วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนีแรงสะท้อนอำนาจ

เกมอำนาจ “3 ก๊ก” ฉบับประเทศไทย ยิ่งใกล้ฉากจบโรดแม็ป ยิ่งสลับซับซ้อน

ตามท้องเรื่องมาถึงตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังเดินหน้าทวงแค้น

เอาคืนยุทธการ “เซ็ตซีโร่” ด้วยการเทกแอ็กชั่นจัดประชุมผู้อำนวยการเลือกตั้งทั่วประเทศ

ปล่อยไทม์ไลน์ จัดเลือกตั้ง ส.ส.ได้ในเดือนสิงหาคม 2561 และลากตั้ง ส.ว.ได้ในเดือนมิถุนายนปีหน้า

นัยว่ามัดคอกดดันกันในที ตามจังหวะล้อกับเสียงทักดักคอของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์รีบดักทางถ้าไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ กกต.แสดงว่า รัฐบาลทหาร คสช.ส่อยื้อเลือกตั้ง

อีกทางหนึ่งก็เป็นนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ มืองานปรองดองของ คสช.ที่โยนทุ่น “เงื่อนไขพิเศษปรองดอง” โยงเรื่องของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ล่องหน” หลบคำพิพากษาคดีจำนำข้าว เป็นดีลอำนาจเพื่อนำไปสู่การแตะมือกันหลังเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ

เรียกแขกให้ฝ่ายต้านยุทธการฮั้ว ตีปี๊บประจานเกมเกี้ยเซียะ

หรือการที่คนระดับ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาและกรรมการ ป.ป.ช.ออกมาชี้ช่องให้ญาติเหยื่อต่อสู้คดีสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง นปช.เมื่อปี 2553

ที่ศาลฎีกายกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.

โยนบ่วงรัดคอ “อภิสิทธิ์–สุเทพ” ยังไม่รอดปลอดภัย ชะตากรรมยังป้วนเปี้ยนๆอยู่หน้าคุก แบบพวกที่มีส่วนทำให้บ้านเมืองวิกฤติจนเกือบรัฐล่มสลาย

นี่คือหมากเกมซ่อนเงื่อน ดักคอ ตีกัน กดดัน หวังผลได้ทั้งทุบฝ่ายตรงข้ามและล่อเป้าฝ่ายเดียวกัน

แกะรอยตามกันเหนื่อย เพราะโจทย์พันกันมั่วไปหมด

แต่ที่แน่ๆด้วยประการทั้งหมดทั้งปวง ณ เบื้องนี้ แรงกดทับตกไปอยู่ที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

แบกหลังแอ่นหนักกว่าใครเพื่อน

และเหมือนทุกอย่างจะไหลย้อนกลับมาเข้าตัวหัวหน้า คสช.ทุกช็อต

ไม่ว่าจะปรากฏการณ์ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยเบื้องหลังมีการแฉเรื่องของผลประโยชน์นัวเนียกับ “บิ๊กสีกากี” ตามกระแสเกี่ยวโยงกับพลตำรวจเอก กับอีกหนึ่งพลตำรวจตรีที่มีบารมีมากกว่าพลตำรวจเอก มีเอี่ยวกับการไล่ทุบบริษัทเอกชนแล้วแกล้งเล่นบทมวยล้มต้มคนดู

แต่จุดสำคัญมันโยงคำสั่งตรงจาก “นายกฯลุงตู่” ในการจัดการขบวนการทัวร์ราคาถูกตามที่รับปากกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต่างก็เสียหายมหาศาลจากทัวร์ศูนย์เหรียญ

งานนี้คนหนีไม่พ้นความรับผิดชอบก็คือ “นายกฯลุงตู่”

สถานการณ์เดียวกับการใช้มาตรา 44 ปิดเหมืองทองคำใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก ที่กำลังมีการกระพือกระแสเอกชนต่างชาติเดินหน้าฟ้องร้องค่าเสียหายนับหมื่นล้าน

ก็มีการมุ่งเป้าความรับผิดชอบไปที่ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะผู้ออกคำสั่ง

หรือการยกเครื่องแรงงานต่างด้าวที่เป็นจุดทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก โจทย์ก็ย้อนมาที่ “นายกฯลุงตู่”

แม้แต่การจัดระเบียบฟู้ดสตรีทที่เป็นโครงการของกรุงเทพมหานครภายใต้การนำของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ที่มีเสียงวิจารณ์ว่ากระทบชีวิตความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนระดับล่าง โดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากสะดุด

กระแสก็พาลด่า “นายกฯลุงตู่” และรัฐบาล คสช.

นั่นก็คือแรงสะท้อนกลับของ “อำนาจพิเศษ” ที่กระแทกตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์

และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ “นายกฯลุงตู่” น่าจะต้องเริ่มคิด

จากข้อเสนอที่หลายฝ่ายเรียกร้องมาเป็นระยะในการปรับ ครม.ลดโควตารัฐมนตรีท็อปบูต

ตามจังหวะเดินเข้าเหลี่ยมยุทธศาสตร์นำร่องสู่โหมดปรองดอง ถ้าจะมีการเปิดทางให้นักบริหารมืออาชีพจากทุกภาคส่วน รวมถึงนักการเมืองเข้ามาเสริมทีมบริหารของรัฐบาล

เพื่อปั่นเนื้องาน เข้าถึงชาวบ้าน ลดแรงเสียดทานมวลชนขั้วขัดแย้ง

ยกระดับความชอบธรรมของรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อการปฏิรูปใหญ่ประเทศ

โดยที่ยังไม่ต้องเลือกตั้งก็มี “รัฐบาลแห่งชาติ” ได้.

ทีมข่าวการเมือง