วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดภาพลับ พุ่มพวง-ยอดรัก-สายัณห์ ที่ไม่มีใครเคยเห็น

ชีวิตมีเกิดก็ต้องมีดับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรืออาการป่วยใดๆ ก็ตาม ไม่นำมาเพียงความโศกเศร้าเท่านั้น เเต่ทำให้เเฟนคลับที่ชื่นชอบก็ต้องช็อกสะเทือนใจเช่นกัน ดังเช่นการจากไปของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ซึ่งเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ ฝากผลงาน ชื่อเสียง และคุณงามความดี ไว้ในวงการไม่ใช่น้อย...

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปย้อนรำลึกถึงนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่ยังอยู่ในใจของใครหลายๆ คน และเพลงของพวกเขายังมีชื่อเสียง และคนยังเปิดฟังมาจนถึงทุกวันนี้

พุ่งพวง ดวงจันทร์

ณ วันนี้หากเอ่ยชื่อของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอเป็นราชินีเพลงลูกทุ่ง ที่ไม่มีใครโค่นตำแหน่งลงได้ ด้วยน้ำเสียง ลีลาความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีเพลงฮิตมากมาย 

พุ่มพวง ดวงจันทร์ มีชื่อจริงว่า รำพึง จิตรหาญ มีชื่อเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า ผึ้ง เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ก่อนจะไปเติบโตที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เธอเป็นลูกสาวคนที่ 5 ในพี่น้องทั้งหมด 12 คน ของนายสำราญ จิตรหาญ และนางเล็ก จิตรหาญ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อย

ชีวิตวัยเด็กของผึ้งค่อนข้างลำบาก เพราะครอบครัวของเธอมีฐานะยากจน เธอได้เรียนเพียงชั้น ป.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน และไปช่วยเก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน เพื่อมาเลี้ยงน้องๆ และครอบครัว แม้ผึ้งจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่โชคดีที่ผึ้งมีพรสวรรค์ติดตัว ก็คือการร้องเพลง ตั้งแต่เด็กๆ ผึ้งมักจะสมัครประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ

โดยใช้ชื่อว่า "น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย" ตระเวนเดินสายกวาดรางวัลทั้งในระดับอำเภอ ข้ามอำเภอ จนถึงข้ามจังหวัด จนเมื่ออายุได้ 10 ปี ก็ได้มาอยู่กับวงดนตรีที่กรุงเทพฯ ก่อนจะกลับบ้านที่สุพรรณบุรี

จนเมื่ออายุได้ 15 ปี ได้ขึ้นร้องเพลงที่วัดทับกระดาน และความสามารถเกิดไปเตะตา ไวพจน์ เพชรสุพรรณ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังเข้า จึงเมตตารับผึ้งเป็นบุตรบุญธรรม และพาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เริ่มเข้าสู่เส้นทางเพลงลูกทุ่ง ด้วยการเป็นหางเครื่อง ก่อนที่ไวพจน์จะแต่งเพลง "แก้วรอพี่" และอัดเสียงชุดแรกให้ในนามของ "น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ"

ซึ่งจากการอยู่ในวงดนตรีของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ทำให้เธอสนิทสนมกับ ธีระพล แสนสุข ทำให้ต้องแยกออกจากวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณ มาเริ่มงานกับศรเพชร ศรสุพรรณ โดยทำงานเป็นทั้งหางเครื่องและนักร้องในวง และย้ายมาอยู่กับขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด

ในปี พ.ศ. 2519 ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อจากน้ำผึ้ง เมืองสุพรรณเป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" จากการตั้งชื่อโดย มนต์ เมืองเหนือ และได้บันทึกเสียงจากการแต่งของก้อง กาจกำแหง ร้องแก้ขวัญชัย เพลงนั้นคือ "รักไม่อันตรายและรำพึง" และตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง

โดยการสนับสนุนของคารม คมคาย นักจัดรายการวิทยุ มนต์ เมืองเหนือแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็มาสังกัดบริษัทเสกสรรเทป-แผ่นเสียงผลงานของพุ่มพวง ดวงจันทร์เริ่มประสบความสำเร็จในเวลาต่อมาหลังจากได้รับการสนับสนุนจาก ประจวบ จำปาทอง และ ปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ ให้ตั้งวงร่วมกับ เสรี รุ่งสว่าง ในชื่อวง เสรี-พุ่มพวง จากจุดนี้ก็ได้รับความสำเร็จขึ้น

