วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

18 สัญญาณเตือน "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน"

กลายเป็นโรคฮิตติดอันดับโซเชียลไปในชั่วระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สำหรับ “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” เลยขอถือโอกาสอธิบายขยายความโรคนี้ให้ชัดๆกันอีกสักครั้ง

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โรคเมเนียส์ หรือบางครั้งก็เรียกว่า โรคน้ำในหูชั้นใน ผิดปกติ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยมีน้ำในหูชั้นในมากผิดปกติ ทำให้เสียความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน และการได้ยิน เช่น อาจจะเกิดอาการหูตึง แว่วเสียงดังในหู ส่วนใหญ่มักเป็นกับหูเพียงข้างเดียว มีประมาณ 10-15% หรือมากสุดราว 30% ที่จะเป็นกับหูทั้ง 2 ข้าง

เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย เป็นอันดับ 2 ของสาเหตุอาการเวียนศีรษะ ที่มักพบได้ในคนอายุ 30-60 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

สาเหตุของโรคยังไม่แน่ชัด โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่า ทำไม...ปริมาณของเหลวในหูชั้นใน จึงมีมากกว่าปริมาณปกติ จนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆตามมา แต่เท่าที่พบ เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน เช่น การติดเชื้อไวรัส เช่น หูชั้นในอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูน้ำหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซิฟิลิส ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคทางกาย เช่น โรคภูมิแพ้ โรคของหลอดเลือดในหู ปวดศีรษะไมเกรน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไทรอยด์ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ภาวะเครียดทางจิตใจ การอดหลับอดนอน ร่างกายเหนื่อยล้า การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน รวมถึงการมีประจำเดือน ความไม่สมดุลของน้ำและเกลือแร่ กรรมพันธุ์ และบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรือมีปัจจัยอะไรเลยมากระตุ้นก็มี

อาการสำคัญของโรคนี้ คือ อาการบ้านหมุน หรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมักมีอาการบ้านหมุนเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด อยู่เฉยๆก็เป็นขึ้นมา และแต่ละครั้งมักเป็นอยู่นานเกิน 20 นาทีขึ้นไปถึง 2 ชั่วโมง แล้วหายไปได้เอง แต่ก็อาจจะมีอาการกำเริบได้อีกเป็นครั้งคราวเป็นๆ หายๆ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการทุกวัน หรือนานๆเป็นทีก็ได้ โดยบางครั้ง เมื่อเกิดอาการอาจทำให้ผู้ป่วยทรงตัวไม่อยู่หรือเซล้มลงได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก และอาจมีอาการตากระตุกร่วมกับอาการบ้านหมุนด้วย

การวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้จากการซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด และการตรวจร่างกาย ถ้าผู้ป่วยมาด้วยอาการดังกล่าว แพทย์ก็มักให้การวินิจฉัยได้ ซึ่งพบว่าผู้ป่วยประมาณ 50% เท่านั้นที่มีอาการเด่นชัด ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่ชัดเจนก็จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและแยกจากโรคหรือภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่อาการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากันเสมอไป เพราะอาจเกิดจากโรคอื่นๆได้ด้วย เช่น โรคของทางเดินประสาทและสมอง เช่น เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบเนื้องอกของประสาททรงตัว, โรคของระบบประสาทกลาง, การเสื่อมของระบบประสาทกลางที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว, ความผิดปกติของกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงระบบประสาทกลางทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบประสาททรงตัวไม่พอ, การติดเชื้อของระบบประสาท เป็นต้น

วิธีการรักษาเมื่อมีอาการดังกล่าว ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดและรับการรักษาที่ถูกต้อง ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเมเนียส์ การรักษาจะประกอบไปด้วยการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อเกิดอาการบ้านหมุน การให้ยาบรรเทาอาการ การรักษาไปตามสาเหตุของโรค และการผ่าตัดในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้จากการใช้ยา

ทั้งนี้ มีสัญญาณเตือนสำหรับโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ที่พอสรุปได้ ประมาณ 18 อาการ ดังนี้

1.วิงเวียนศีรษะ รู้สึกเหมือนบ้านหมุนติ้ว 2. เกิดอาการหน้ามืดจนเป็นลม 3.ภายในกระเพาะอาหารรู้สึกปั่นป่วน 4.คลื่นไส้อาเจียน 5.เหงื่อออกมากผิด ปกติ 6.หูอื้อ คล้ายน้ำเข้าหู 7.มีเสียงดังในหูคล้ายกับจิ้งหรีด หรือแมลงร้อง 8. รู้สึกตึงๆ ภายในหูเหมือนมีแรงดันอยู่ 9.เริ่มมีปัญหาการได้ยิน ได้ยินเสียงเบาลง 10.รู้สึกหนักหรือหน่วงๆภายในหู 11.นอนไม่หลับ 12.ควบคุมการทรงตัวไม่ได้ 13.เกิดอาการบวมคั่งของน้ำในหูชั้นใน 14.ปวดศีรษะคล้ายไมเกรน 15.เดินหรือยืนไม่ได้ เกิดอาการเซล้มลงทุกที 16.สายตาเริ่มพร่ามัว 17.เกิดหูแว่ว หรือได้ยินเสียงอะไรเบาๆ อยู่ข้างหู 18.อาจถึงขั้นหูดับหรือหูตึงได้

ซึ่งหากมีอาการทั้ง 18 ข้อดังกล่าวหรือมากกว่า 10 ข้อขึ้นไปให้สงสัยว่าอาจกำลังป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้ อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลาย ไม่เครียด ทำอารมณ์ให้แจ่มใส หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารที่มีรสเค็ม เน้นผักและผลไม้เป็นหลัก พร้อมกับดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันให้มากขึ้น

ก็จะสามารถลดปัจจัยเสี่ยงและปลอดภัยจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้แล้ว....!!!