วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาฟเตอร์ช็อก “น้องปู” ล่องหนจับตา “เพื่อไทย” ท่าที “เจ๊แดง” สัญญาณตระกูลชิน

ยังเล่นบทเป็น “มนุษย์ล่องหน”

ผ่านมาครบสัปดาห์ที่ น.ส.แ อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ทำให้ถูกศาลฯออกหมายจับ ประทับตราผู้ต้องหาหนีคดี

ไร้ความชัดเจนว่าหลบลี้ไปอยู่แห่งหนตำบลใด ในห้วงกระแสข่าวลือสารพัด บ้างก็ว่าไปซุ่มอยู่กับพี่ชายที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกมุมก็เชื่อว่ากำลังพยายามขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์อึมครึม ก็เป็นพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ “จุดประทัด” ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

ด้วยการทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวยกคำพูดของ “มงแต็สกีเยอ” นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส

“ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

เป็นรหัสให้แปลความหมายเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ที่น้องสาว อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์หายตัวไปในวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว

นัยว่า เป็นไฟต์บังคับต้องหนีกระบวนการยุติธรรมไทย

นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกในรอบ 5–6 วัน หลังจากที่อดีตนายกฯหญิง “ล่องหน” และนับเป็นหนแรกในรอบปีที่อดีตนายกฯทักษิณกลับมาเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย หลังห่างหายไปตั้งแต่หลังการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

กระตุกฝ่ายความมั่นคงทีม คสช.ต้อง “ล็อกเป้าสัญญาณ”

ในจังหวะสถานการณ์ที่ “น้องปู” ชิ่งฟังคำพิพากษาศาล กระแสพลิกให้ คสช.ตกเป็นจำเลย ตามรูปการณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องประสานเสียงโต้ยุทธการตีปี๊บของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯ

เคลียร์ข้อครหาเปิดทาง “ปล่อยหนี”

อารมณ์แบบที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก แอ่นอกออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องที่ปล่อยให้อดีตผู้นำหญิงหลุดรอดสายตา

ฝ่ายความมั่นคง คสช.เทกแอ็กชั่นเต็มที่

หนีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปม “เกี้ยเซียะ”

แต่นั่นก็แค่ปรากฏการณ์เบื้องต้นเท่านั้น ที่ คสช.จำเป็นต้องประคองกระแสสู้กับเหลี่ยมเขี้ยวของพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามฉกฉวยสถานการณ์หยิบชิ้นปลามัน รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ แนวร่วมฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ที่ชิงตีกินกระแส แห่ประจานเกมฮั้วระหว่างท็อปบูตกับ “นายใหญ่”

เตะตัดขา ทอนกำลังภายในของทีม คสช.ไปในที

อย่างไรก็ดี ว่ากันตามผลในระยะยาว มันก็สะท้อนจากบทวิเคราะห์ของสื่อไทยและสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ฟันธงตรงกัน การที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เลือกทางหนี ไม่ฟังคำตัดสินของศาล

ถือเป็นสถานการณ์เชิงบวกกับ คสช.เต็มๆ

ไม่ต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมจากผลคดีของอดีตนายกฯหญิง ที่ไม่ว่าออกมาเป็นบวกหรือลบ ก็หนีไม่พ้นกระแสต่อต้านจากฝ่ายที่พอใจและฝ่ายที่ไม่พอใจ

“ยิ่งลักษณ์” หายไป แรงเสียดทานย่อมลดลงตามเงื่อนไขสถานการณ์

และนั่นก็เป็นโอกาสให้ คสช.ได้เดินหน้าบริหารตามยุทธศาสตร์ หนทางสะดวกในการเดินแผนงานไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน

ไม่ให้ปฏิวัติยึดอำนาจเสียของซ้ำซาก

ประเมินได้จากอาการคึกคักของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศเสียงดังๆ วันนี้ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเขียวทั้งกระดาน เป็นยังไงบ้าง เคยมีบ้างไหม

อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ตลอดไป

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ชี้เลยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวขึ้นอย่างมาก เนื่องมาจากนักลงทุนต่างชาติมองเห็นว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจของไทยล่าสุดได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย มีเสถียรภาพมากขึ้น จากเดิมที่มีความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น แต่ขณะนี้เมฆหมอกก็เริ่มกระจายตัวแล้ว

