วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจดี หุ้นขึ้น-บาทแข็ง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.35 จุด สูงสุดในรอบ 20 เดือนว่า เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมองเห็นโมเมนตัมทางเศรษฐกิจของไทย จากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมา ขณะที่ความกังวลในสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง จึงมีความเชื่อมั่นทางการเมืองมากขึ้น เมฆหมอกได้กระจายตัวจางลง นอกจากนี้ รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ให้เริ่มออกมา จึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และบรรยากาศแวดล้อมในภูมิภาคค่อนข้างตึงเครียด โดยเฉพาะสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีทำให้มีเงินไหลมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเงินที่เข้ามานั้นเป็นเงินจริง หรือ “เรียล มันนี่” ไม่ใช่เงินร้อนหรือ “ฮ็อต มันนี่” ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ในระยะยาว

“ถ้าสามารถรักษาโมเมนตัมไว้ได้ก็มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีกเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยดีอยู่แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายลง โดยเฉพาะเรื่องการเมือง จากความห่วงใยในอดีตว่าจะมีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายลง การเมืองดูดี เศรษฐกิจดูดี ความหวังก็มีมากขึ้น”

ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย และการเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร ทั้งนี้ เหตุผลที่ต่างชาติเชื่อมั่นและนำเงินเข้ามานั้น มาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมาก็คลี่คลายไปในทางที่ดี

“ส่วนกรณีในช่วงที่ผ่านมา ธปท.พบว่า มีบางช่วงที่เห็น นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนระยะสั้นๆในประเทศไทยมากกว่าปกติ อาจจะเป็นการเก็งกำไรค่าเงินได้ และได้ทำหนังสือเวียนไปถึงสถาบันการเงิน เพื่อขอความร่วมมือให้ติดตามการทำธุรกรรมเงินบาทของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident) และติดตามการเคลื่อนย้ายเงินในบัญชีเงินบาทของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (NRBA) ในขณะนี้อยู่ระหว่างการรอดูข้อมูลจากสถาบันการเงิน ซึ่งกรณีนี้ ธปท.พบสิ่งผิดปกติ จึงขอความร่วมมือให้ติดตามใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการทำนโยบาย”.