วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'วิษณุ' วอนเคารพศาล ขอคดีจบ อย่าทวีตโต้กันอีกเลย

"วิษณุ" ชี้ยุทธศาสตร์ฯปรับเปลี่ยนได้ ตามกระแสโลก แต่ต้องอยู่บนหลักความจริง สร้างความเป็นธรรมให้สังคม ระบุกระบวนการยุติธรรมไทยยังเชื่อถือได้ ขออย่าทวีตโต้กันอีกเลย เมื่อคดีจบในศาล ควรยุติกันเท่านี้   

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.60 ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทยต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ" ซึ่งมีผู้เข้าฟัง ประกอบด้วย ทูตต่างประเทศ คณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ และนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง

โดย นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปประเทศจะไม่สำเร็จถ้าไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องอยู่บนความจริง สถานการณ์โลก ความเป็นไทย หลักนิติธรรม และกรอบเป้าหมายของสหประชาชาติ ขณะที่กระบวนการยุติธรรมมี 4 มิติ คือ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง ทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องเข้ามาร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาคน ด้านการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมให้คนในสังคม เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมโดยตรง รัฐธรรมนูญปัจจุบันบัญญัติว่ารัฐต้องจัดให้มีการบริหารงานยุติธรรมในทุกด้าน จึงต้องปรับปรุงงานด้านกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ ให้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างสะดวกและง่าย รวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายถูก อีกทั้งต้องกำหนดเวลาของการดำเนินคดีทุกขั้นตอนอย่างชัดเจนว่าจะใช้เวลากี่เดือน กี่ปี ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่คณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องไปคิดว่าจะทำรูปแบบออกมาเป็นอย่างไร 

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า รัฐบาลทราบว่านับวันมีคดีขึ้นศาลเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2559 มีการร้องคดีต่อศาลทั่วประเทศ โดยในศาลชั้นต้นมี 175,000 คดี ศาลสามารถตัดสินได้ 140,000 คดี ที่เหลือไปพอกในปีถัดไป ศาลอุทธรณ์มี 50,000 คดี สามารถตัดสินได้เสร็จ 40,000 คดี คดีขึ้นศาลฎีกา 20,000 ตัดสินคดีเสร็จ 11,000 คดี ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับปรุง ปฏิรูป โดยควรเปลี่ยนให้จบแค่ชั้นศาลอุทธรณ์แล้วให้เหลือแต่คดีที่จำเป็นจริงๆ ให้ถูกส่งไปถึงศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องยุติลงได้อย่างน่าเชื่อถือ และเกิดความพึงพอใจ แต่ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจ ย่อมมีคนที่ไม่พอใจผลตัดสิน ซึ่งเราก็ปล่อยเขาไป 

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ไม่อยากอ้างถึงมงแต็สกีเยอหรือเชคสเปียร์ แต่เชคสเปียร์เป็นผู้ประพันธ์เรื่อง "เวนิสวานิช" ที่เป็นเรื่องพ่อค้าทะเลาะกัน โดยพระเอกที่เป็นพ่อค้าไปกู้ยืมเงินจากพ่อค้าชาวยิวหน้าเลือด ที่ชื่อ"ไชล็อก" แต่พระเอกถูกฟ้องเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ ไชล็อกจึงบอกกับศาลว่ามีเงื่อนไขว่าเฉือนเนื้อหนัก 3 ปอนด์เป็นการใช้หนี้ แต่ทนายความของพระเอกบอกว่าเฉือนก้อนเนื้อได้ แต่ห้ามมีเลือด มิฉะนั้นถือว่าผิดสัญญา ซึ่งศาลเห็นชอบ ทำให้ไชล็อกร้องว่าไม่ยุติธรรมเลย พระเอกจึงพูดว่า "โธ่ยิว เมื่อพูดถึงความยุติธรรม จงกำหนดจดจำให้ด้วยว่าในกระแสยุติธรรม ยากจะหาความเกษมเปรมใจ" ซึ่งนี่แปลว่าเมื่ออ้างถึงความยุติธรรม แล้วยากที่ทุกคนจะหาความถูกใจได้ทั้งหมดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อคดียุติจบในศาลแล้ว อย่าได้ทวิตเตอร์กันอีกเลย ขอให้จบกันเท่านี้