วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจ้าเหรียญทอง "ซีเกมส์" บทเรียนจากไทยถึงมาเลย์

โดย ซูม

ยังเป็นควันหลง “ซีเกมส์ 29” ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพอยู่นะครับ ข้อเขียนของผมวันนี้ เพราะเมื่อวานมีโอกาสได้อ่านรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์มาเลเซีย ผ่านเว็บไซต์ของเขาหลายฉบับ ทำให้อยากจะเขียนถึงเรื่องซีเกมส์ขึ้นมาอีกครั้ง

“เดอะ สตาร์ ออนไลน์” ของเขารายงานบรรยากาศวันพิธีปิดอย่างอิ่มเอิบอย่างมีความสุข อ่านดูก็รู้ได้จากตัวอักษรและถ้อยคำที่เขาบรรยาย

แสดงออกถึงความภาคภูมิใจที่เขาคว้าเหรียญทองมาได้มากที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์

มีการสัมภาษณ์ผู้คนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความยินดี ในชัยชนะ รวมไปถึงจำนวนผู้คนเรือนแสนที่เข้าไปเต็มสนามกีฬาแห่งชาติ ที่ บูกิต จาลิล เต็มเอี้ยดไปทุกที่นั่ง

มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วก็อดที่จะจดโน้ตไว้เสียมิได้ เมื่อชาวมาเลเซียคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “แม้ผมจะดีใจที่มาเลเซียได้เหรียญทองมากที่สุด ในการแข่งขันครั้งนี้ แต่สิ่งที่ผมมีความสุขมากกว่าคือ ได้

เห็นภาพการรวมตัวเป็นอันหนึ่งเดียวกันของคนมาเลเซีย ทุกเชื้อชาติในวันนี้”

รัฐบาลมาเลเซียอ่านแล้วก็คงยิ้ม ที่การใช้กีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ของเขาเป็นเครื่องมือ หล่อหลอมคนทั้งชาติเข้าด้วยกัน เป็นผลสำเร็จ

อย่าลืมว่า พิธีปิดซีเกมส์อันยิ่งใหญ่ของเขาเกิดขึ้นก่อนวันชาติมาเลเซียเพียง 1 วันเท่านั้น

อ่านทั้งหมดแล้วก็สรุปได้ว่า มาเลเซียเขาคงใช้ซีเกมส์ครั้งนี้เพื่อการสร้างความเป็นหนึ่งของคนในชาติเขาจริงๆ

เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ผู้คนของเขามีความสุขอย่างเหลือล้น ดังที่สื่อมวลชนของเขาหลายๆฉบับรายงานไว้

ซึ่งก็เป็นอารมณ์เดียวกับที่คนไทยเราเคยสัมผัสและเปี่ยมสุขกัน ทั้งชาติมาแล้ว เมื่อ 32 ปีก่อนเมื่อครั้งที่เราเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 13 ในปี 2528 ที่ผมเขียนระลึกความหลังไว้ในคอลัมน์ซอกแซกวานนี้

วันที่เราเป็น “เจ้าซีเกมส์” ครั้งแรก เพราะล้มอินโดนีเซียลงได้ใน พ.ศ.นั้น คนไทยเรามีความสุขทั้งแผ่นดินจริงๆ

และก็เป็นความสุขที่คุยได้เลยว่ามาจากความพยายามของเราโดยแท้จากการร่วมมือของภาคเอกชนที่มีหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เป็นสื่อกลางไปขอให้มาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนสมาคมกีฬาใน พ.ศ.นั้น เพราะรัฐบาล (ป๋าเปรม) ท่านยังไม่มีเงิน ยังไม่รวยเหมือนยุคนี้

ชัยชนะของเราไม่มีเสียงติติง เรื่องซีเกมส์ ซีโกง แม้แต่คำเดียว

ต่างกับของมาเลเซียใน พ.ศ.นี้ที่เขาทำทุกอย่างอย่างที่เราทราบ

แต่ก็เอาเถอะ ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี เมื่อวันก่อนเขียนไปทีหนึ่งแล้ว หากเขาจะทำจริงเพื่อวัตถุประสงค์ในการรวมชาติก็ยอมไปเถอะ อย่าไปซีเรียสกับผลแพ้ชนะอะไรมากนัก

เพียงแต่อยากจะฝากข้อคิดเอาไว้อย่างหนึ่งว่า กีฬาเป็นเครื่องรวมชาติได้ก็จริง แต่ก็ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง

พอกลับมาสู่เรื่องอื่นๆ กลับมาสู่ชีวิตประจำวัน กลับมาสู่เรื่องการเมือง หรือบางครั้งก็เรื่องผลประโยชน์ ฯลฯ

ในที่สุดคนในชาติก็อาจจะแตกกันเหมือนเดิม ชนิดกีฬาก็ช่วยไม่ได้

เหมือนที่เราเคยมีความสุข เพราะได้เป็นเจ้าซีเกมส์ เมื่อ 32 ปีที่แล้วเราก็นึกว่าเรารวมใจคนไทยได้เป็นหนึ่งอย่างนี้แหละ

ที่ไหนได้ มาในช่วงหลังๆ แม้เราจะได้เป็นเจ้าซีเกมส์อีกหลายครั้งและนักกีฬาไทยก็ไปได้เหรียญทองระดับโอลิมปิกมานับไม่ถ้วน...

แต่สังคมไทยกลับกลายเป็นสังคมที่แตกแยก แม้จนบัดนี้ก็ยังเป็น 2 ฝ่าย มองหน้ากันไม่สนิท เพราะคำว่า “การเมือง” คำเดียวแท้ๆ

เห็นหรือยังล่ะครับว่า ชัยชนะในด้านกีฬาอย่างเดียวไม่พอที่จะใช้เป็นเครื่องมือรวมชาติหรอก ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซียไว้ด้วยนะครับ

ปล.จากความภาคภูมิใจในความสำเร็จของเขาครั้งนี้ มีผลดีมาถึงสินค้าไทยหรือแบรนด์ไทยของเราโดยตรงเลยครับ คือเสื้อผ้า แบรนด์ FBT ของ “เจ๊หงส์” ปวีณา โชคไพบูลย์ ที่ไปประมูลเป็นสปอนเซอร์และได้สิทธิ์ในการขายเสื้อที่ระลึกซีเกมส์ 29 นั่นแหละ

ปรากฏว่าไม่พอขาย เพราะคนเข้าคิวซื้อเกลี้ยงแล้วเกลี้ยงอีกจนเจ๊ต้องระดมตัดเย็บทั้งวันทั้งคืนขนขึ้นเครื่องบินไปขายแบบวันต่อวัน จนพูดกันว่า คนมาเลย์แสนคนในพิธีปิดน่าจะสวมเสื้อเจ๊หงส์ไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นคน

ทีมไทยอาจพลาดไม่ได้เจ้าเหรียญทองงานนี้ แต่แบรนด์ไทย FBT ไม่พลาดครับ มีโอกาสได้ลงหลักปักฐานเป็นสินค้าตัวใหม่ที่จะอยู่ในใจคนมาเลเซียไปอีกนานแสนนานแน่นอน.

“ซูม”