วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหยื่อถูกสาวเชิดสินสอด แจ้งความกองปราบ เผยกลโกง อ้างท้อง แท้ง ขอแยกทาง

ทนายสงกานต์ พาผู้เสียหายถูกหลอกสาวแสบ ชวนแต่งงานก่อนเชิดเงินสินสอดหนี เข้าแจ้งความกองปราบ ผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เหยื่อหลายคนเผย ถูกหลอกว่าท้อง แท้ง ก่อนขอแยกทาง ทนายระบุ ขณะนี้มีผู้เสียหายมากถึง 12 ราย สูญเงินรวม 2-3 ล้านบาท 

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยผู้เสียหาย 7 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้แต่งงานแล้วเชิดเงินสินสอด เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบก.ป. โดยนำเอกสารหลักฐาน อาทิ หลักฐานการโอนเงิน บทสนทนา การ์ดงานแต่ง รูปภาพต่างๆ มามอบให้ประกอบการพิจารณา

นายสงกานต์ กล่าวว่า วันนี้ได้นำผู้เสียหายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังทั้งหมดถูก น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ อ้างมีอาชีพทำธุรกิจขายผลไม้ หลอกแต่งงาน โดยพฤติกรรมจะทำทีเข้ามาพูดคุยผ่านโปรแกรมสนทนา ทางเฟซบุ๊ก พูดคุยกันจนเป็นที่สนิทสนม และชักชวนทำธุรกิจขายผลไม้ร่วมกัน ก่อนจะนัดเจอกันไปมีความสัมพันธ์ จากนั้น น.ส.สร้อยเพ็ชร ได้เอ่ยปากชวนแต่งงาน พร้อมพูดคุยเรื่องขอสินสอด โดยให้ฝ่ายชายโอนเงินผ่านบัญชี เหยื่อหลายรายได้หลงเชื่อโอนเงินไปก่อนที่จะมีการแต่งงาน หลังแต่งงานเสร็จ ผู้ต้องหาได้ให้ฝ่ายชายไปขายผลไม้ ก่อนที่จะหลบหนีไป

ต่อมาได้สืบทราบว่า น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ มีตัวตนอยู่จริง แต่เป็นคนละคนผู้ต้องหา จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาคือ น.ส.จริยาภรณ์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้เสียหายหลายราย ที่ถูกผู้ต้องหารายนี้หลอก รวมทั้งหลายท้องที่ ได้ดำเนินการออกหมายจับไปแล้ว มีท้องที่สภ.เมืองระยอง สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ สภ.สำโรงใต้

ด้าน นายประสาร เทียมแย้ม อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าว่า เริ่มรู้จักผู้ต้องหาหญิงรายนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2558 ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยต่างคนต่างกดไลค์กันไปมา พูดคุยกันมาสักระยะจนเริ่มสนิทกันมากขึ้น จากนั้นได้เริ่มปรึกษาเรื่องธุรกิจค้าผลไม้ ก่อนจะชวนกันร่วมลงทุนธุรกิจ โดยตนไปกู้เงินมา 2 แสนบาทมาให้ จากนั้นไม่นานฝ่ายหญิงบอกว่าตั้งครรภ์ จึงได้จัดงานแต่ง ขึ้นช่วงวันที่ 1 พ.ย.2558 ที่ รีสอร์ตในพื้นที่แถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เตรียมสินสอดไว้รวม 2 แสนบาท แต่งงานอยู่กันได้ 4 วัน ฝ่ายหญิงขอกลับบ้าน ตนพยายามโทรไปแต่ไม่ค่อยรับ ต่อมาฝ่ายหญิงให้หลานสาวโทรมาบอกว่าแท้ง เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ และบอกตนไม่ต้องโทรมาอีก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมาทราบว่าถูกหลอกและส่วนตัวเชื่อว่าเวลาที่หายไปนั้น ฝ่ายหญิงน่าจะกำลังไปลงมือหลอกเหยื่อรายอื่นๆ อีก ปัจจุบันเงินกู้ที่ตนกู้มา กว่า 4 แสนบาท ยังใช้คืนไม่หมดเลย

ด้าน นายไพรัตน์ พึ่งสุข อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า กลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาได้รู้จักกับผู้ต้องหา ผ่านทางเฟซบุ๊ก พูดคุยกัน 2 เดือน ก่อนมีความสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงออกปากชวนทำธุรกิจผลไม้ หลังจากนั้นจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน เมื่อ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านย่านรังสิต ของฝ่ายหญิง โดยมีสินสอด 1 แสน 8 หมื่น หลังแต่งงานได้เพียงหนึ่งคืน ฝ่ายหญิงได้ขอยืมรถกระบะอ้างว่าไปเอาผลไม้ที่ จ.จันทบุรี แล้วให้ตนไปรอรับผลไม้ที่ จ.เพชรบูรณ์ หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไป และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ตนจึงรู้ว่าโดนหลอกแล้วจึงได้มีการแจ้งความที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่ให้อภัยฝ่ายหญิงอีก เพราะการกระทำครั้งนี้ทำให้ชีวิตตัวเองเสียหายมาก เป็นหนี้มากกว่า 1.2 ล้านบาท หากเจอกับฝ่ายหญิงอยากจะบอกว่าอย่าไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีก

ด้าน น.ส.ขนิษฐา หอมหวน อายุ 30 ปีชาวจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า พี่ชายตนตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องรายนี้เช่นกัน โดยพี่ชายรู้จักผู้ต้องหารายนี้เมื่อปี 2559 และได้แต่งงานกันที่บ้านของฝ่ายหญิงย่านรังสิต ในวันแต่งงานตนผิดสังเกตว่า ภายในงานมีแค่เพียงการผูกข้อไม้ข้อมือ ญาติฝ่ายเจ้าสาวมีเพียงพ่อและแม่ ไม่มีคนอื่นเลย ทั้งนี้การจัดงานมีการพูดคุยว่าเตรียมโต๊ะจีน 14 โต๊ะ แต่พอวันจริงมีเพียง 7 โต๊ะเท่านั้น รวมทั้งนำเงินที่ได้จากผูกข้อไม้ข้อมือไปจ่ายเงินค่าโต๊ะจีน ซึ่งไม่ได้ทักท้วงอะไร เพราะไม่อยากขัดใจพี่ชาย

นายสงกานต์ กล่าวเสริมว่า เหยื่อแต่ละรายที่ถูกผู้เสียหายรายนี้หลอกจะถูกหลอกในพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน ขณะนี้มีผู้เสียหายทั้งหมดมากถึง 12 ราย เป็นเงินมากกว่า 2-3 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้เสียหายได้ติดต่อผู้ต้องหาเพื่อขอทรัพย์สินคืน กลับถูกพูดจาข่มขู่ว่า รู้จักนายตำรวจระดับสารวัตรท้องที่แห่งหนึ่ง อ้างว่าเป็นพี่ชาย ทำให้เหยื่อบางรายเกรงกลัว จึงได้รวมตัวกันเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม โดยเบื้องต้นเตรียมแจ้งความในฐานความผิดฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นอกจากนี้จะแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับพ่อและแม่ นายบุญเลี้ยง และนางสำรอง บัวใหญ่ รวมทั้งเจ้าของบัญชี คือ น.ส สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ ด้วย เนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวไม่ได้มีการแสดงตัวออกมา

ขณะที่ พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด และรวบพยานหลักฐานมาประกอบสำนวน เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป.