วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เทือก-มาร์ค' รอด 'ฎีกา' ยืนยกฟ้อง ยิงม็อบ53

ชี้กระบวนการฟ้องผิดช่องทาง ‘เต้น’ ล่าล้านชื่อ-จี้ป.ป.ช.ฟื้นคดี ‘วิษณุ’ สวน ‘ทักษิณ’ ผิดกาลเทศะ “เทพเทือก” ตอกกลับ “ทักษิณ” ไม่มีอะไรเลวร้ายกว่ารัฐบาลที่อ้างประชาชนมาทำร้ายประชาชน “มาร์ค” เหน็บเผด็จการประชาธิปไตย บางทีก็รุนแรงกว่าเผด็จการของแท้ ท้าพูดชี้ชัดวัดกันที่หลักฐาน ขึ้นธรรมาสน์แนะเพื่อไทยก้าวให้พ้นครอบครัวชินวัตร “วิษณุ” สวน “ทักษิณ” อ้างอิงผิดกาลเทศะ “บุญทรง” เครียดวืดประกันตัวรอบ 2 ทนายจ่อยื่นอีก “มาร์ค-เทือก” เฮ ศาลฎีกายกฟ้องคดีสลายม็อบแดงปี 53 ชี้ฟ้องผิดช่องทาง พร้อมสู้อีกรอบถ้า ป.ป.ช.จะสอบใหม่ นปช.จี้ ป.ป.ช.ทบทวนฟื้นคดี “เต้น” ขู่ล่าล้านชื่อยื่นเรื่องให้สภาหลังเลือกตั้ง “วัชรพล” ชี้ถ้ามีหลักฐานใหม่ก็ฟื้นคดีได้ ยันว่าไปตามขั้นตอน ไม่กล้าละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ประเด็นการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ยังมีคำถามจากสังคมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปไหน ออกนอกประเทศอย่างไร มีการประสานงานตกลงกับฝ่ายผู้มีอำนาจหรือไม่ ขณะเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯผู้เป็นพี่ชายก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว เปรยถึงกระบวน การยุติธรรมที่เลวร้ายนั้น

กต.รอต้นเรื่องชงถอนพาสปอร์ต “ปู”

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในต่างประเทศ รวมถึงการเพิกถอนหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ ส่วนประเด็นการเพิกถอนหนังสือเดินทางนั้น ขณะนี้สถานะในทางคดียังไม่ถือว่าสิ้นสุดตามกระบวนการกฎหมาย เพราะศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา เมื่อมีคำพิพากษาจำเลยก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ส่วนที่ศาลได้ออกหมายจับ ขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับใช้กฎหมาย ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ การพิจารณา เพิกถอนหนังสือเดินทางจะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือ เดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 23 (2) ว่าด้วยการยกเลิกหนังสือเดินทาง และข้อ 21 (2) เมื่อได้รับแจ้งว่าผู้ซึ่งกำลังรับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่าไม่ควรจะออกหนังสือ เดินทางให้ เมื่อได้รับเรื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการเมื่อเข้าเงื่อนไขระเบียบดังกล่าว ซึ่งเป็นการดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีอื่นๆโดยไม่เลือกปฏิบัติ

“ดอน” ระบุถึงวันนี้ยังไม่ชัดอยู่ไหน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานกับต่างประเทศเพื่อติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า หากทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีไปประเทศใดก็สามารถประสานติดตามตัวได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เบื้องต้นได้ประสานในทุกประเทศที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลตอบกลับมา และไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ว่าประเทศปลายทางจะตอบกลับมาเมื่อไร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มองว่ายังไม่จำเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศจะใช้ช่องทางฮอตไลน์ประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน

ผบ.เหล่าทัพงดพูดปม “ทักษิณ–ปู”

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เดินทางมาร่วมพิธีเปิดอาคารเรือนรับรอง ภักดีบดินทร์ เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคลื่อนไหวในโลกโซเชียลโจมตีกระบวนการยุติธรรม โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันยังพูดตรงกันว่าไม่ทราบเส้นทางออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และไม่ทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและติดตาม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีภาพเผยแพร่เป็นรถยนต์ตำรวจวิ่งเข้าออกบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ คืนวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นคืนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศว่า “ไม่ทราบ” เมื่อถามว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวสั้นๆว่า “ท่านศรีวราห์” เมื่อถามย้ำว่า หากพบมีรถตำรวจเข้าออกบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถตรวจสอบได้ หรือไม่ว่าใครเป็นคนขับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ย้ำว่า “มอบให้ท่านศรีวราห์หมดแล้ว”

