วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดเส้นทางมังกรทะยานฟ้า “โชริวโด” ผ่าใจกลางญี่ปุ่น ค้นหา ”นินจา” ในตำนาน

ไปๆ มาๆ สมัยนี้ ญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่คนไทยเดินทางไปง่ายมากขึ้นกว่าหลายปีก่อนเยอะ เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเลยด้วยซ้ำ ด้วยเวลาที่ใช้เดินทางไม่เกิน 6 ชั่วโมง ก็ถึงที่หมาย จนพักหลังๆ นี่ใครเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นรับประกันได้ว่าต้องเจอคนไทยที่นั่นในที่ต่างๆ แน่นอน

หลายคนที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น อาจจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป บ้างก็ไปเพื่อช็อปปิ้ง บ้างก็อยากไปสัมผัสบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่ก็มีผู้คนอีกไม่น้อยที่ต้องการไปเรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติญี่ปุ่น รวมถึงอาหารเลิศรสที่ปรุงจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีจนมีความเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติสอดแทรกในทุกคำที่ได้ลิ้มลอง

เที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้ จะพาทุกท่านไปสัมผัสกับเส้นทางมังกรทะยานฟ้า หรือ “โชริวโด” (Shoryudo) เส้นทางอันโด่งดังอีกสายหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น ทริปนี้เป็นการเดินทางผ่าตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นสภาพภูมิประเทศมีทั้งที่ราบสลับภูเขาก็สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ เส้นทาง โชริวโดนี้ประกอบไปด้วย 9 จังหวัด คือ โทยามะ อีชิคะวะ ฟุกุอิ นากาโนะ กิฟุ ชิซุโอกะ ไอจิ มิเอะ และ ชิกะ


แต่ละจังหวัดล้วนมีของดีประจำพื้นที่ ที่ขึ้นชื่อแทบทั้งสิ้น สถานที่แรกที่จะพาไปแนะนำ คือไร่ชาในดินแดนจังหวัดชิซุโอกะ พื้นที่การปลูกชาที่นี่ เป็นเนินเขาปลูกลดหลั่นกันไป และขอบอกว่าเกือบครึ่งของชาที่ดื่มกันในประเทศญี่ปุ่น มาจากที่นี่ทั้งสิ้น สำหรับการเข้าเยี่ยมชม ไร่ชาที่นี่ปรับปรุงเป็นการท่องเที่ยวเสริมเข้าไปด้วย โดยให้ผู้ที่มาท่องเที่ยว สวมใส่ชุดแบบที่ชาวไร่ชาใส่ทำงานกัน โดยมีจัดเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ เรียกว่าได้แต่งองค์ทรงเครื่องกันแบบกลมกลืน ที่สำคัญก่อนเข้าไร่ จะมีสเปรย์ให้ขวดนึงสำหรับฉีดพ่นแขนขาป้องกันแมลงต่างๆ ที่อาจเกาะเข้าไป หรือเกาะออกมาอันนี้ไม่แน่ใจ แต่เดาว่าป้องกันไม่ให้มีแมลงใดๆ เข้าไปรบกวนไร่ชาเขามากกว่า หลังแต่งตัวกันเสร็จก็จะเดินขึ้นเนินเขาที่ใช้เป็นสถานที่ปลูกชา ซึ่งมีพื้นที่มหาศาลเขียวไปหมด


การท่องเที่ยวไร่ชา เจ้าของอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเก็บใบอ่อนของชาได้ โดยจะมีการแนะนำวิธีเลือก วิธีเก็บตามต้นตำรับกว่า 800 ปี ที่ทำมากันเลยทีเดียว หลังเที่ยวชมถ่ายภาพกับไร่ชากันจนเต็มอิ่ม เจ้าของก็พาเดินลงมาชมโรงงานขนาดย่อมๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งโรงงานนี้เอาไว้แปรรูปชาที่ได้เป็นชาอบแห้ง และรูปแบบอื่นๆ เพื่อเก็บไว้ขายต่อไป ส่วนด้านหน้าใกล้ที่จอดรถ ก็จะมีร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์จากใบชาที่น่าสนใจมากมาย และจะแปลกใจที่รู้ว่า ชา เอามาดัดแปลงเป็นอาหารอะไรได้มากกว่าที่คิดจริงๆ ทั้งไอศกรีม วาฟเฟิล ฯลฯ


เสร็จจากการเที่ยวชมไร่ชา มาต่อกันที่เครื่องปรุงอีกอย่างที่ขึ้นชื่อจนน้ำตาไหล ของประเทศญี่ปุ่น นั่นก็คือ วาซาบิ นั่นเอง หรือใครจะเถียงว่าน้ำตาไม่ไหล เมื่อได้ลิ้มลอง วาซาบิ



