วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดชีวิตล่าสุด ‘มนัส บุญจำนงค์’ ยอดนักชกเสเพล ฝีมือพระกาฬ สู่ไอ้เสือกลับใจ

“เจ้าเติ้ล” มนัส บุญจำนงค์ เด็กชายจากจังหวัดราชบุรี ไต่เต้าจากการรับจ้างเป็นคู่ซ้อมมวยด้วยค่าตัว 10 บาท ซึ่งนับจากวันนั้น จนกระทั่งก่อนที่จะมาชิงชัยโอลิมปิกเกมส์ เจ้าตัวยังไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีโอกาสคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกมาได้ เพราะว่าในโลกนี้มีนักชกชั้นยอดอีกมากมาย ในรุ่นไลต์เวลเตอร์เวตนี้

มนัสสัมผัสรสชาติของ “มวย” ครั้งแรกเมื่อมีผู้มาจ้างให้ชกตอนอายุ 9 ขวบ ซึ่งมนัส กล่าวว่า น่าจะเป็นการถูกจ้างไปเป็นกระสอบทรายมากกว่า เพราะตอนนั้น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมวยเลย

เริ่มแรก มโน ผู้เป็นบิดา และอารีย์ มารดา ไม่ต้องการให้ลูกชายเลือกเส้นทางกำปั้น เพราะเกรงว่าจะเจ็บตัว แต่มนัสตั้งใจ ขยัน อดทน และหมั่นฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ทำให้บิดามารดาเห็นความพยายาม จึงให้การสนับสนุนดังความต้องการของมนัส จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ณ จังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ.2536 จากฝีมือและหัวใจนักสู้เป็นที่ประจักษ์ สร้างความประทับใจแก่ พลเอกทวีป จันทรโรจน์ นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย คัดเลือกให้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ในปี พ.ศ.2540

จากนั้น เส้นทางชีวิตนักชกอย่างมนัสก็โลดแล่นอย่างขีดสุด เขาถูกเรียกขานให้เป็นถึง “ขุนพลนักชกทีมชาติไทย” เพราะชายหนุ่มผู้นี้เป็นเจ้าของเหรียญทองกีฬาโอลิมปิกส์เกมส์ 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งเขาเป็นนักชกไทยคนที่ 3 ที่ได้เหรียญทอง และเป็นคนที่ 3 ของไทยในเอเธนเกมส์ที่คว้าเหรียญทอง

หลังจากได้เหรียญทอง ข่าวคราวของมนัส หายไปพักใหญ่ ก่อนที่คนไทยมารู้ข่าวใหญ่ของมนัสอีกที เมื่อมีเรื่องฉาวที่ว่า เขาใช้เงินหมดแล้ว ติดการพนัน มีเรื่องทะเลาะกับเมีย อีกทั้งรักถึงทางตัน และหย่าขาดกันเรียบร้อยแล้ว รวมทั้ง ครั้งหนึ่ง เขาคิดจะฆ่าตัวตาย มือกำปืนพร้อมปลิดชีพตัวเองให้ปัญหามันหมดไปกับลมหายใจ

แต่สุดท้าย เขาก็ยังกลับใจมาซ้อมมวยอีกครั้ง จนสามารถคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ที่กาตาร์ในปี 2006 ซึ่งเป็นคนเดียวของทีมมวยที่ทำได้

จากนั้น มนัสเดินเข้าสู่ปักกิ่งเกมส์ปี 2008 อีกครั้ง ซึ่งเขาสร้างประวัติศาสตร์ได้อีก เมื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่จะมาพ่ายให้กับนักชกจากโดมินิกัน 4-12 คะแนน แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้มนัสเป็นนักมวยสากลสมัครเล่นคนแรกของไทยในประวัติศาสตร์ที่สร้างความสำเร็จได้เหรียญรางวัลถึง 2 โอลิมปิกติดต่อกัน

จนขนาด “โม้อมตะ” สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย ยังยอมรับในชั้นเชิงและมันสมองบวกเหลี่ยมมวยบนผืนสังเวียนผ้าใบของนักชกจากเมืองราชบุรีรายนี้ ถึงขนาดยอมออกนอกหน้ารับเป็นคนกลางในการดึงตัว “เจ้าเติ้ล” มนัส มารับใช้ชาติอีกครั้งเมื่อครั้งมีปัญหากับสตาฟฟ์โค้ชยุค “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตนายกสมาคม เพื่อก้าวเข้าไปสู่รอบสุดท้ายโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