“เทือก” ตอกกลับ “ทักษิณ” ทำร้ายชาติ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. โดยอ้างหลักแนวคิดของมงแต็สกีเยอ ปราชญ์และนักวิพากษ์สังคมชาวฝรั่งเศสว่า ได้อ่านคอลัมน์ของเปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เห็นด้วยกับที่บอกว่า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่ารัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาชน แล้วใช้อำนาจหน้าที่ทำร้ายประเทศชาติและประชาชน เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ น้องสาวนายทักษิณหลบหนีไม่ฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว นายสุเทพกล่าวสั้นๆว่า ไม่ทราบ ไปหาให้เจอก่อนแล้วกัน

“มาร์ค” เหน็บพวกเผด็จการคราบ ปชต.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ “ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 101 ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยกคำพูดของมงแต็สกีเยอ ว่า การอ้างอิงคำพูดดังกล่าวจะเป็นจริงต่อเมื่อมีคนอาศัยคราบของกระบวนการยุติธรรม หรือการใช้กฎหมายไม่มีความเที่ยงตรง เที่ยงธรรม คำถามคือทำไมนายทักษิณถึงตั้งคำถามนี้กับกระบวนการยุติธรรมไทยเวลาที่ตัวเองไม่ชนะคดี ทำไมตอนตัดสินคดีพันธมิตรฯไม่อ้างอิงคำพูดมงแต็สกีเยอ ตนคิดว่าเผด็จการในคราบประชาธิปไตย บางทีก็รุนแรงกว่าเผด็จการที่เปิดตัว ดังนั้นการจะอ้างอิงคำพูดใดก็ต้องดูพฤติกรรมด้วยว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ตกลงคำนี้จะใช้กับสถานการณ์อะไร

ท้าชี้หลักฐานชัดๆ อย่าพูดลอยๆ

“ถ้าเขามีความชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรม หรือการใช้กฎหมายนี้มันมีการบิดเบือน ตรงไหนอย่างไร แล้วแสดงให้เห็น ก็จะทำให้คำพูดนี้มันฟังขึ้น เช่น ถ้าเกิดว่ามีใครไปทิ้งถุงขนม แล้วศาลรับถุงขนม แล้วตัดสินตามที่ขอ ถ้าอย่างนี้ผมว่าใช่เลย แต่นี่เราก็ยังไม่เห็นมีอะไร อยู่ดีๆก็หยิบตรงนี้ขึ้นมา ถามว่าผมเห็นด้วยกับทุกคดีที่ตัดสินไหม ผมก็ไม่ได้เห็นด้วย บางคดีผมก็แพ้ ฝ่ายผมก็แพ้ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่ว่าถ้าเราเลือกแต่จะบอกว่า เมื่อไหร่ที่เราแพ้แปลว่ามันสองมาตรฐาน หรือมันบิดเบือน ผมว่ามันก็เกินไป ยกเว้นอย่างที่ผมบอก คุณมีหลักฐานไหม ว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี้เขาใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่ชอบอย่างไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

แนะเพื่อไทยก้าวข้าม “ชินวัตร”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่า แสดงให้เห็นว่า ยังมีความตั้งใจที่จะต่อสู้ในสนามการเมืองในนามของพรรคการเมืองต่อไป แต่ตนคิดว่า 1.ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และครอบครัว จะหยุดเคลื่อนไหว หรือใช้กลไกของพรรค การเมืองในการเคลื่อนไหว 2.ฐานการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทยยังมีอยู่ และยังเหนียวแน่น ซึ่งสังคมมองเห็นสิ่งที่ไม่ดีคือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แต่น่าสนใจว่าพรรคเพื่อไทยไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนมากที่พึงพอใจกับการทำงานของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยที่ผ่านมา ส่วนตัวอยากให้พรรคเพื่อไทยสามารถก้าวข้ามผลประโยชน์ของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เก็บเกี่ยวบทเรียนจากปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ แต่เอาความนิยมเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานที่ถูกใจประชาชน มาเป็นจุดหลักในการที่จะทำงานทางการเมืองต่อไป ทั้งนี้ ยอมรับว่าคดีความต่างๆ รวมไปถึงการหลบหนีคดี ไม่ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่น

