วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ห้ามบัตรคนจนซื้อเหล้า-บุหรี่ คลังเงินหมดหน้าตักขอรับบริจาคลุยเฟส 2

คลังจับตาพฤติกรรมประชาชน 11.67 ล้านคน หวั่นใช้บัตรสวัสดิการรูดซื้อเหล้า เบียร์และบุหรี่ร้านธงฟ้าประชารัฐ กระทรวงพาณิชย์ผวาสั่งห้ามเด็ดขาด เพราะเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็น ด้าน สศค.เปิดรับบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการรัฐ สามารถลดหย่อนภาษีได้ ลุยอุ้มคนจนเฟส 2

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการจัดสรรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด กรมบัญชีกลางได้เร่งการผลิตบัตรสวัสดิการให้ได้วันละ 400,000 ใบ ซึ่งหลังจากผลิตเสร็จแล้ว กรมบัญชีกลางจะทยอยส่งมอบไปยังคลังจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศจนครบ 11.67 ล้านคน โดยในวันที่ 15 ก.ย.นี้ กรมบัญชีกลางจะประกาศให้ประชาชนมาตรวจสอบสิทธิ์ความถูกต้อง ซึ่งระหว่างนี้หากประชาชนมีข้อสงสัย ว่าทำไมถึงไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐก็สามารถร้องขอทบทวนได้

“บัตรสวัสดิการจะต้องส่งมอบให้คลังจังหวัดทั่วประเทศ ภายในวันที่ 15 ก.ย.นี้ หลังจากนั้นคลังจังหวัดจะส่งบัตรสวัสดิการไปยังหน่วยงานที่ประชาชนลงทะเบียนเช่น คลังจังหวัด ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานเขตในกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมในการแจกบัตรสวัสดิการให้กับผู้ลงทะเบียนในวันที่ 21 ก.ย.นี้”

คลังแจกเงินอุ้มคนจนเฟส 2

ส่วนการลงพื้นที่สำรวจความถูกต้องการลงทะเบียนสวัสดิการทั่วประเทศ ล่าสุด ตรวจสอบไปแล้ว 1-2 ล้านคน ซึ่งหลังจากการตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ข้อมูลจากนักศึกษาจะส่งกลับเข้ามาที่กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมด 11.67 ล้านคน โดยประชาชนผ่านการตรวจสอบแล้ว ต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมหางบัตรลงทะเบียนสวัสดิการมาแสดงเป็นหลักฐานกับเจ้าหน้าที่เพื่อรับบัตรสวัสดิการจากรัฐ ส่วนในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ด้วยตนเอง ก็สามารถมอบอำนาจให้ญาติไปรับบัตรแทนได้

สำหรับการใช้เงินซื้อสินค้าครองชีพผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดนำร้านค้าเข้าร่วมโครงการและยังจะดึงร้านค้าชุมชนของกองทุนหมู่บ้านเข้าร่วมโครงการด้วย โดยจะติดตั้งเครื่องชำระเงินอัตโนมัติ (อีดีซี) ให้ฟรี ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายเงินไปสู่ภาคชนบทอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังต้องจับตาพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน ทั้งในเรื่องของการลดค่าครองชีพ และการเดินทาง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงการใช้เงินในแต่ละเดือนให้มีความถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือไปยังกระทรวงพาณิชย์และร้านธงฟ้าประชารัฐไม่ให้จำหน่ายเหล้า เบียร์และบุหรี่ ให้แก่ประชาชนที่ใช้บัตรสวัสดิการมาซื้อของเหล่านี้ โดยยอมรับว่าไม่สามารถห้ามประชาชนไม่ให้ซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ เพียงแต่ขอความร่วมมือกับทางร้านธงฟ้าประชารัฐไม่ให้จำหน่ายเหล้า เบียร์ และบุหรี่ให้แก่ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการ แม้ภายในร้านธงฟ้าจะมีเหล้า เบียร์และบุหรี่จำหน่ายก็ตาม เพราะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือสวัสดิการประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1.กรมบัญชีกลางจะแจกบัตรสวัสดิการ 11.76 ล้านคน ส่วนระยะที่ 2.จะเป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติม สำหรับผู้รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี โดยจะนำประชาชนมาฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ในอนาคต ซึ่งยอมรับว่าเงินกองทุนสวัสดิการขณะนี้ มีเหลืออยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 46,000 ล้านบาทนั้น เนื่องจากเงินจำนวน 41,900 ล้านบาทถูกใช้ไปในการแจกบัตรสวัสดิการ จึงจำเป็นต้องเพิ่มเงินกองทุน ด้วยการขอบริจาคเงินผ่านรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน โดยผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้

ห้ามร้านธงฟ้าขายเหล้า-บุหรี่

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมาได้เชิญผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) มาหารือถึงแนวทางที่จะผลิตและจัดส่งสินค้าเพิ่มเติมให้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้จัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลจะเติมเงินในบัตร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับรัฐไปแล้ว 11.67 ล้านคน นำไปซื้อสินค้าผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งในเบื้องต้น สินค้าจำเป็นที่จะนำมาขายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.สินค้าอุปโภคบริโภค 2.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และ 3.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานจัดหาสินค้าและร้านค้าปลีก (โชห่วย) ร้านค้าชุมชน มาเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐตำบลละ 1 ร้าน หรือประมาณ 8,000 แห่ง ให้ได้ก่อนวันที่ 1 ต.ค.2560 หลังจากนั้นจะขยายเพิ่มเติมออกไปให้ได้มากที่สุด คาดว่างบประมาณ 38,000 ล้านบาท จะใช้หมดแน่นอน เพราะถือเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล และไม่สามารถนำมาซื้อสินค้าเหล้า และบุหรี่อย่างที่เข้าใจผิดกัน เพราะรัฐกำหนดให้ซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรม การค้าภายใน กล่าวว่า สินค้าภายใต้โครงการร้านธงฟ้าประชารัฐจะเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% โดยกรมการค้าภายในและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 ราย ได้แก่ สหพัฒนพิบูล, ยูนิลีเวอร์ไทย, คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ, พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ผลิตและจัดส่งสินค้าให้กับร้านธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิซื้อสินค้าจากผู้ผลิต 5 รายในราคาพิเศษ เพื่อสามารถจำหน่ายต่ำกว่าราคาปกติ 15-20% ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ได้ตามเป้าหมาย 20,000 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐแล้ว 6,500 แห่ง.