วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใหญ่กินเล็ก เร็วกินช้า

ก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อ คุณปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า โครงการทดสอบนวัตกรรมในตลาดทุนไทย Regulatory Sandbox และ Crowd Funding ที่ ก.ล.ต. เปิดให้สตาร์ตอัพผู้สนใจเข้าทดสอบ แต่กลับผิดความคาดหมาย ตั้งแต่เปิดมาจนถึงวันนี้ ยังไม่มีผู้ประกอบการเข้ามาทดลองนวัตกรรมเลย ทั้งที่ก่อนเปิดให้บริการก็มีผู้แสดงความสนใจมากกว่า 20 ราย

ปัจจุบัน แซนด์บ็อกซ์ ก.ล.ต. เปิดให้เอกชนเข้าไปทดลองในหลายด้าน เช่น ธุรกิจให้คำแนะนำการลงทุน การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน รวมทั้ง คราวด์ฟันดิ้ง (การระดมทุนผ่านออนไลน์) ก็ไม่มีผู้สนใจเข้าไปทดลอง

เกิดอะไรขึ้นกับ สตาร์ตอัพไทย และ ฟินเทคไทย ในความจริงที่ ก.ล.ต. เปิดเผย ถือว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่ง สวนทางกับข้อมูลเชิงบวกของรัฐบาลที่ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง จะสร้างสตาร์ตอัพไทยเป็นหมื่นเป็นแสนราย จะพลิกโฉมเอสเอ็มอีไทย 3 ล้านรายไปเป็นพ่อค้า อินเตอร์เน็ต ขายสินค้าไทยบนเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อาลีบาบาไปทั่วโลก มีการอัดฉีดเงินงบประมาณลงไปมากมาย สุดท้ายกลับไม่มีอะไรในกอไผ่

วันนี้รัฐบาลกำลังเชื้อเชิญบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่โลก เช่น อาลีบาบา ลาซาด้า เทนเซนต์ หัวเหว่ย เข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการยกเว้นภาษีให้มากมาย ซึ่งคนไทยไม่เคยได้ บริษัทเหล่านี้รวยติดอันดับโลกอยู่แล้ว แถมยังมีเงินทุนมหาศาล แค่รายได้อย่างเดียวก็มากกว่าจีดีพีประเทศไทยทั้งประเทศ

เมื่อสิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษีอีก เอสเอ็มอีไทย สตาร์ตอัพไทย จะไปเหลืออะไร เพราะต้อง เสียภาษีเงินได้ทุกบาททุกสตางค์ แค่อยู่ให้รอดอย่างเดียวก็ลำบากแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงชื่อหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งที่เขียนถึงธุรกิจในยุคอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมเห็นว่า ตรงกับประเทศไทยวันนี้มากๆ คือ “lt’s not the Big that Eat the Small...lt’s the Fast that Eat the Slow” ผมขอแปลง่ายๆว่า “มันไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาเร็วกินปลาช้า” วันนี้ สตาร์ตอัพไทย เอสเอ็มอีไทย โดนทีเดียวสองเด้ง ถูกใหญ่กินเล็ก และ ถูกเร็วกินช้า

เมื่อวานนี้เหมือนกัน นายอเล็กแซนดรอ บิสซินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย บริษัทลูกของ อาลีบาบา ที่ส่งมาลงทุนในไทยแทน ให้สัมภาษณ์ว่าเมษายนที่ผ่านมา อาลีบาบา ลงนามความร่วมมือกับ รัฐบาลไทย โดย ลาซาด้า ได้ประกาศแผนจัดตั้ง โครงการอีคอมเมิร์ซ พาร์ค ขึ้นใน เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2562

โครงการนี้ ลาซาด้า กำหนดให้ ไทยเป็นประตูเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม เป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนและเป้าหมายของ ลาซาด้า และ อาลีบาบา ในไทยมากยิ่งขึ้น พร้อมบ่มเพาะนักธุรกิจยุคใหม่ สตาร์ตอัพ และ เอสเอ็มอี ที่กำลังจะทำธุรกิจบนโลกอินเตอร์เน็ต ฟังดูดีมาก

ก่อนหน้านี้ แจ็คหม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบากรุ๊ป ได้ประกาศว่า ภายในปี 2563 อาลีบาบาจะมียอดขาย 1 ล้านล้านดอลลาร์ (33 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีประเทศไทย 2 เท่า) ภายในปี 2579 อีก 20 ปีข้างหน้า อาลีบาบาจะมีจีดีพีเป็นอันดับ 5 ของโลก มีร้านค้า 10 ล้านร้าน บริษัทบนแพลตฟอร์มอาลีบาบา มีลูกค้ากว่า 2,000 ล้านคน

อีก 3 ปี เมื่อยักษ์ใหญ่ จีน สหรัฐฯ ทั้ง อาลีบาบา เทนเซนต์ เจดีย์ กูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูบ อเมซอน อูเบอร์ เข้ามาเล่นในไทยเต็มที่ “กินรวบตลาดไทยและ CLMV ทั้งหมด” ยังไม่รู้ สตาร์ตอัพไทย เอสเอ็มอีไทย จะไปอยู่มุมไหน

ทุกวันนี้ เราคิดเสร็จก็ล้าหลังแล้ว ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ วิจัยล่วงหน้าอนาคต 5 ปี 10 ปี 20 ปี เรียบร้อยแล้ว ถ้ารัฐบาลไทยไม่คิด “ปกป้อง” และ “ส่งเสริมคนไทย” อย่างเป็นรูปธรรม เหมือนกับ รัฐบาลจีนช่วยอาลีบาบาและบริษัทจีนแข่งกับตะวันตก อนาคตเราก็เป็นได้แค่ 1 ร้านค้าในมหาอาณาจักรแพลตฟอร์มของจีน เท่านั้นเอง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”