อุทาหรณ์จีทูจีคนรับคำสั่งติดคุก

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงผู้รับผิดชอบต่อกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีออกนอกประเทศว่า คงจะต้องค้นหาข้อเท็จจริงก่อนว่าหนีไปได้อย่างไร เมื่อชัดเจนแล้วถึงต้องไปดูว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง เพราะการช่วยเหลือให้หลบหนีเป็นความผิด ส่วนคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ศาลตัดสินลงโทษนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ให้ถือเป็นอุทาหรณ์ว่า หลายคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในคดีอาจจะไม่ใช่ตัวการหลัก เพราะมีคำพูดอะไรต่างๆ ที่สะท้อนนัยให้เห็นออกมาแล้ว แต่สุดท้ายใครที่อยู่ในตำแหน่งก็ต้องรับผิดชอบตามนั้น โดยเฉพาะข้าราชการ หากมีใครสั่งให้ทำผิดกฎหมายก็ต้องรับผิดชอบ เพราะอยู่ในอำนาจหน้าที่ตัวเอง ส่วนคนที่สั่งเขาไม่มาช่วยแน่ กรณีนี้ชัดที่สุด

สวน “ทักษิณ” ไม่เชื่อมั่นแต่ฟ้องดะ

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ทวีตข้อความโดยอ้างคำพูดมงแต็สกีเยอว่า ถ้าคำกล่าวของนายทักษิณ คือกระบวนการยุติธรรมที่หมายถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ได้ตัดสินคดีจำนำข้าว ก็ถือว่ายกทฤษฎีมาผิด เพราะจะเห็นว่าคดีจำนำข้าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจ คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ส.ส. ได้อภิปรายตั้งกระทู้ เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และส่งต่อไปยังอำนาจตุลาการตามกระบวนการยุติธรรม เป็นการถ่วงดุลอำนาจของ 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตามความหมายของมองแต็สกีเยอ แม้ในสมัยรัฐบาลทักษิณมีอำนาจสามารถสั่งฝ่ายนิติบัญญัติ สั่งฝ่ายบริหารได้ แต่อำนาจเดียวที่สั่งไม่ได้คือ อำนาจตุลาการ และที่บอกว่ากระบวนการยุติธรรมเลวร้าย เราก็ยังเห็นนายทักษิณให้ทนายความมายื่นฟ้องใครต่อใครต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย ดังนั้นขอให้ประชาชนคนไทยภาคภูมิใจว่าเรามีสถาบันตุลาการที่เชื่อถือได้ เป็นสถาบันที่เป็นหลักให้กับประเทศ ไม่ว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร แต่อำนาจตุลาการไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศ ไม่มีใครแทรกแซงอำนาจตุลาการได้

เหน็บ “ทักษิณ” ใช้ไม่ถูกกาลเทศะ

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในยุคนี้ทุกคำพูดของนักปราชญ์นักปรัชญาสามารถใช้ได้ แต่ต้องเอาให้ถูกกาลเทศะ เมื่อถามว่า การนำมาใช้ในช่วงเวลาที่เป็นคดีความถือว่าถูกกาลเทศะหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ไม่ทราบ” เมื่อถามย้ำว่า เป็นการดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่ทราบ ส่วนตัวผมก็รู้จักมงแต็สกีเยอและเวลาที่สอนหนังสือผมก็อ้างปรัชญาของเขาอยู่ แต่เป็นประโยคอื่นที่ไม่ใช่ประโยคนี้ ซึ่งมงแต็สกีเยอ เป็นคนที่พูดว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็นอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่พวกเราพูดกันอยู่ทุกวันนี้ เราก็อ้างในบางเรื่องตามกาลเทศะ แต่ประเภทที่อ้างผิดกาลเทศะมีเรื่องมาเยอะแล้ว และเคยมีที่เป็นจำเลยขึ้นศาลมาแล้ว มีความผิดและยังอ้างผิดกาลเทศะ คำพูดที่พูดเมื่อ 200-500 ปี ในสถานการณ์หนึ่ง แต่พอเอามาใช้เพื่อที่จะให้เข้ากับคำพูดของบริบทตัวเองจึงกลายเป็นว่านำมาหมิ่นประมาทคนอื่น ที่พูดนี้ผมหมายถึงเรื่องอื่นนะ”

“บุญทรง” ไม่ได้ประกันตัวรอบ 2

เมื่อเวลา 10.30 น. นายนรินทร์ สมนึก ทนาย ความของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ผู้ต้องขังคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ถูกศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งพิพากษา จำคุก 42 ปี เปิดเผยถึงการยื่นประกันตัวนายบุญทรงว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 ส.ค. ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความนำคำร้องขอประกันตัวรอบใหม่ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ขณะนี้ต้องรอฟังคำสั่งจากศาลโดยช่วงบ่ายตนจะเดินทางเข้าเยี่ยมนายบุญทรงก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ทีมทนายความนายบุญทรง ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งที่ 2 ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าตัวเครียด–ทนายจ่อยื่นอีก

