วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถก 2บิ๊กตร.บี้คดี ทัวร์ศูนย์เหรียญ 'ศรีวราห์' ปัดมีเอี่ยว สั่งเด้งผกก.พญาไท

“จักรทิพย์” เรียก “ศรีวราห์-รุ่งโรจน์” ประชุมด่วน เผยไม่มีความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้น รับสั่งการให้ “ศรีวราห์” มาช่วยดูสำนวนที่ถูกศาลยกฟ้องเอง ยัน ตร.ไม่เอี่ยวคำสั่งเด้ง “ผกก.สน.พญาไท” เป็นการดำเนินการของ บก.น.1 เอง เชื่อ 11 ก.ย.ได้ย้ายกลับตำแหน่งเดิม “ศรีวราห์” เผย เป็นคนเรียกดูสำนวนคดีทัวร์ศูนย์เหรียญจริง เพราะ ผบ.ตร.สั่งการ ลั่นชน “พล.ต.ต.” หากทำตัวใหญ่กว่า “พล.ต.อ.” และทำให้ชาติเสียหาย ลูกสาวคนโตตระกูล “โรจน์รุ่งรังสี” เปิดใจหลังศาลยกฟ้อง ยันไม่ได้ทำบริษัททัวร์ แต่ให้เช่ารถบัสและขายของที่ระลึก ไม่รู้ว่าบริษัทไหนทำทัวร์ศูนย์เหรียญบ้าง วอนขอที่ยืนในสังคม กลับไปทำธุรกิจที่พ่อแม่บุกเบิกมากว่า 40 ปี พร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐทุกกรณี

กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ปล่อยผู้ต้องหาประกอบด้วย นายธงชัย โรจน์รุ่งรังสี อดีตกรรมการบริษัทไทยเฮิร์บ จำกัด นางนิสา โรจน์รุ่งรังสี กก.ผจก.บริษัทรอยัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทรอยัล ไทยเฮิร์บ จำกัด บริษัทบางกอก แฮนดิคราฟท์ จำกัด และบริษัทรอยัล พาราไดซ์ จำกัด นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี กรรมการบริษัทโอเอทรานสปอร์ต จำกัด น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ผู้จัดการทั่วไปบริษัทบ้านขนมทองทิพย์ จำกัด และนายสมเกียรติ คงเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัทฝูอัน ทราเวล จำกัด กับพวก ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-13 ฐานเป็นอั้งยี่ ความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน และ พ.ร.บ.นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หลังยกฟ้อง คณะพนักงานสอบสวนเตรียมยื่นอุทธรณ์ เพราะมั่นใจในการสำนวนสอบสวน รวมทั้งพบการหลีกเลี่ยงภาษีมีมูลค่าสูง 7.5 พันล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการของกรมสรรพากร ต่อมามีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.พญาไท ไปประจำ ศปก.บก.น.1 เป็นเวลา 30 วัน เชื่อว่าสาเหตุจากยกฟ้องทัวร์ศูนย์เหรียญตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 ก.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกระแสข่าวว่าเป็นนายตำรวจระดับสูงที่ขอดูสำนวนคดีทัวร์ศูนย์เหรียญจาก พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.พญาไท แต่ถูกปฏิเสธ จนนำมาสู่การเสนอย้าย พ.ต.อ.นิติวัฒน์ ไปประจำ ศปก.บช.น.1 ว่า เรื่องนี้ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ไปตรวจสอบสำนวนจริง ถึง ผบ.ตร.ไม่มีคำสั่ง ตนมีอำนาจตามกฎหมายไปตรวจสอบอยู่แล้ว ผบ.ตร.ให้อำนาจไว้ตามคำสั่ง ตร.ที่ 872/2560 ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 817/2559 เกี่ยวกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลให้อำนาจตรวจสอบการทำคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ยืนยันว่ามีอำนาจไม่ว่าใครเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เรื่องนี้ ผบ.ตร.สั่งให้ไปตรวจสอบสำนวนหลังศาลพิพากษายกฟ้อง แต่ยังไม่ทันได้ตรวจสอบทั้งหมด ส่วนคดีอยู่ที่อัยการจะอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หากตำรวจมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมยื่นพนักงานอัยการได้