แต่ครั้งนั้น มนัสไม่ยอมมาเข้าแคมป์เก็บตัวทีมชาติตามสัญญาที่ให้กับรุ่นพี่สมรักษ์ เล่นเอาสมรักษ์โมโหสุดๆ ที่ทำให้เขาเสียหน้า จนตกเป็นข่าวใหญ่โต

"อยากให้มันกลับมาชก ยังมีเวลาถึงวันที่ 12 มี.ค. เสธ.อ้าย เขายังให้โอกาสอยู่ ก็หวังว่ามันจะเจอทางสว่าง เพราะผมเสียดายฝีมือมนัส มันมีลุ้นมากสุดให้กับทีมมวยไทย ในโอลิมปิกเกมส์ ไม่มีใครเก่งกว่ามันตอนนี้ ผมบอกเสมอว่า สื่อ, คนด่ามัน แล้วหาคนที่เก่งกว่ามันมาต่อยแทนได้ไหม? มันก็ไม่มี มันก็พิสูจน์ไปแล้ว นักมวยมันหายากตอนนี้ ไม่มีใครแทนมันได้" เจ้าของฉายาไม่ได้โม้ กล่าว

กว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมได้ ต้องใช้เวลานานนับปี แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็กลับมาเป็นเช่นเดิม หลังมนัสนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาสมรักษ์ นักชกรุ่นพี่ถึงบ้าน

สาเหตุที่มนัสเบี้ยวสัญญาสมรักษ์นั้น มาจากปัญหาภายในสมาคมมวยสากลสมัครเล่นที่กำลังร้อนระอุในห้วงเวลานั้น โดยเฉพาะตำแหน่ง “นายกสมาคม” รวมไปถึงผู้ใหญ่ (บางคน) ไม่ชอบขี้หน้ามนัส ที่เปรียบเสมือน “หัวหน้าแก๊ง” นักชกเสเพลที่ไม่มีใครต้องการ จึงทำให้เขาอึดอัด หากมาเก็บตัวกับสมาคมที่ กกท.หัวหมาก

ที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อ “เจ้านาย” ที่รู้ใจอย่าง “เสธ.วีป” พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ อดีตนายกสมาคม โบกมือลาจากเก้าอี้ตัวนี้ไปแล้วด้วย ส่งผลให้มนัสหันหลังให้แก่กีฬาชนิดนี้ทันที แม้ว่าจะมีหลายคนขอร้องแล้วก็ตาม เนื่องจากฝีมือและความสามารถของ “เจ้าเติ้ล” ไม่เป็นสองรองใคร และทิ้งไว้เป็นตำนานที่ต้องเรียกว่า “ม้าดีต้องพยศ” ที่ยากจะลอกเลียน...

ล่าสุด มนัส บุญจำนงค์ นักชกประวัติศาสตร์ วัย 37 ปี เดินทางไปเป็นครูสอนมวยไทยที่ประเทศจีนนานหลายเดือน พร้อมขึ้นชกเป็นคู่พิเศษในรายการที่เมืองเซินเจิน พบกับ ลิม พุยยู ดารานักแสดง และแชมป์เทควันโดชาวจีน วัย 26 ปี โดยกำหนดกติกาแบบคิกบ็อกซิ่ง ชก 3 ยกๆ ละ 2 นาที

ผลปรากฏว่า การชกสิ้นสุดลงเพียงแค่ช่วงปลายยกแรกเท่านั้น เมื่อมนัสเดินหน้าไล่อัดนักมวยจีนอย่างหนักหน่วง ก่อนปล่อยฮุกขวาเข้าเต็มหน้า จนร่วงลงไปกองกับพื้นเวที พ่ายน็อกมนัสไปเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น

สำหรับมนัส รับค่าเหนื่อยจากการชกไฟต์นี้ 1.5 แสนบาท เปิดใจหลังชนะน็อกว่า ตนไม่ยอมให้ใครมาดูถูกมวยไทยแน่ ยิ่งคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะใช้ศิลปะการต่อสู้แบบไหน ตนจะไม่ยั้งและไม่ไว้หน้าทั้งนั้น.