ต่อมาเวลา 13.20 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายนรินทร์เดินทางมาติดต่อขอเข้าเยี่ยมนายบุญทรง ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. นายนรินทร์กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมว่า เมื่อช่วงเช้าทีมทนายความเดินทางไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่2 แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้เหตุผลว่ายังไม่มีเหตุอันควรให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง ทีมทนายเคารพคำสั่งของศาลและบอกกับนายบุญทรงตามตรง ทำให้ นายบุญทรงมีอาการเครียด แต่พูดคุยได้ตามปกติ สำหรับแนวทางต่อจากนี้ทีมทนายความจะรีบยื่นอุทธรณ์โดยเร็วที่สุด สาเหตุที่ยังไม่ยื่นอุทธรณ์ตอนนี้ เนื่องจากตนยังไม่ได้รับเอกสารการคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม คาดว่าจะเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ระหว่างนี้เตรียมประเด็นที่จะอุทธรณ์ไว้ แต่ไม่สามารถเปิด เผยได้ หากยื่นอุทธรณ์แล้วก็จะทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกครั้ง ส่วนเรื่องอาการป่วยของนายบุญทรงนั้น ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว คุยกันได้ปกติแต่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าไม่ย่อท้อและจะสู้คดีต่อไป

ผู้ต้องขังที่เหลือจ่อยื่นประกัน

ด้านนายธนากร แหวกวารี ทนายความของนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 เปิดเผยว่า กำลังรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของนายมนัสจากครอบครัว และหลักฐานอื่น ในส่วนของจำเลยร่วมเพื่อจะประกอบในคำร้องขอประกันตัว หากเอกสารพร้อมจะยื่นทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 ให้ยื่นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันนับจากที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 ก.ย. สำหรับหลักทรัพย์ประกันตัวเดิมของนายบุญทรง เป็นเงินสด 30 ล้านบาท นายมนัส 12 ล้านบาท นายทิฆัมพรและนายอัครพงศ์ คนละ 8 ล้านบาท ขณะที่เหตุผลเดิมที่ศาลเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีนี้ เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนี

ศาลฎีกาตัดสินคดีสลายม็อบ นปช.53

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 802 ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกาว่าจะรับฟ้องหรือไม่ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อให้เกิดการฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา กรณี ศอฉ.สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553

โดยชั้นสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพต่อสู้ประเด็นการสอบสวนและดำเนินคดีว่า ไม่ได้เป็นอำนาจของดีเอสไอที่จะรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนฟ้องให้อัยการ แต่การสอบสวนเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ส.ค.57 ให้ยกฟ้อง และเห็นว่าคดีนี้ ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวน หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาวันที่ 17 ก.พ.59 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง อัยการโจทก์ยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งรับฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องและมีคำพิพากษาต่อไป

“มาร์ค-เทือก” เฮพิพากษายืนยกฟ้อง

ศาลฎีกาเห็นว่า การสลายการชุมนุมปี 2553 มีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บที่จำเลยที่ 1 ได้ให้ ศอฉ. ดำเนินการควบคุมให้มีการกำหนดแนวห้ามผ่าน และให้ใช้อาวุธปืนเท่าที่จำเป็น จำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. มีการให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงและพลแม่นปืน การออกคำสั่งขอให้สลายการชุมนุมเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตและได้รับอันตราย ซึ่งแสดงว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้อ้างการออกคำสั่งดังกล่าวในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัว ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการกล่าวหาผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 250 (2), 275 ที่ให้ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปผลพร้อมทั้งความเห็นการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยังเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 (2), 66 วรรคหนึ่ง, 70 เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1), 10, 11, 24 และประกาศคสช. ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557 ดังนั้น เมื่อจะต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่วินิจฉัยแล้ว การที่ดีเอสไอได้สอบสวนแล้วสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญานั้น จึงไม่เป็นไปตามกระบวนการและช่องทางตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ขณะที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย และมีคำสั่งตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24, 142 และประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน

พร้อมสู้คดีถ้า ป.ป.ช.จะสอบอีกครั้ง

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายอภิสิทธิ์ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่าคดีในศาลนี้ถือว่าจบแล้ว ส่วนกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ให้นำเรื่องการสลายผู้ชุมนุม นปช.ขึ้นมาพิจารณาใหม่นั้น ขอให้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ส่วนตัวยังไม่ได้รับแจ้งอะไรจาก ป.ป.ช.