ในช่วงปี พ.ศ.2525-2534 พุ่มพวงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ด้วยน้ำเสียงหวาน ออดอ้อน และจำเนื้อร้องได้ แม้จะไม่รู้หนังสือ ก่อนที่ จะได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเพลง "อกสาวเหนือสะอื้น"

และได้รับเลือกให้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย ความสำเร็จในวงการเพลง ทำให้เธอได้รับฉายาว่า "ราชินีลูกทุ่ง" สืบต่อจาก "ผ่องศรี วรนุช"

ด้านชีวิตรักของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แฟนคนแรกของพุ่มพวงคือ ธีระพล แสนสุข ระหว่างที่พุ่มพวง ดวงจันทร์ เทใจทุ่มกับงานอย่างเต็มที่ ธีระพล เริ่มปันใจให้กับ สลักจิต ดวงจันทร์ จึงทำให้ความรักของทั้งคู่จบลง แต่ด้านธุรกิจยังคงร่วมงานกันอยู่ แต่ในปี 2530 ธีระพล แสนสุข ก็ถูกน้องชายพุ่มพวง ดวงจันทร์ ยิงตาย

และในปี พ.ศ. 2527 พุ่มพวงจดทะเบียนสมรสกับ นายไกรสร ลีละเมฆินทร์ อดีตพระเอกภาพยนตร์ ที่ใช้ชื่อในวงการว่า ไกรสร แสงอนันต์ ต่อมาพุ่มพวงฝึกหัดเขียนหนังสือจนสามารถเขียนชื่อตัวเองได้ เพื่อประโยชน์ทางนิติกรรมต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2530 มีบุตรชายชื่อ สันติภาพ (ต่อมาเปลี่ยนชือเป็น สรภพ) หรือ เพชร หรือ บ่อยบ๊อย ลีละเมฆินทร์ ซึ่งก็เป็นนักร้องลูกทุ่ง นอกจากนี้ยังมี จันทร์จวง ดวงจันทร์, ดวงใจ ดวงจันทร์ และสลักจิต ดวงจันทร์ น้องสาวพุ่มพวงก็เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งเช่นกัน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2535 มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า พุ่มพวงทะเลาะกับสามี และป่วยเป็นโรคไตขั้นรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถเบิกเงินจากธนาคารเพื่อมารักษาตัวเองได้ (ซึ่งมีอยู่ 6 ล้านบาท) สมุดบัญชีอยู่กับไกรสร (สามี) ที่เชียงใหม่ เธอจึงตัดสินใจสั่งอายัดเงินทั้งหมด

ต่อมา 20 มีนาคม เธอเดินทางจากเชียงใหม่ เข้ารักษาตัวเองที่โรงพยาบาลตากสิน จันทบุรี และย้ายไปที่โรงพยาบาลศิริราช แพทย์ตรวจพบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอีหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต

ทางด้านไกรสรออกมายอมรับว่ามีปัญหาครอบครัวจริง ต่อมา 3 เมษายน แพทย์เจ้าของไข้เปิดเผยว่าพุ่มพวงอาการดีขึ้น ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ เนื่องจากเชื่อว่าถูกปองร้ายด้วยไสยศาสตร์ด้วยวิธีการคุณไสย

ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 เดินทางออกจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ ไปจังหวัดพิษณุโลกโดยเดินทางด้วยรถตู้ แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 20.55 น.

ได้สวดอภิธรรมศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม พิธีพระราชทานเพลิงศพของพุ่มพวง ดวงจันทร์ จัดที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. พ.ศ. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี

นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำ วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ

ถึงแม้วันนี้แม่พุ่มพวง จะจากแฟนเพลงไปแล้วหลายปี แต่เรื่องราว และความทรงจำก็มิได้จากไป สิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังถูกเก็บรักษาไว้ ณ วัดทับกระดาน เพื่อให้ผู้ที่ยังรักและคิดถึงราชินีเพลงลูกทุ่งคนนี้ ได้แวะเวียนมาระลึกถึง

