วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เป็นห่วงยุทธศาสตร์ชาติ จะกลายเป็น "ดาบ 2 คม"

โดย ซูม

คอลัมน์ “เหะหะพาที” ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อ คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารธนาคารเกียรตินาคินฯ อีกครั้งในวันนี้ หลังจากที่เมื่อวานเพิ่งจะเอ่ยถึงท่านหยกๆว่า จะเป็น 1 ในผู้อภิปรายในการเสวนาต่อต้านคอร์รัปชัน ที่จะมีการจัดขึ้นที่เซ็นทาราแกรนด์ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน 6 กันยายน

เหตุเพราะคุณบรรยงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นเรื่อง “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” เอาไว้อย่างน่าคิดและน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหยิบขึ้นมาพาดหัวยักษ์หน้า 1 เลยทีเดียว

ในท่วงทำนองที่ว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางล่วงหน้าไว้ถึง 20 ปีนั้น อาจจะกลายเป็นดาบ 2 คม บาดประเทศชาติได้ หากเป็น ยุทธศาสตร์ที่ไม่ดีพอ จะเป็น “โซ่ตรวน” ล่ามชาติทันที แทนที่จะเป็น “คบไฟ” ส่องทางให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า

คุณบรรยงฝากข้อสังเกตไว้ 4 ข้อ เริ่มจากข้อที่ 1 การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเท่ากับต้องมีแผนระยะไม่น้อยกว่า 20 ปี ใครจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ขนาดนั้น

ข้อที่ 2 การตั้งจากกรรมการภาคเอกชนยังไม่ครบถ้วน มีหลายประธานสภาก็จริง แต่ไม่มีตัวแทนสภาธุรกิจตลาดทุน ธุรกิจประกันภัย ดังนั้น ให้ระวังผลประโยชน์จากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆให้เหมาะสม ไม่ให้เกิดภาวะกุมรัฐ

ข้อ 3 ต้องยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ เพราะไม่มีทางที่จะกำหนดแผนที่ดีล่วงหน้าได้ขนาดนั้น

ข้อ 4 สำคัญมากแต่ก็ยาวมาก ผมคงคัดลอกมาลงไม่ได้ทั้งหมด แต่สรุปว่า ท่านรู้สึกกังวลใจที่กฎหมายกำหนดให้ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการชี้มูลในกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ หรือปฏิบัติโดยไม่ตรงกับที่ระบุไว้

ท่านก็เลยตั้งคำถามว่า การทำตามหรือไม่ทำตามยุทธศาสตร์จะเกี่ยวอะไรกับเรื่องคอร์รัปชัน และการให้ ป.ป.ช.ซึ่งสันทัดกรณีเรื่องคอร์รัปชัน มาเป็นผู้ชี้มูลเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ จะถูกต้องหรือไม่?

ผมเห็นว่าเป็นข้อสังเกตที่ดีมากครับ ขอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะทำหน้าที่ร่างแผนยุทธศาสตร์ เก็บประเด็นต่างๆเหล่านี้ไปคิดเป็นการบ้านด้วย เพื่อมิให้เกิดปัญหาต่างๆดังที่คุณบรรยงห่วงใย

ที่ผ่านมาผมก็เคยติงไว้บ้างแล้ว เรื่องการวางยุทธศาสตร์ยาวๆนั้นควรเป็นแค่ “ตุ๊กตา” หรือการคาดการณ์คาดหมายเอาไว้เท่านั้น

ไม่ควรมีรายละเอียดอะไรมาก มีแค่วัตถุประสงค์หลักๆ แนวทางหลักๆ ในการปฏิบัติก็น่าจะพอแล้ว

ค่อยมาทำรายละเอียดกันในช่วงที่ตัดออกมาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี น่าจะดีกว่า

ความห่วงใยของผมก็เหมือนกับคุณบรรยงที่ว่า การวางยุทธศาสตร์ประเภทกระดุกกระดิกไม่ได้เลยยาวถึง 20 ปี มันน่ากลัวมากและไม่มีมนุษย์ใดๆในโลกนี้สามารถคาดการณ์ได้เป๊ะแน่นอน

แต่ที่ผมไม่ค้านอะไรนักหนา เพราะนั่งอ่านร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีการจัดทำขึ้นส่งให้รัฐบาลเมื่อปี 2558 หรือ 59 เห็นว่าพอรับได้

เพราะเขียนไว้กว้างๆ จะทำกว้างๆ และจะทำในเรื่องดีๆ ที่ถูกต้องทั้งนั้น ตามสโลแกน “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งถึงแม้จะไม่เขียนเรื่องเหล่านี้ไว้ในยุทธศาสตร์ ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำในลักษณะนี้อยู่แล้ว

และที่สำคัญเมื่อมี พ.ร.บ. ออกมาแล้วใน พ.ร.บ. ระบุว่า ให้คณะกรรมการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หากเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ได้ เพียงแต่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่คุณบรรยงฝากไว้ก็น่าคิด เพราะหากในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับเต็มเกิดเขียนอย่างละเอียดเกินไป เจาะจงเกินไป จะกลายเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก และจะแก้ไขปรับปรุงก็ยาก เพราะต้องรอถึง 5 ปีและไปผ่านรัฐสภา

แม้รัฐบาลที่สืบทอดเจตนารมณ์ของรัฐบาลปัจจุบัน (จะเป็นใครยังไม่รู้?) ที่คุ้นเคยกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นอย่างดีก็เถอะน่า อาจจะเจอปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติได้เหมือนกัน

ผมขอขอบคุณคุณบรรยงไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง ที่แสดงความคิดเห็นอย่างมีคุณค่า หวังว่าทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงจะรับฟังและช่วยกันทำให้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็น “คบไฟ” อันสว่างไสวนำประเทศไปสู่ ความสำเร็จ มิใช่ “โซ่ตรวน” ล่ามประเทศจนไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนได้ดังที่คุณบรรยงฝากข้อสังเกตไว้นะครับ.

“ซูม”