ขณะที่นายสุเทพกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยไปแล้ว ส่วนศาลได้วินิจฉัยตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ถ้า ป.ป.ช.จะพิจารณาคดีนี้อีกครั้งตนก็พร้อมที่จะต่อสู้คดี เตรียมหลักฐานไว้ตั้งแต่ตอนบวชเป็นพระแล้ว โดยเขียนเนื้อหารวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดอยู่ในหนังสือที่ได้ยื่นไว้กับ ป.ป.ช. ขณะนั้นตนถูก ป.ป.ช.สอบสวนนานมาก และทำเป็นหนังสือไว้จำหน่ายในชื่อ “คำให้การพระสุเทพ ปภากโร” เพื่อเอาทุนมาตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และเมื่อ ป.ป.ช.วินิจฉัยแล้วเห็นว่าตนทำตามหน้าที่ก็จบ

ต่างกับคดี “สมชาย” สลายพันธมิตร

ต่อข้อถามว่ามีความมั่นใจหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับพวก ในการสลายการชุมนุมเช่นเดียวกัน นายสุเทพตอบว่า เหตุการณ์แตกต่างกัน คือ 1.ตอนที่ตนมีคำสั่งต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้ว ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียกว่าอยู่ในกรอบของกฎหมาย 2.การสั่งการในแต่ละขั้นตอนได้มีคณะกรรมการร่วมพิจารณาว่ามีความจำเป็นเพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติบ้านเมืองมีความสงบ และได้หลีกเลี่ยงวิธีที่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน อย่างการใช้แก๊สน้ำตาตนมีคำสั่งไม่ให้ใช้ประเภทยิง ให้ใช้แบบขว้าง เพราะถ้าใช้แบบยิงจะถูกประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ แต่กรณีที่ต้องสั่งให้มีการใช้อาวุธจริงนั้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ประชาชนเสียชีวิตแล้วบนถนนราชดำเนิน จำเป็นที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธจริงได้ เพื่อระงับยับยั้งฝ่ายที่จะทำร้ายประเทศชาติ ทำร้ายประชาชนและ ทำร้ายเจ้าหน้าที่

คดี กปปส.ดีเอสไออยู่ระหว่างสอบเพิ่ม

นายสุเทพยังกล่าวถึงการดำเนินคดีในส่วนของ กปปส.ว่า ตอน คสช.ยึดอำนาจ พวกตนถูกนำตัว ไปอยู่ค่ายทหาร พอออกมาก็ได้โอกาสเข้าไปมอบตัว เพื่อสู้คดีที่สำนักงานอัยการสูงสุด ต่อมานายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องแกนนำ กปปส.ทั้งหมด ต่อมาพนักงานอัยการจึงสั่งให้ดีเอสไอทำการสอบสวนเพิ่มเติม ตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนยังไม่เสร็จ ขอให้ทำใจเป็นกลาง อย่าเพิ่งพูดว่าคดีช้าใช้เวลาหลายปี เพราะคดีแบบนี้ก็ต้องใช้เวลาหลายปีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร คดีแต่ละคดีก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม จำเลยทุกคนมีสิทธิที่จะต่อสู้คดี นอกจากนี้คดีอื่นๆใช้เวลาต่อสู้นานเหมือนกัน สำหรับแกนนำ กปปส.ส่วนหนึ่งนั้นอัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้ว อยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นศาล ตอนนี้ยังสืบพยานโจทก์ไม่หมด เมื่อถึงกำหนดสืบพยานจำเลย ตนจะไปเบิกความเป็นพยาน

“เหวง” จี้ ป.ป.ช.ทบทวนสั่งฟ้องใหม่

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การที่ศาลฎีกาไม่รับฟ้องคดีสลายการชุมนุมปี 53 โดยวินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาล และดีเอสไอไม่มีอำนาจในการสอบสวนดังกล่าว จึงต้องไปสอบถามคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันว่า จะพิจารณาทบทวนเพื่อสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพหรือไม่ เรื่องนี้ นปช.ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไปแล้ว ถ้า ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันยังยืนยันความเห็นของ ป.ป.ช.เดิมที่ให้ยกคำร้อง ต้องอธิบายต่อสาธารณชนด้วยว่าเพราะเหตุใด ทั้งนี้การยกคำร้องของ ป.ป.ช.ชุดเดิมที่อ้างว่า เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำนั้นไม่เป็นความจริง เป็นการรวบหัว รวบหาง ขัดต่อหลักนิติรัฐ เพราะความผิดแต่ละกรณีมีบริบทที่แตกต่างกัน ต้องแยกพิจารณา