ยอดรัก สลักใจ

ยอดรัก สลักใจ เดิมมีชื่อจริงว่า สิบตำรวจโท นิพนธ์ ไพรวัลย์ ชื่อเล่น แอ๊ว เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมืองไทย มีผลงานที่สร้างชื่อหลากหลายเพลง เพลงที่รู้จักกันดี ได่แก่ "30 ยังแจ๋ว"

เกิดเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 ที่ ต.งิ้วราย อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร มีพี่น้อง 8 คน ชาย 7 คน หญิง 1 คน โดยยอดรักเป็นคนสุดท้อง จบการศึกษา ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านหาดแตงโม อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร

เนื่องจากทางบ้านไม่มีเงินส่งเสียค่าเล่าเรียน บิดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 7 ขวบ มารดายากจนและมีพี่น้องหลายคน ได้ออกเร่ร่อนร้องเพลงที่บาร์รำวง ได้เงินคืนละ 5-10 บาท ได้เงินมาก็หาซื้อหนังสือมาอ่านเอง และเรียนด้วยตนเอง จนกระทั่งได้ เรียนที่โรงเรียนถาวรวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เรียนการศึกษาผู้ใหญ่และ สอบเทียบจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ยอดรัก สลักใจ ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2534 และศึกษาต่อจนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 ได้รับปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ศศ.บ.) สาขาศิลปศาสตร์ สายดนตรีและศิลปะ การแสดง วิทยาลัยครูธนบุรี

เมื่อยอดรักยังเด็ก เขาไปสมัครร้องเพลงกับคณะรำวง "เกตุน้อยวัฒนา" ซึ่งได้เงินมาครั้งละ 5-10 บาท และต่อมามีโอกาสไปร้องเพลงในห้องอาหารที่ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้ใช้เพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร, ชาย เมืองสิงห์, สุรพล สมบัติเจริญ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เป็นต้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็ดดวง ดอกรัก นักจัดรายการของสถานีวิทยุ ท.อ.04 ตาคลี ได้มาฟังเพลงที่ห้องอาหาร และประทับใจยอดรักที่ร้องเพลง ใต้เงาโศก ของ ไพรวัลย์ ลูกเพชร จึงได้มาชักชวนเข้าสู่วงการ โดยนำมาฝากกับ อาจารย์ ชลธี ธารทอง ยอดรักก็ได้อยู่เลี้ยงลูกให้อาจารย์ชลธีเกือบ 1 ปี และตั้งชื่อให้ว่า "ยอดรัก ลูกพิจิตร" และได้บันทึกแผ่นเสียง 3 เพลงคือ สงกรานต์บ้านทุ่ง, น้ำสังข์ น้ำตา และ เต่ามองดวงจันทร์

เพลงที่ทำชื่อเสียงให้ชุดแรก มี จ.ม.จากแนวหน้า, น้ำสังข์หลั่งน้ำตาริน, ห่มธงนอนตาย, ทหารเรือมาแล้ว หลังจากนั้นมี ผลงานเพลงที่ขับร้องเอง อีกเกือบ 4,000 เพลง งานเพลงชุดสุดท้ายก่อนเสียชีวิตคือ มะเร็งไม่มายิง ออกโดยค่าย ​เอส เอส มิวสิก เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ซึ่ง ยอดรัก สลักใจ ได้รับค่าตอบแทน เป็นเงิน 570,000 บาท และเพลงสุดท้ายที่ยอดรักขับร้องคือเพลง "ยอดรัก" ซึ่ง บอย โกสิยพงษ์ เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง

ผลงานเพลงที่ยอดรักบันทึกเสียงถึง 9 ครั้ง และมีศิลปินเพลงรายอื่นนำไปขับร้องอีกเป็นจำนวนมากคือเพลง "สามสิบยังแจ๋ว"

ในปีพ.ศ. 2550 ยอดรักถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตับระยะแรก และเขาได้จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งตับ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 01.05 น. ในวัย 52 ปี ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า กรุงเทพมหานคร

หลังจากระบุว่า จะไม่ยอมรับการรักษาใดๆ อีก และไม่ต้องทำการช่วยชีวิตแม้อาการจะทรุดหนักก็ตาม โดยพิธีศพของยอดรักได้จัดขึ้นไว้ ณ ที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดหาดแตงโม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