เมื่อถามว่า ส่วนของสำนวนคดีจะเรียก พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบก.ตำรวจท่องเที่ยว มาสอบถามเรื่องการทำสำนวนหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ไม่ใช่เหตุ ถ้าคุยต้องคุยกับพนักงานอัยการว่า ต้องการพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติม เพื่อประกอบสำนวนการอุทธรณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวเรื่องความเห็นไม่ตรงกันระหว่างท่านกับ พล.ต.ต.นายหนึ่ง จะพูดคุยเจรจากันหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องเจรจา และตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ย้าย ผกก.สน.พญาไท เพราะคนที่จะย้ายได้ต้องเป็นคนคุมนครบาล ตนคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับตน ผู้สื่อข่าวถามมีกระแสข่าวว่า พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ. พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ไม่มี ยืนยันว่าไม่มี พล.ต.ต.มีบารมีกว่า พล.ต.อ. ถ้ามีมันต้องไปกันข้างหนึ่ง ไม่ทราบว่า พล.ต.ต.ที่นักข่าวพูดหมายถึงใคร และไม่จำเป็นต้องไปคุย เรื่องนี้ไม่ลำบากใจ ตนเป็นแค่รอง ผบ.ตร.ทำตามคำสั่ง ผบ.ตร.ยืนยันว่า อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ประเทศเสียหาย ตนไม่ถอย ไม่ว่าคุณจะเป็น พล.ต.ต. พล.ต.ท.หรือ พล.ต.อ.

ต่อมาเวลา 17.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เชิญ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี ประชุมที่ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังการประชุม พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า คดีนี้หลังศาลยกฟ้อง เชิญ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ พล.ต.อ.ศรีวราห์มาหารือเพื่อความรอบคอบ ให้ทั้ง 2 ท่านช่วยดูว่า สำนวนมีจุดบกพร่องอย่างไร ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้อง คดีนี้ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ ส่วนจะเรียกใครมาสอบเพิ่มหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์เป็นผู้ดำเนินการ ดูคำ พิพากษาด้วยว่าเป็นอย่างไร ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์จะดำเนินการ

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า ส่วนการลงนามคำสั่งย้าย ผกก.สน.พญาไท เป็นเรื่องการบริหารภายใน บก.น.1 จะเกี่ยวกับเรื่องทำสำนวนหรือไม่ต้องไปถาม ผบก.น.1 เรื่องรายงานมาแล้ว ย้ำไปว่า เมื่อเรียบร้อยให้รีบส่งกลับที่เดิม คาดว่าวันที่ 11 ก.ย.คงกลับต้นสังกัด เรื่องนี้ไม่มีอะไรเป็นเรื่องของ บช.น. ตนต้องการให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์มาช่วยกันดู เนื่องจากมีประสบการณ์เรื่องสำนวน ส่วนที่วิจารณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขัดแย้งกัน ตนไม่รู้ใครขัดแย้งกับใคร ถ้าขัดแย้งจะมายืนคู่กันแบบนี้เหรอ ส่วนที่อ้างถึงนายตำรวจยศ พล.ต.ต.ไม่มีใครใหญ่กว่า พล.ต.อ. การเรียกประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการประสานรอยร้าว เป็นการหารือข้อกฎหมาย เพราะคดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชน ถ้าทัวร์พวกนี้ชนะจะส่งผลอะไรหลายอย่าง ไม่แตกแยกหรือ พล.ต.อ.ศรีวราห์มาขย่มตน ถึงเวลาตนก็ต้องไป เรื่องนี้ถ้าไม่เสียหายคงไม่ดำเนินการแต่แรก เอาเปรียบรัฐเกินไป ได้ผลกำไรเป็นแสนล้าน แต่เสียภาษีไม่กี่บาท