“เต้น” ขู่ล่าล้านชื่อยื่นสภาหลังเลือกตั้ง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนเคารพคำวินิจฉัยของศาล แต่จะไม่หยุดทวงถามความยุติธรรมให้ประชาชนที่ต่อสู้ด้วยมือเปล่า ถูกยิงตายนับ 100 ศพ เมื่อศาลชี้ว่าคดีอยู่ในอำนาจของป.ป.ช. หลังจากมีมติอุทธรณ์จำเลยบางคนในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว การที่แกนนำนปช.ร้องขอให้หยิบยกคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 มาพิจารณาใหม่จะดำเนินการอย่างไร ยิ่งเปรียบเทียบมาตรฐานการปฏิบัติต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ยิ่งไปกันใหญ่ รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใช้แก๊สน้ำตา อัยการยืนยันไม่สั่งฟ้อง ป.ป.ช.จ้างทนายฟ้องเอง แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ใช้เอ็ม 16 ติดลำกล้อง ป.ป.ช.ไม่แม้กระทั่งส่งเรื่องไปถึงอัยการ เรื่องแบบนี้สังคมยอมรับว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ หาก ป.ป.ช.ไม่ให้ ความเป็นธรรม ก็ต้องฟ้องร้องดำเนินคดี เมื่อมีสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ตนจะรวบรวม 1 ล้านรายชื่อยื่นถามหาความยุติธรรม

ป.ป.ช.พร้อมฟื้นคดีถ้ามีหลักฐานใหม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีกลุ่ม นปช. ขอให้ ป.ป.ช.รื้อคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ใหม่ว่า เจ้าหน้าที่กำลังวิเคราะห์และตรวจสอบ ว่าการร้องขอของ นปช. เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากมีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ กรรมการ ป.ป.ช.สามารถนำมาพิจารณาใหม่ได้ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด เราจะทำตามขั้นตอน เพราะหาก ป.ป.ช.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะมีความผิด 2 เท่า ดังนั้น ป.ป.ช.ไม่กล้าทำอะไรผิดกฎหมายแน่นอน

ญาติผู้เสียชีวิต–เสื้อแดงไม่พอใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลฎีกามีคำสั่งยืนยกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในคดีสลายการชุมนุม นปช.ปี 53 ในเวลา 19.20 น. ได้มีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายชุมนุม ประกอบด้วย นางพะเยาว์ อัคฮาด นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ร่วมกับมวลชนเสื้อแดง และแกนนำกลุ่มต่อต้าน คสช. เช่น นายอานนท์ นำภา กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว กลุ่มประชาธิปไตยศึกษา นางณัฏฐา มหัทธนา กลุ่มพลังมด นัดหมายกันที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ หน้าศูนย์ การค้าเกษรพลาซ่า เพื่อร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยมีการนำเสื่อมาปูแล้วตั้งเครื่องเซ่นไหว้ ที่มี ข้าวเหนียว ลาบ ผัก ก่อนจุดธูปกล่าวไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิต และแผ่เมตตา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสังเกตการณ์ ก่อนขอยึดป้ายที่มีข้อความที่อาจเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม นางพะเยาว์ระบุจะเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้บุตรสาวที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม จากการสลายการชุมนุมต่อไป

ป.ป.ช.แจงอุทธรณ์ “สุชาติ” คนเดียว

วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. แถลงกรณี ป.ป.ช.มีมติอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีการสลายชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปี 51 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.เพียงคนเดียว ว่า กรณีดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ 1.จำเลยที่ 1-3 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็นฝ่ายนโยบาย 2.จำเลยที่ 4 คือ พล.ต.ท.สุชาติ เป็นฝ่ายปฏิบัติ ที่ย่อมทราบดีถึงสถานการณ์ที่ต้องใช้แก๊สน้ำตา โดยเฉพาะในช่วงเวลาพลบค่ำ แต่ไม่ระงับยับยั้งหรือเปลี่ยนวิธี กลับเป็นผู้สั่งการ หรือรู้เห็นยินยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับรองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิงหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

