วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลี้ภัย ตายต่างแดน จากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในประวัติศาสตร์การเมืองสยามประเทศนั้น หากใครได้ใคร่ศึกษา จะพบว่ามีนักการเมืองการปกครองหลายคน มีจุดสูงสุดและก็จุดต่ำสุด คล้ายคลึงกัน

ต้องยอมรับว่าในยุคการเมืองที่ดุเดือดที่สุด ก็คือยุคหลังเปลี่ยนการปกครอง 2475 เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระบบการปกครอง และผู้ที่ใคร่อยากได้อำนาจก็ต้องลงมือช่วงชิง แต่ก็ไม่ได้ครอบครอง และต้องจบชีวิตลงในต่างแดน

… เมื่อ คณะราษฎร ลงมือ แน่นอนเป้าหมายแรกจึงต้องพุ่งตรงไปหาผู้ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น นั่นคือ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต” พระโอรสองค์โปรดของ ในหลวง ร.5 โดยขณะนั้น ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (สมัยรัชกาลที่ 7) และดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่ง

เมื่อถึงเวลา พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ กับ พ.ต.หลวงพิบูลย์สงคราม (จอมพล ป.) นำนักเรียนนายร้อยปีสุดท้าย 111 คน พร้อมด้วยรถถังไปถึง “วังบางขุนพรหม”

กรมพระนครสวรรค์ฯ ถูกคุมตัวขึ้นรถถังไปพระที่นั่งอนันตสมาคม กำลังทหารเคลื่อนพลเข้าสู่กรุงเทพฯ คณะราษฎร ได้เข้าเฝ้าฯ และขอให้พระองค์ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ พระองค์ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ จึงประทานลายพระหัตถ์ถึงทหาร ข้าราชการ พลเมือง ให้ช่วยกันรักษาความสงบ

จากนั้นถูกเชิญขึ้นรถไฟ ในวันที่ 3 ก.ค. 2475 ขบวนพิเศษมุ่งสู่มลายู โดยห้ามจอดทุกสถานี พระองค์เสด็จต่อไปยังเมืองบันดุงในชวา และสร้างพระตำหนักประเสนเบา เป็นที่ประทับ ใช้ชีวิตด้วยการทรงดนตรีไทย และแต่งเพลงไทยเดิม จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2487 ขณะที่มีพระชนมายุ 63 พรรษา ส่วนวังบางขุนพรหมถูกยึด และกลายเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน

ต่อมา เป็นคิวของ พระยามโนปกรณนิติธาดา หรือ ก้อน หุตะสิงห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของสยามประเทศ วันที่ 28 มิถุนายน 2475 ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการคณะราษฎร ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นประธานกรรมการคณะราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการราษฎรเป็นคณะรัฐมนตรี ในอีก 1 ปีต่อมาได้ถูกยึดอำนาจอีกครั้ง และได้ถูกเชิญขึ้นรถไฟสายเดียวกับ กรมพระนครสวรรค์ฯ และถึงแก่อสัญกรรม ณ ปีนัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2491 รวมอายุ 64 ปีเศษ

คนต่อมา คือ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ชื่อเดิม เทพ พันธุมเสน หัวหน้าเสนาธิการผู้วางแผนยึดอำนาจของกลุ่มคณะราษฎร เมื่อปี 2475 และผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ต่อมาเกิดแตกคอกับ พ.อ.หลวงพิบูลย์สงคราม (จอมพล ป.) กระทั่งมีโอกาสขณะพาลูกศิษย์ไปดูงานที่กรมทหารราชบุรี พระยาทรงสุรเดช ก็ถูกเชิญให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัด ถูกนำตัวส่งขึ้นรถไฟไปอรัญประเทศ ข้ามไปลี้ภัยในอินโดจีนของฝรั่งเศส โดยต้องใช้ชีวิตยากลำบากในไซ่ง่อนและพนมเปญ กระทั่งถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2487 ด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ หรือสันนิษฐานว่าเป็นการวางยา

วันที่ 8 พ.ย. 2490 ได้เกิดการรัฐประหาร ทำให้ “จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม” หรือ แปลก พิบูลย์สงคราม กลับคืนสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งการรัฐประหารครั้งนั้น ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 8 สมัย รวมระยะเวลา 14 ปี 11 เดือน และ 11 วัน จนได้รับฉายา “นายกฯ ตลอดกาล”

แต่คำว่า “ตลอดกาล” มันก็แค่คำเรียกขานเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงคนที่เข้ามาหักเหลี่ยมเฉือนคม จอมพล ป. ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ด้วยวิธีการเดียวกัน นั่นก็คือ การรัฐประหาร วันที่ 16 กันยายน 2500

ว่ากันว่า คืนนั้น จอมพล ป. รู้ดีว่า จอมพลสฤษดิ์ คิดจะทำอะไร จึงได้เตรียมที่ลงมือจับ จอมพลสฤษดิ์ แต่..จอมพลสฤษดิ์ ชิงลงมือก่อน ทำให้จอมพล ป. ต้องหลบหนีจากทำเนียบฯ กลางดึก จากนั้นได้ขับรถสปอร์ตคู่ใจมุ่งไป จ.ตราด ก่อนจะต่อเรือไปเขมร จากนั้นก็ไปบวชที่อินเดีย ซึ่งการไปครั้งนั้นเรียกว่า ไปแล้วไปลับ...

จอมพล ป. ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2507 ณ บ้านพักที่ ต.ซากามิโอโน ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อัฐิได้กลับมาบ้านเกิด โดยถูกนำมาบรรจุในเจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน เมื่อ 30 กรกฎาคม 2507 ร่วมกับอัฐิของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

ย้อนกลับไปในเวลาที่ จอมพล ป. กำลังหนีเตลิดไป จ.ตราด อีกด้านหนึ่งคือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ขุนพลคู่ใจ “นายกฯ ตลอดกาล” เมื่อจอมพล ป. หมดอำนาจ “นายพลผ้าขาวม้าแดง” จอมพลสฤษดิ์ ได้มีคำสั่งเรียกตัว พล.ต.อ.เผ่า “บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย” ซึ่งเป็นผู้สร้างกรมตำรวจเป็นกองทัพ พร้อมคำขวัญที่ว่า “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” ให้มารายงานตัว

พล.ต.อ.เผ่า นั้นไม่กลัวเกรง เดินทางมารายงานตัว

“อั๊วมาแล้วโว้ย ไม่ได้หนีไปไหนหรอก จะเอายังไงก็เอา”คำทักทายของ พล.ต.อ.เผ่า

“อั๊วฆ่าลื้อไม่ลงหรอกโว้ยเผ่า ลื้อล้างมือเสียเถอะ จะไปบวชหรือไปสงบสติอารมณ์อยู่ต่างประเทศก็ตามใจ" จอมพลสฤษดิ์ กล่าว 

ในเวลาต่อมา จอมพลสฤษดิ์ ได้ส่ง พล.ต.อ.เผ่า ขึ้นเครื่องบินไปลงที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กระทั่ง พล.ต.อ.เผ่า เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ที่กรุงเจนีวา วันที่ 21 พ.ย. 2503

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่ต้องลี้ภัย และเสียชีวิตในต่างแดน ขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่ๆ บางคนที่ลี้ภัยไปแล้ว บางคนเห็นว่าอยู่สุขสบาย แต่บางรายก็จบชีวิตลงไปบ้างก็มี ชะตากรรมนี้จะจบลงเหมือนๆ กันทุกคนหรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์