สายัณห์ สัญญา 

สายัณห์ สัญญา เป็นอดีตนักร้องเพลงลูกทุ่ง ที่มีน้ำเสียง ลีลา อันเป็นเอกลักษณ์ มีผลงานเพลงอันเป็นอมตะ ติดหูคนไทยมากมายหลายสิบเพลง มานานกว่า 3 ทศวรรษ

มีชื่อจริงเดิมคือ "สายัณห์ ดีเสมอ" ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "พรสายัณห์ มีโชคดีเสมอ" เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2496 ที่ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายอ่อง และนางบุญช่วย ดีเสมอ มีพี่ชาย 1 คน แต่ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่สายัณห์ยังเล็กๆ

ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา เมื่อตอนเด็กๆ ได้ร่ำเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ๆ บ้านคือ โรงเรียนบ้านใหม่ไร่อ้อย จนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้าน ไม่นานคุณพ่ออ่องก็เสียชีวิตกลางคัน ทำให้สายัณห์ต้องอยู่กับแม่ตามลำพัง

พี่เป้านิยมชมชอบและรักการร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก ตระเวนประกวดร้องเพลงมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับรางวัลชนะเลิศมาก็หลายครั้ง โดยมีญาติผู้ใหญ่เป็นผู้พาไปสมัครประกวดร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆ จากนั้นออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ต่อมาได้ไปสมัครเป็นนักร้องอยู่วงดนตรี แต่ยังไม่ได้ออกหน้าเวที จากนั้นได้ย้ายไปอยู่กับวงดนตรีผ่องศรี วรนุช ตามคำชักชวนของราเชนทร์ เรืองเนตร ที่นี่สายัณห์เริ่มออกเวทีในฐานะหางเครื่อง ต่อมาก็ได้มีโอกาสร้องเพลงด้วย ช่วงนี้เขาร้องเพลงแนว ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นหลัก สายัณห์อยู่ที่นี่ได้ 3 ปี วงก็ยุบ

จากนั้นสายัณห์ก็ไปอยู่กับวงดนตรีอีกมากมายหลายวง อย่าง "รวมดาวกระจาย" ของครูสำเนียง ม่วงทอง, บรรจบ เจริญพร, ก้าน แก้วสุพรรณ และชินกร ไกรลาศ โดยในยุคนี้ สายัณห์ ใช้ชื่อว่า "กัมชัย ลูกราษฎร์บำรุง" ได้มีโอกาสอัดแผ่นเสียง ซึ่งเพลงที่สามารถหาฟังได้ในปัจจุบัน คือเพลง "หักใจไม่ลง"

ต่อมาสายัณห์มาอยู่กับวง "รวมพร" ของคุณเล็ก และคุณน้อยศรี อิงคะนันท์ เจ้าของปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ ย่านบุคคโล และได้รับการสนับสนุนจากคนทั้งสองให้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรก คือ "รักเธอเท่าฟ้า" ของครูฉลอง การะเกต ซึ่งทำให้เขาพอจะเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงอยู่บ้าง

พ.ศ. 2515 สายัณห์ สัญญา มีความตั้งใจใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องจึงแสวงหาโอกาสให้ตัวเองทั้งการเดินสายประกวดร้องเพลง และทำหน้าที่คนแบกกลอง หางเครื่องในวงดนตรี และย้ายวงไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งโชคชะตาได้นำพาให้มาเจอผู้อุปการะ คือ คุณพ่อเล็กและแม่น้อยศรี อิงคะนันท์ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ บุคคโล และเป็นเจ้าของวงดนตรีรวมพร ผู้มีอุปการะทั้งสองออกทุนให้สายัณห์อัดแผ่นเสียงเริ่มต้นจากเพลงรักเธอเท่าฟ้า และเพลงพลัดคู่ แต่แผ่นเสียงไม่ได้รับการเผยแพร่ สร้างความเสียใจและท้อใจที่สุด