“วิษณุ” ชี้ พธม.ยื่น สนช.ถูกช่องทาง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ จะยื่นเรื่องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินคดีความอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติยื่นอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 51 เฉพาะพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เพียงคนเดียว ว่าต้องยื่นผ่านประธาน สนช.ถูกต้องแล้ว เป็นไปตามช่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้ขณะนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยังไม่ออกมา ก็ไม่มีผลเกี่ยวข้องกัน เมื่อถามถึงขั้นตอน กระบวนการถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายวิษณุตอบว่าขอให้ไปสอบถาม กรธ. เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เหมือนอดีต เมื่อถามว่า ป.ป.ช.มีมติยื่นอุทธรณ์คดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 4 คือ พล.ต.ท.สุชาติ แต่ระบุว่าจำเลยที่ 1-3 เป็นผู้ให้นโยบาย จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลการกระทำที่เกิดขึ้น นายวิษณุตอบว่าไม่มีความเห็น จะให้วิจารณ์ ป.ป.ช.ได้อย่างไร

“มาร์ค” ติง รธน.สร้างอุปสรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยื่นส่งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะพล.ต.ท.สุชาตินั้น กลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงอาจจะดำเนินการทางแพ่ง ประกอบกับดูเหตุผล พยาน หลักฐานเพียงพอหรือไม่ ที่จะดำเนินการกับป.ป.ช. ถ้าเห็นว่า ป.ป.ช.ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดซึ่งตนได้พูดมาตลอดตอนที่วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ เดิมถ้าเกิดใครคลางแคลงใจ ป.ป.ช.ก็สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลเองได้ แต่ปัจจุบันนี้กลับต้องส่งเรื่องผ่านประธานสภาฯ แล้วเป็นดุลพินิจของประธานสภาฯว่าจะส่งเรื่องต่อไปหรือไม่ ถือเป็นอุปสรรค ซึ่งหลักการแบบนี้ มันอันตราย โดยเฉพาะในอนาคตหลังการเลือกตั้ง เพราะปกติประธานสภาฯจะต้องอยู่ฝ่ายรัฐบาล

“หญิงหน่อย” ปัดขึ้นแป้นหัวหน้า พท.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.00 น. ที่วัดสามัคคีธรรม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมด้วยนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต เนื่องในวันเกิดเจ้าอาวาสวัด และพบปะพูดคุยกับ ประชาชน โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งนำดอกไม้มามอบให้ ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์แกนนำพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยว่า ไม่มีโอกาส เพราะพรรคเพื่อไทย มีหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว อีกทั้งบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมาด้วย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ได้เดินทางไปวัดก่อนเวลาที่ทางพรรคเพื่อไทยแจ้งกับสื่อมวลชน 1 ชั่วโมง และใช้เวลาในงานเพียง 20 นาที ก่อนจะเดินทางกลับทันที นอกจากนี้ ได้ตำหนิทีมงานของทางพรรค ที่แจ้งวาระงานในวันนี้ให้กับสื่อมวลชน โดยที่ตนเองไม่ทราบ

แกนนำ นปช.ร้องเพิ่มโทษคนฟ้องเท็จ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักอัยการสูงสุด (อสส.) ศูนย์ราชการอาคารเอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ อดีต 5 แกนนำ นปช. นำโดยนายวรชัย เหมะ นายสมยศ พรหมมา นายนิสิต สินธุไพร นายสำเริง ประจำเรือ และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ มายื่นหนังสือถึงอธิบดีสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้อัยการสูงสุดเพิ่มโทษ พ.ต.ท.ศราวุธ บุญชัย สวป.สภ.ขลุง จ.จันทบุรี (ปี 52 ยศ ร.ต.อ. หน.ชุดเคลื่อนที่เร็ว สภ.เมืองพัทยา) โดยมีนายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานการสอบสวนในฐานะคณะทำงานโฆษกสำนักอัยการสูงสุดเป็นตัวแทนรับเรื่องไว้พิจารณา ด้านนายนิสิตเผยว่า อยากเรียกร้องให้อัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์เพิ่มโทษ พ.ต.ท.ศราวุฒิที่แจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีล้มการประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยา เมื่อปี 52 หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินโทษจำคุก พ.ต.ท.ศราวุฒิ เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา เพราะไม่อยากให้เป็นแบบอย่างให้สังคม หลังจากนี้จะไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับบัญชาให้สั่งลงโทษทางวินัยด้วย

ยังมีปัญหาจัดการที่ดินธรณีสงฆ์

นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีต รมว.มหาดไทย เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต เมื่อครั้งทำหน้าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งเป็นที่ดินที่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทำพินัยกรรมยกให้วัดธรรมิการามว่า มีความชัดเจนการดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา แต่ยังมีปัญหาการดำเนินการอย่างไรกับที่ดินเหล่านี้ ซึ่งถูกโอนไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องมีการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ตาม พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากร และให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินและการดำเนินการใดตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.33

“บิ๊กตู่” ได้ฤกษ์เปิด “ตึกภักดีบดินทร์”