วาซาบิที่จะพามาแนะนำนี้เป็นวาซาบิคุณภาพจากเมือง อะซุมิโนะ จ.นากาโนะ เหตุที่ต้องให้ชื่อว่าเป็น วาซาบิคุณภาพ เพราะไร่วาซาบิที่นี่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติคือ น้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใครที่ไม่เคยเห็นไร่วาซาบิอาจจะงงๆ วาซาบิ ในญี่ปุ่น ให้นึกภาพการปลูกพืชผักแบบแช่น้ำ ต้นเตี้ยเรี่ยดิน มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ไม่มีกระถาง ไม่มีคันดิน เป็นเหมือนธารน้ำตกที่มีการปลูกต้นไม้บนสายธารน้ำนั่นแหละ จากการสังเกตอย่างถี่ถ้วน พบว่าสายน้ำที่ไหลผ่านมาใสมากและมีความเย็นในระดับหนึ่งเลย การเที่ยวชมไร่วาซาบิ ได้รับความรู้จากมิสเตอร์ วาซาบิแมน อย่างเต็มที่ ทั้งการปลูกการดูแล และธรรมชาติของวาซาบิ รวมถึงการดัดแปลง วาซาบิ มาทำเป็นเครื่องบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ใครจะไปคิดว่า วาซาบิ สามารถเอามาทำอะไรทานได้มากมายขนาดนี้


สลับฉากจากการพาชมเรื่องอาหารการกินมาที่วัฒนธรรมที่สวยงามกันบ้าง สวยงามขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ไปแล้ว สถานที่ที่ว่านี้ก็คือ หมู่บ้านโบราณ ชิราคาวาโกะ (Shirakawako) หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาใน จ.กิฟุ เอกลักษณ์ของบ้านโบราณเหล่านี้อยู่ที่รูปแบบการสร้าง โดยการมุงหลังคาด้วยฟางข้าว กัตโชทสึคุริ หรือที่เรียกว่าการสร้างบ้านแบบ (Gassho-zukuri)ซึ่งมีความเป็นมายาวนานกว่า 250 ปี


อยากบอกว่า ก้าวเท้าเข้าบ้านแล้วแหงนหน้าขึ้นไปมองหลังคาบ้านโบราณเหล่านี้ จะพบว่าเป็นมัดฟางจำนวนมากที่นำมาจัดเรียงแล้วยึดติดกันเป็นแผง แน่นขนาดที่ว่ากันฝนกันลมได้ เป็นหลังคาที่เกิดจากฟางเส้นเล็กๆ แต่ทรงอานุภาพมากจริงๆ และน่าจะใช้ความอุตสาหะอย่างมากในการสร้างหลังคาบ้านด้วยฟางเส้นเล็กนับแสนเส้นแบบนี้ ส่วนประกอบอื่นของตัวบ้านเช่น เสา พื้น หรือโครงหลังคา เป็นไม้ท่อนใหญ่และหาตะปูไม่เจอสักดอก แต่ความแข็งแรงของบ้านโบราณเหล่านี้ขอบอกว่าแผ่นดินไหวยังไม่สามารถล้มบ้านนี้ได้เลย เพราะมีหลังหนึ่งที่ติดคำบรรยายไว้ประมาณว่าเป็นบ้านที่รอดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งดูจากสภาพแล้วมันยังดูดีอยู่เลย

บรรยากาศภายในหมู่บ้านโบราณถือว่าสมจริงมาก ไม่มีเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าให้พบเห็นจนนึกว่าตัวเองเดินย้อนเวลาไปหาอดีตเมืองเก่าเข้าจริงๆ ย้อนเวลาอย่างนั้นได้คงดี...

ไฮไลต์อีกอย่างจากทริป โชริวโด คือการสัมผัสวัฒนธรรมสายบู๊ของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจาสำนักอิกะ ต้นกำเนิดอิกะริว นินจาที่มีเรื่องราวยาวนานมากว่า 400 ปีเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์นินจาแห่งนี้ จะพานักท่องเที่ยวเข้าสู่โลกของนินจาอย่างใกล้ชิดมากตั้งแต่เรื่องของการแต่งกาย ที่นี่จะมีห้องแต่งตัวให้นักท่องเที่ยวได้สวมเครื่องแบบ เสื้อผ้าแบบที่นินจาสวมใส่ ก่อนพาเที่ยวชม ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ จะมีพื้นที่จัดแสดงไว้หลายส่วน มีส่วนที่เป็นลานสำหรับซ้อมปาดาวกระจาย (ภาพเป้าดาวกระจาย) อาวุธสุดฮิตของเหล่านินจา และส่วนจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้เหล่านินจาโบราณ ทั้งอาวุธ เครื่องดำรงชีพ เครื่องแต่งกาย ฯลฯ


นอกจากนั้นก็จะมีพื้นที่ที่ใช้จัดการแสดงของเหล่านินจาตัวจริงด้วย ซึ่งเป็นที่โชคดีอย่างยิ่งที่ทีมงานได้รับการอนุญาตให้ถ่ายภาพและคลิปของการแสดงครั้งนี้ได้ นี่จึงเป็นคลิปที่หาชมได้ยากอีกคลิปหนึ่ง เพราะเป็นคลิปแสดงการใช้อาวุธ ดาวกระจาย ของนินจาโบราณ ซึ่งขอบอกว่าดูเหมือนง่ายแต่ไปลองใช้เองจริงๆ แล้วยากมากๆ



ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในตำนานของนินจา ก็คือ บ้านนินจา ที่มีช่องลับ มีกลไก ต่างๆ นานา ให้แปลกใจได้แทบทุกมุมบ้าน บางครั้งเราจะเคยเห็นภาพนินจาหายตัวจากที่หนึ่งไปโผล่อีกที่หนึ่งได้ ความลับก็คือกลไกในบ้านเหล่านี้นี่เอง ที่น่าประทับใจคือ กลไกเหล่านี้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ ด้วยความคิดและจินตนาการของคนโบราณโดยแท้ ซึ่งทำให้การเยี่ยมชมครั้งนี้อดทึ่งในไอเดียสร้างกลไกต่างๆ ไม่ได้เลยจริงๆ


พอหอมปากหอมคอกับการแนะที่เที่ยวรายทาง ของเส้นทางสายโชริวโด ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศญี่ปุ่นที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ สกีรีสอร์ต ที่หลายคนนิยมชมชอบที่จะไปกันนัก แต่จะแถมท้ายเมนูเด็ดในรายทางไว้ให้อีกนิดนึง เผื่อเป็นคู่มือในการเที่ยวไปกินไปในแต่ละเมือง

จังหวัด กิฟุ เมืองฮิดะ ต้องทานเนื้อฮิดะ ให้ได้สำหรับท่านที่ชอบทานเนื้อวัว ส่วน จังหวัดชิซุโอกะและ จังหวัดมิเอะ ต้องข้าวหน้าปลาไหลที่ขึ้นชื่อ ที่ย่างด้วยซอสสูตรเฉพาะ

จังหวัดไอจิ ต้องมิโสะคัตซึ หรือหมูทอดทงคัตซึ นั่นแหละ แต่ความพิเศษของที่นี่คือราดด้วยน้ำซอสที่ทำจากมิโสะของขึ้นชื่อใน จ.ไอจิ

ข้ามมาจังหวัดอิชิคาวะ เมืองคานาซาวะ ต้องจัดด้วยข้าวแกงกะหรี่ว่ากันว่าข้าวแกงกะหรี่ที่นี่ รสชาติ เจ้มจ้น มากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ข้ามมานาโกย่า ต้องทานขนมอุอิโระ ถือเป็นของดีขึ้นชื่อที่สุดในเมืองนาโกย่า เพราะถือเป็นขนมญี่ปุ่นโบราณที่เก่าแก่และเป็นขนมขึ้นชื่อในด้านรสชาติ

ปิดท้ายด้วย อุนางิพาย ขนมโบราณของ เมืองฮามามัตซึ จังหวัด ชิซุโอกะ ที่มีความเป็นมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยความพิเศษของอุนางิพายคือการใช้ส่วนผสมของปลาไหลน้ำจืดจากทะเลสาบฮามานะ ทะเลสาบที่ได้รับการยกย่องจากชาวญี่ปุ่นว่ามีปลาไหลน้ำจืดที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศ

บทสรุปของทริป โชริวโด ครั้งนี้ยังคงยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ญี่ปุ่นเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ที่ผสมผสานเอาเทคโนโลยีและความเจริญเข้าไปด้วยได้อย่างลงตัว ในบางพื้นที่เราจะพบว่ามีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในชีวิตมากมาย แต่ในการดำรงชีวิตทุกวันก็ยังคงมีความดั้งเดิมของญี่ปุ่นสอดแทรกไว้ด้วยเสมอ

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ใครไม่มีโอกาสเดินทางไปไม่ต้องเสียใจ ไปบางกะปิแทนได้ เพราะระหว่างวันที่ 8-18 กันยายนนี้ เดอะมอลล์ ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ สาขาบางกะปิ จัดงาน JAPAN DISCOVERY SHORYUDO : DRAGON RISE REGION เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ญี่ปุ่น-ไทย ไปที่เดียวก็ได้ทั้งชม และชิม ทุกอย่างที่ว่ามาข้างต้นนั้นครบเหมือนกัน โดยเฉพาะ นินจาโชว์ และบ้านนินจา ASHURA NINJA PERFORMANCE กองทัพอชุราแห่งสำนักนินจาอิกะ จากเมืองอิกะ จังหวัดมิเอะ ที่เต็มไปด้วยกลไกต่างๆ ตามแบบฉบับโบราณแท้ๆ ซึ่งต้องไปสัมผัสด้วยตา แล้วจะรับรู้ถึงความขลังของ “นินจา” ได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่า 8-18 ก.ย. นี้ ยกบรรยากาศความเป็น ญี่ปุ่น มาไว้ที่นี่แน่นอน