ว่าสั่งฆ่าประชาชน ในการปราศรัยเวทีชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อปี 52 และนายยศวริศ ชูกล่อม ถูกจำคุกในคดีหมิ่นเบื้องสูงจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยทั้งสองมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายมวลชนที่เดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 20 คน ส่วนนายศักดิ์รพี พรหมชาติ หนึ่งในจำเลยมีอาการป่วย ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้

สั่งเลื่อนสอบปากคำใหม่ 7 มี.ค.61

ต่อมาเวลา 10.00 น. ตุลาการศาลทหารขึ้นนั่งบัลลังก์ สั่งเลื่อนการสอบคำให้การคดี 19 แกนนำ นปช. ภายหลังทนายความได้แจ้งต่อศาลว่า นายศักดิ์รพี พรหมชาติ หนึ่งในจำเลยมีอาการป่วย ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ศาลใช้ดุลพินิจสั่งเลื่อนมาสอบคำให้การใหม่ในวันที่ 7 มี.ค.61

“มัลลิกา” ถอนฟ้องคดีหมิ่น “เพื่อนทักษิณ”

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญารัชดา ได้มีการยุติคดีหมิ่นประมาทจากกรณีนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.อ.ยุทธพร ภู่ไพบูลย์ เพื่อนร่วมรุ่นนายทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาหมิ่นประมาท กระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และนำเข้าข้อมูลเป็นเท็จและลงภาพลามกอนาจารในคอมพิวเตอร์ ที่ดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 58 โดยนางมัลลิกากล่าวว่า ในส่วนคดีหมิ่นฯ พล.อ.อ.ยุทธพรยอมรับสารภาพว่า ได้ทำความผิดข้อหาหมิ่นฯจริง และรู้สึกเสียใจพร้อมทั้งได้ขอโทษตนต่อหน้าศาล เพราะเกิดจากความเข้าใจผิดจึงได้แชร์ภาพลามกอนาจารพร้อมข้อความในกลุ่มไลน์ชื่อ “อัศวินดำ” ทำให้เกิดการเผยแพร่ในโซเชียลฯ จากนั้นมีกลุ่มสมาชิกนำเอาข้อความดังกล่าวมาให้ตนทราบ ซึ่งไม่ติดใจและขอถอนคดีหมิ่นประมาทเพื่อยุติคดีนี้ ส่วนคดีที่เป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดินคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และการนำเข้าสื่อลามกอนาจารนั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องต่อสู้และรอฟังการพิจารณาของศาลต่อไป