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า จากนี้เป็นขั้นตอน การอุทธรณ์ของพนักงานอัยการ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์คงให้แนวทาง เพราะท่านเป็นเจ้าของสำนวนเดิม ส่วนการขยายผลไปถึงผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่น ต้องให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ให้แนวทางอีกว่า สมควรให้ดำเนินคดีใครเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด พยานหลักฐานมีอย่างไร ทั้งเอกสารวัตถุ บุคคล สำหรับชั้นตำรวจถือว่า พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ ทำดีที่สุดแล้ว เพราะเราทำสำนวนพนักงานอัยการสั่งฟ้อง จริงๆแทบจะหมดหน้าที่เราแล้ว เราเป็นลูกมือพนักงานอัยการต้องเขียนอุทธรณ์ประเด็นไหน เราต้องไปหาหลักฐานมาให้ มันมีเท่านั้น ถ้าพนักงานอัยการสั่งให้ขยายผลไปอีกต้องดำเนินการไปตามหลักฐาน ส่วนจะให้บอกว่าสำนวนมีจุดด้อยตรงไหน ต้องเรียนว่าตำรวจไม่ได้เป็นคนเขียน ฟ้อง จึงไปวิเคราะห์ไม่ได้ หลักการสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์กับ พล.ต.อ.ศรีวราห์เดินโอบเอว เดินคุยกันกะหนุงกะหนิงไป เหมือนยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งอะไร

วันเดียวกัน น.ส.สายทิพย์ โรจน์รุ่งรังสี ทายาทธุรกิจเครือโอเอทรานสปอร์ตฯ ผู้ร่วมชะตากรรมพร้อมบิดามารดาและน้องชายรวม 4 ชีวิต ถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน เผยว่า ถึงแม้ศาลยกฟ้องครอบครัวโรจน์รุ่งรังสีแล้ว แต่ยัง กังวลใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ไปกระทบเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครัวเราขอยืนยันว่า กระแสข่าว เหล่านั้นไม่ได้ออกไปจากครอบครัว เกรงว่าจะเข้าใจผิด ครอบครัวเรายินดีและเข้าใจดีว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริษัทโอเอฯและกลุ่มบริษัทอื่นๆอีก 5 กลุ่มที่ประกอบธุรกิจเหมือนกัน คือให้บริการรถเช่า และร้านค้าขายสินค้าจากผู้ผลิตไทย ต่างดีใจที่รัฐบาลใส่ใจ เป็นเพราะรัฐบาล คสช.สร้างความสงบเรียบร้อยให้ประเทศ แม้ได้รับผลกระทบแต่ครอบครัวเราไม่เคยคิดหลบหนี ให้ความร่วมมือเสมอมา รวมถึงแสดงความบริสุทธิ์ใจตั้งแต่ต้น การเข้าไปแสดงตัวและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเองตั้งแต่รับหมายเรียก พวกเราพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

น.ส.สายทิพย์กล่าวต่อว่า แม้ว่าตนและครอบครัวปราศจากอิสรภาพอยู่หลายเดือน ชีวิตครอบครัวและธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมาด้วยหยาดเหงื่อกว่า 40 ปี ต้องประสบภาวะวิกฤติ แต่ยังเชื่อมั่นใน ระบบยุติธรรมและภาครัฐ วันนี้พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจของครอบครัวตรงตามศาลวินิจฉัยว่า ไม่ใช่บริษัททัวร์หรือขายทัวร์นำนักท่องเที่ยวเข้ามา แค่เป็นผู้ให้บริการเช่ารถทัวร์ มีร้านค้าขายสินค้าขายของที่ระลึกเหมือนร้านค้าทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว ไม่สามารถรู้ได้ว่าบริษัททัวร์ไหนคือทัวร์ศูนย์เหรียญ ถึงตรงนี้มีโอกาสชี้แจงให้สังคมเข้าใจธุรกิจนี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวตน แต่สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยรวม และบริษัทอื่น ที่ทำธุรกิจเหมือนกันอีก 4 บริษัทที่ไม่ถูกโชคชะตา เล่นงาน ไม่ต้องการให้ใครต้องพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับนักท่องเที่ยวอีก สุดท้ายขอวิงวอนผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ขอแค่มีที่ยืนบนธุรกิจที่สร้างมาต่อไป พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐทุกอย่าง ขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองช่วยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เจริญก้าวหน้า