วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.เผย นายทุนถือครองเอกสารสิทธิ 7 หมื่นไร่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย

ปธ.อนุกรรมการทรัพยากรฯ สนช.ลงพื้นที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน เพื่อติดตามการแก้ปัญหา จากกลุ่มผู้มีอิทธิพล นายทุน นักการเมืองท้องถิ่น เข้าถือครองเอกสารสิทธิในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าโดยมิชอบ ถึง 70,000 ไร่ เตรียมเชิญอธิบดีกรมที่ดิน-กรมอุทยาน แจงเพื่อบูรณาการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว...
 


เมื่อวันที่ 3 ก.ย.60 ที่ จ.พัทลุง พล.ร.อ.วีระพันธ์ สุขก้อน ประธานคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางมายังเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน เพื่อศึกษาดูงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามการแก้ไขปัญหาวิกฤติในทะเลสาบสงขลา ในพื้นที่ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 2-3 ก.ย. และรับฟังข้อคิดเห็นปัญหาจากผู้นำท้องถิ่น ประชาชน ณ ศาลากลางน้ำเขตห้ามล่าฯ โดยผู้เข้าร่วมประชุมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้เร่งแก้ไขปัญหาตื้นเขินของทะเลน้อย การบุกรุกพื้นที่เขตห้ามล่าฯ การใช้เครื่องมือประมงจับสัตว์น้ำในทะเลน้อย โดยนายชาย สุวรรณชาติ หน.เขตห้ามล่าฯ ได้ชี้แจงการบุกรุกพื้นที่เขตห้ามล่าฯ ให้คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบ 



พล.ร.อ.วีระพันธ์ เผยว่า ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลการบุกรุกพื้นที่เขตห้ามล่าฯ หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านเกี่ยวกับวิกฤติของเขตห้ามล่าฯ แต่ข้อมูลที่ได้รับรายงานจากส่วนราชการบางแห่งของ จ.พัทลุงนั้น มีข้อมูลที่ไม่ตรงกันกับการร้องเรียนของพี่น้องประชาชน คณะกรรมาธิการฯ จึงต้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลจากสภาประชาชน ผู้นำท้องถิ่น และของเขตห้ามล่าฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากการได้รับรายงานการบุกรุกเขตห้ามล่าฯ จากนายชาย หน.เขตห้ามล่าฯ และตรวจสอบสารบบของกรมที่ดินมาทับกับพื้นที่เขตห้ามล่าฯ ก็พบว่า พื้นที่เขตห้ามล่าฯ ถูกบุกรุกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่พรุป่าเสม็ดที่เป็นพื้นที่ทำรังวางไข่ของนกน้ำนานาชนิดนั้น ถูกบุกรุกหลายพันไร่ สำหรับปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในระดับต้นของประเทศในครั้งนี้ตนจะประสานให้ดีเอสไอเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย
 


พล.ร.อ.วีระพันธ์ กล่าวอีกว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ จะมีหนังสือเชิญให้อธิบดีกรมที่ดิน และอธิบดีกรมอุทยานฯ เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการบุกรุกที่ดินของเขตห้ามล่าฯ โดยพร้อมกันในเร็วๆ นี้ ซึ่งผู้บริหารทั้ง 2 กรม จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาการบุกรุก โดยบูรณาการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ผู้มีเอกสารสิทธิที่ถูกต้องก็ต้องคืนความชอบธรรมให้กับเขาไป ส่วนผู้ถือครองเอกสารสิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องยึดคืนโดยทันที ซึ่งทางคณะกรรมาธิการจะรับเรื่องการบุกรุกเขตห้ามล่าฯ ไว้ขับเคลื่อนให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด ส่วนอธิบดีกรมที่ดินจะต้องชี้แจงที่รับฟังได้ว่า ทำไมการเพิกถอนที่ดินที่ถูกบุกรุกของเขตห้ามล่าฯ ที่ยื่นเสนอมาจึงช้ามากกว่า 10 ปี.