จนมาเป็นเด็กล้างรถอยู่ที่ปั๊มน้ำมันทำหน้าที่เด็กปั๊มสักระยะ โชคชะตาก็เข้าข้างอีกครั้งเมื่อ ครูชลธี ธารทอง ไปพบสายัณห์ สัญญา ที่ปั๊มน้ำมันแห่งนั้น เมื่อได้ยินเงาเสียงของศรคีรี ก็เกิดชอบใจ จึงแต่งเพลง "ลูกสาวผู้การ" และ "แหม่มปลาร้า" ให้สายัณห์ขับร้อง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 มีการตั้งวงดนตรีสายัณห์ สัญญา โดยแสดงครั้งแรกที่บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับค่าแสดงรวมกันทั้งวง 8,000 บาท และนับตั้งแต่นั้น สายัณห์ ก็ผลิตผลงานออกมาประดับวงการลูกทุ่งเมืองไทยมากมาย

ในปี พ.ศ. 2525 สายัณห์ได้ผ่าตัดลำคอทำให้เสียงกลายเป็นเสียงแหบ และได้ฉายาว่า "แหบมหาเสน่ห์" จากนั้นสายัณห์ก็ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว ทำให้ผลงานเพลงเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำผลงานเพลงอีกครั้ง

สายัณห์ สัญญา ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งชายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหลังจากการถึงแก่กรรมของสุรพล สมบัติเจริญ แม้จะไม่เคยได้รับรางวัลทางการร้องเพลงใดๆ เลยก็ตาม

แต่สายัณห์ก็เป็นนักร้องที่มีเสน่ห์ มีคำออดอ้อนแม่ยก แฟนเพลง ผู้สนับสนุน ด้วยประโยคที่คุ้นเคยคือ รักสายัณห์น้อยๆ แต่รักนานๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของพระเอกลิเก มีการไว้เคราแพะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

สายัณห์ สัญญา ได้รับการเข้าพักรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับที่โรงพยาบาลศรีวิชัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ญาติกล่าวว่าขณะที่สายัณห์นอนพูดคุยกับครอบครัวที่บ้านพัก เกิดฟุบหมดสติ เนื่องจากอาการน็อกเบาหวาน หลังการตรวจอย่างละเอียดแพทย์พบจุด 4 จุดในตับอ่อน และอยู่ในสภาวะกระจายตัว แพทย์จึงนำชิ้นเนื้อไปตรวจ และพบว่าเป็นเซลล์มะเร็ง

ต่อมาสายัณห์ได้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลธนบุรีตามลำดับ โดยระหว่างการรักษาตัวในเดือนกรกฎาคม สายัณห์ได้ขออนุญาตแพทย์ เพื่อขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตอำลาขวัญใจคนเดิม ซึ่งจัดโดยโทรทัศน์ดาวเทียม แซบแชแนล ณ พระประแดงอาเขต จังหวัดสมุทรปราการ และได้ขออนุญาตแพทย์อีกครั้งเพื่อขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ณ วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556 แพทย์เปิดเผยว่า สายัณห์อยู่ในภาวะวิกฤติ ไตทำงานผิดปกติ เป็นผลมาจากโรคมะเร็งตับที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว อาการต้องดูวันต่อวัน และระวังไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้นคนไข้จะทรุดทันที

ต่อมาเมื่อเวลา 12.35 นาฬิกา ของวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 สายัณห์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลธนบุรี ญาติประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดไร่ขิงในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556 และพระราชทานเพลิงศพ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

ในระหว่างช่วงที่สายัณห์ นอนพักรักษาตัวจากอาการป่วยนั้น เขาก็มีภรรยาที่แยกทางกันไปแล้วอย่าง ซ้อปิ๋ม วรรณพร สัมฤทธิ์ กลับมาดูแลอย่างใกล้ชิดพร้อมด้วยลูกๆ ทั้ง 4 คน โดยภรรยา สายัณห์ สัญญา เล่าว่า ก่อนที่ สายัณห์ สัญญา จะจากไป

เธอได้บอกเขาว่า ไม่ต้องเป็นห่วง จะดูแลลูกๆ ให้ดีที่สุด ก่อนจะบอกให้พี่เป้านึกถึงพระรัตนตรัยและบุญกุศลที่เคยทำ แล้วหลับตาทำสมาธิร่วมกันโดยที่มือกุมกันไว้ จนกระทั่งพยาบาลแจ้งว่าพี่เป้า สายัณห์ สัญญา ได้จากไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการปิดตำนานชีวิตนักร้องลูกทุ่งขวัญใจคนเดิมของเมืองไทย สายัณห์ สัญญา ในที่สุด.