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีทำบุญเปิดตึกภักดีบดินทร์ โดยถือฤกษ์ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 10 เวลา 10.30 น. นิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป ประกอบด้วย สมเด็จพระวันรัต จากวัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมดิลก วัดสามพระยา พระธรรมรัตนดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม พระธรรมสุธี วัดหัวลำโพง พระเทพกิตติเวที วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระเทพสังวรญาณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระราชจริยาภรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระราชวินยาภรณ์ วัดบุรณศิริมาตยาราม และพระบวรรังษี วัดระฆังโฆสิตาราม เจริญพระพุทธมนต์ โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผบ.เหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลและตัวแทนสื่อมวลชนเข้าร่วมพิธี ต่อมาเวลา 11.00 น. นายกฯพร้อม ครม.ถวายภัตตาหารเพล ก่อนถวายเครื่องไทยธรรม ถวายผ้าไตร พระราชาคณะทำพิธีเจิมตึกภักดีบดินทร์ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา หลังเสร็จพิธี พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

หารือ ผบ.เหล่าทัพช่วงเวลาสั้นๆ

หลังเสร็จพิธีนายกฯและ ครม.ได้เดินมาส่งพระสงฆ์เดินทางกลับ โดยจังหวะที่รอจัดโต๊ะอาหารกลางวันที่ห้องโถง เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน นายกฯได้ถือโอกาสหารือร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพที่ห้องทองธารา ของอาคารภักดีบดินทร์ เป็นเวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นทั้งหมดได้เดินมายังห้องโถงเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน โดยต่างปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงการหารือ โดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ปฏิเสธกล่าวสั้นๆว่า “บอกไม่ได้ เป็นความลับ เพราะความลับก็คือความลับ” ด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เผยว่า ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมือง รวมถึงเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีออกนอกประเทศ นายกฯเพียงถามไถ่ทุกข์สุขทั่วไป เช่นเดียวกับ พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวว่า นายกฯพูดเรื่องทั่วไป ไม่มีเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพราะเดี๋ยวนี้นายกฯจะสั่งงานด่วนอะไรสามารถโทรศัพท์สั่งการได้ทันที

“รอยล” วาง 6 เรื่องปฏิรูปสิ่งแวดล้อม

บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงผลการประชุมครั้งที่ 1 ว่า ได้กำหนดกลุ่มงานออกเป็น 6 เรื่อง คือ 1.ทรัพยากรดิน แร่ธาตุ ป่าไม้และสัตว์ป่า 2.ทรัพยากรน้ำ 3.ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 4.ทรัพยากรชีวภาพ 5.สิ่งแวดล้อม และ 6.การบริหารจัดการ สำหรับความสำเร็จในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัย จากการลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะนำมาขยายผลต่อ ส่วนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) นั้น จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม และการทำงานต่อจากนี้จะลดเรื่องขัดแย้งและเพิ่มความร่วมมือให้มากขึ้น โดยวันที่ 14 ก.ย. คณะกรรมการฯจะหารือถึงวิธีการรับฟังความคิดเห็น ส่วนแผนการปฏิรูปวันที่ 28 ธ.ค. จะเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไข

สนช.ผ่านงบฯปี 61 วงเงิน 2.9 ล้านล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2561 จำนวน 65 มาตรา วาระ 2-3 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น มีสมาชิกเพียง 3-4 คนเท่านั้น ที่ท้วงติงการปรับลดงบฯ ในส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข แผนงานบูรณาการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่งบฯกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ไม่มีสมาชิกคนใดท้วงติง หลังจากที่พิจารณาวาระ 2 จนครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุม สนช.ได้ลงมติวาระ 3 เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 61 ด้วยคะแนน 200 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และจะส่งเรื่องให้รัฐบาลประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณและยืนยันรัฐบาลจะใช้อย่างคุ้มค่า

รับหลักการ ก.ม.ตรวจเงินแผ่นดิน

ต่อมาเวลา 14.30 น. มีการประชุม สนช. โดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน วาระแรก มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 7 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี มาจากบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน กฎหมาย การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยมีการเขียนบทเฉพาะกาลให้ คตง.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปตามเดิม แต่ในส่วนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะต้องมีการสรรหาใหม่ภายใน 60 วัน หลังจากที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช. มีมติ 164 ต่อ 1 คะแนน รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมา จากนั้นได้ตั้งคณะกรรมาธิการ 30 คน พิจารณารายละเอียดในวาระ 2 เพื่อส่งให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาอีกครั้ง