แนวโน้มพิสูจน์ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจส่งสัญญาณบวกทุกมิติ

ตามจังหวะที่รัฐบาล คสช.รีบตีธงเดินหน้ายุทธศาสตร์ลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่ประชุม ครม.ช่วงต้นสัปดาห์ได้อนุมัติโครงการ “ประชารัฐสวัสดิการ” ให้ความช่วยเหลือผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงินเริ่มต้น 41,940 ล้านบาท ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยกว่า 11.6 ล้านคน

เป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทั้งค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตรจากร้านค้าประชารัฐ และร้านอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด อีกส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง ได้แก่ รถเมล์ รถไฟฟ้า รถโดยสาร บขส. และรถไฟ

โดยเริ่มแจกจ่ายบัตรได้ในวันที่ 21 กันยายน เพื่อให้ทันใช้บัตรได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

ในจังหวะตีเหล็กกำลังร้อน รัฐบาล คสช.ชิงกระตุกกระแสประชารัฐสวัสดิการซื้อใจประชาชนฐานราก

เดินหมากการเมืองแฝงไปกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ

พร้อมๆกับการเดินหน้าตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน พร้อมกรรมการส่วนใหญ่มีตำแหน่งในรัฐบาล คสช.และคนดังๆในแวดวงเศรษฐกิจอย่างนายศุภชัย พานิชภักดิ์ นายกานต์ ตระกูลฮุน นายชาติศิริ โสภณพนิช นายบัณฑูร ล่ำซำ ฯลฯ

รองรับสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน 5 ปี และการคุมเกมปฏิรูปยาว 20 ปี

ฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ได้จังหวะวางเกมอำนาจข้ามช็อต

ในจังหวะที่พรรคเพื่อไทย เครือข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” กำลังเสียอาการทรงตัวอย่างแรง พรรคเพื่อไทยทำได้แค่ออกแถลงการณ์ “การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในอนาคต” หลังอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่มาปรากฏตัวต่อศาลเพื่อฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าว

โดยยืนยันจะยังคงดำรงความเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชน ที่จะสร้างความเข้มแข็งและโอกาสในชีวิตให้แก่ประชาชนต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

แสดงความพร้อมในการเดินหน้าทางการเมือง ไม่ให้กองเชียร์หวั่นไหว

แต่จุดที่ต้องจับตาจากนี้ไป พรรคเพื่อไทยหนีไม่พ้นต้องยกเครื่องใหญ่ ตามไฟต์บังคับ “วัดใจ” คนตระกูล “ชินวัตร” จะเลิกการเมือง ระบบ “บริษัท จำกัด” หรือไม่

จะมีคนหาญกล้ามาเป็นเหยื่อซ้ำชะตากรรม “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” อีกหรือเปล่า

โดยเฉพาะเป้าโฟกัสจับจ้องไปที่ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ยังเป็นขุมกำลังสำคัญที่เหลืออยู่ของพี่น้อง “ชินวัตร” และเป็นกลไกหลักในพรรคเพื่อไทย

ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ผู้เป็นสามีคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี หลุดบ่วงพันธะทางคดี มีคุณสมบัติที่จะลงสนามเลือกตั้ง

ยังมีโอกาสแก้ตัวสถานะ “นายกฯนอกทำเนียบฯ”

นี่คือจุด “วัดดวง” ที่จะบ่งชี้เกมอำนาจ “นายใหญ่”

ถ้า “เจ๊แดง” ใส่เกียร์เดินหน้า ดัน “สมชาย” ลงสนาม นั่นคือตระกูลชินฯลุยถั่วสู้ต่อ

แต่ถ้ามีการสลับฉากให้คนอื่นมาคุมทัพพรรคเพื่อไทยแทน ตามแผนโอกาสสูงกว่าใครที่หวยจะออกที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง

นั่นย่อมแสดงว่าตระกูล “ชินวัตร” ยอมก้มหลบต่ำ

และมันก็จะตอกย้ำ “ดีล” อำนาจ ที่โดยธรรมชาติของการต่อรองไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด

ที่สำคัญไม่มีทางล้มล้างคดีได้

แค่ปล่อยให้หนี ไม่รุกไล่บี้ ก็พอแล้วสำหรับฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ.

“ทีมการเมือง”