วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทวีตยกปรัชญาฝรั่ง ทักษิณซัด ทำเลวโดยกฎหมาย

‘หมอวรงค์’โต้ลูกไม้เดิม ‘บิ๊กตู่’ ชี้ขมับเชื่อก็ตามใจ ‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’ป่วย

“ทักษิณ” โผล่ทวิตเตอร์ ยกคำกล่าว “มงแต็สกีเยอ” นักปรัชญาการเมืองฝรั่งเศส ซัด “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามกระบวนการยุติธรรม” ด้าน “หมอวรงค์” สวนทันควันแค่มุกเก่าลูกไม้เดิมผูกโยงเผด็จการ “นายกฯตู่” เมินยกนิ้วมือจี้ขมับกระตุกสื่อให้คิด เหน็บจะเชื่อเขาก็ตามใจ ลั่นไม่อยากทะเลาะกับใคร ลุยสร้างเสถียรภาพการเมือง ยึดสัญญาปราบทุจริตให้เป็นศูนย์ “บิ๊กป้อม-3 เหล่าทัพ” ย้ำไม่พบเส้นทาง “ปู” หนี “จักรทิพย์” ปลงถ้าบกพร่องพร้อมถูกปรับเปลี่ยน “เมียบุญทรง” ถอนฟ้องถูกอายัดบัญชี ทนายตื๊อยื่นประกันรอบสอง พธม.จวก ป.ป.ช.อุ้ม “พัชรวาท” เล็ง 3 ช่องฟ้องเอาผิด “วัชรพล” โต้ล็อกเป้าอุทธรณ์ “สุชาติ” ตามหลักฐาน-คำพิพากษาศาล ปัดดีลลับแลกต่ออายุ ป.ป.ช. “ประวิตร” โวยไม่เคย ยุ่งเกี่ยวช่วยน้องชาย

ขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายความมั่นคงมีการเกี้ยเซียะปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศ โดยยังไม่สามารถหาคำตอบมาดับความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมได้ ล่าสุดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว พาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม โดยระบุถึงความเลวร้ายจากการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

“ทักษิณ” ซัดกระบวนยุติธรรมเลวร้าย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษระบุว่า มงแต็สกีเยอ เคยกล่าว “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามกระบวนการยุติธรรม”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มงแต็สกีเยอเป็นนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นที่น่าสังเกตว่าการโพสต์ข้อความของนายทักษิณ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากน้องสาวคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ท่ามกลางกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีคดีไปอยู่กับพี่ชายที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และมีกระแสข่าวเตรียมขอลี้ภัยในประเทศอังกฤษ

“วรงค์” สวนทันควันเล่นมุกซ้ำซาก

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเคลื่อนไหวโดยยกคำพูดของมงแต็สกีเยอว่า นายทักษิณมาในลูกไม้เดิม พยายามโยงไปเรื่องเผด็จการกระทำการต่างๆในนามกฎหมาย เราคนไทยต้องตั้งหลักช่วยกันดูแลประเทศให้ผ่านพ้นคนเหล่านี้ให้ได้ เอาระบบกฎหมายของประเทศเป็นที่พึ่งใครทุจริตต้องถูกลงโทษ ประชาธิปไตยต้องอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน ตนคิดว่าคำกล่าวของ มงแต็สกีเยออาจจะตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วมากนั่นคือไม่มีเผด็จการไหนที่จะป่าเถื่อนไปกว่าเผด็จการทุนสามานย์ ที่อ้างการเลือกตั้งใช้เสียงข้างมากกระทำการทั้งทุจริตและให้ตนเองพ้นผิดโดยไม่แคร์ประชาชน

นายกฯเชิดใส่เหน็บเชื่อเขาก็ตามใจ

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯและทีมงาน ได้ร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์ทุกวันพุธกับบรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ร่วมออกกำลังกายมา 4 สัปดาห์ โดยเต้นแอโรบิกประมาณ 20 นาที จากนั้นได้เต้นบอร์ดี้คอมแบตอีก 10 นาที ด้วยท่าทีอารมณ์ดีหน้าตาผ่องใส ภายหลังออกกำลังกายเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินไปตรวจอาคารรับรอง “ภักดีบดินทร์” อาคารหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และจะจัดพิธีทำบุญเปิดใช้ตัวอาคารในวันที่ 31 ส.ค. ก่อนจะเดินไปยังอาคารภักดีบดินทร์ ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เห็นข้อความในทวิตเตอร์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์หันกลับมาพร้อมทำท่าเอานิ้วชี้ไปที่ขมับด้านขวาแล้วตอบว่า “ปล่อยเขาไป ทวิตเตอร์จะไปทำอะไรได้ เชื่อเขาก็ตามใจ คิดสิคิด”

ฮึดท่องคาถาไม่เหนื่อยไม่ท้อ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2560 (Prime Minister’s Export Awards 2017) โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลตอนหนึ่งว่า วันนี้ไม่มีอะไรจะกล่าวไปมากกว่ายินดีภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยและมีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความยั่งยืน หลายคนถามว่าตนเหนื่อยหรือไม่ ตอบเลยว่าไม่เหนื่อย เหนื่อยไม่ได้ ท้อไม่ได้จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้น วันนี้เรามีคณะทำงานทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปเศรษฐกิจ

ต้องสร้างเสถียรภาพไม่อยากทะเลาะ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะพัฒนาหรือนำพาประเทศไปเพียงผู้เดียวไม่ได้ จึงอยากให้ทุกคนช่วยทำความเข้าใจ และขยายความเข้าใจไปสู่ประชาชน สิ่งที่รัฐบาลทำได้วันนี้คือการสร้างความมีเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคง และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ การเมืองก็คือการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การเมืองเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่ต้องพัฒนาเดินตามความจำเป็นและเหตุผลของแต่ละประเทศ เราเองไม่ได้มีการเปลี่ยน แปลงอะไร กำลังเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากล ถ้าต้องการเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลอย่างยั่งยืนจะต้องแก้ปัญหาทั้งหมดให้ได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เริ่มจากต้นทางยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นทำให้เศรษฐกิจ และประเทศเดินหน้าต่อไปให้ได้โดยอาศัยการพูดจา ตนยังเหมือนเดิมพยายามจะลดปัญหาภาระอื่นๆออกไปบ้างแล้วหันมาเดินหน้าประเทศ ไม่อยากไปทะเลาะขัดแย้งกับใครอีก ขอให้ทุกคนมีหลักคิดที่ถูกต้องในการทำงาน เข้าใจ และช่วยกันพูดทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีปัญหาอะไรขอให้บอก

ย้ำสัญญาปราบทุจริตเป็นศูนย์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องที่ต้องแก้ไขให้เป็นศูนย์คือเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ที่ได้สัญญาไว้กับคนทั้งประเทศ ต้องทำให้โปร่งใส ไม่มีทั้งผู้รับและผู้ให้ผลประโยชน์ เราต้องทำให้ได้ ขอให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น จะได้มีเงินจ่ายภาษีได้มากขึ้นแต่ยืนยันว่ายังไม่ได้ขึ้นภาษี อย่าคิดมาก วันนี้ต้องทำให้แรงงานมีความสุข และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะได้เป็นกุศล ประเทศไทยอย่าไปขัดแย้งกัน เพราะโลกมีความขัดแย้งสูงอยู่แล้วต้องช่วยกันลดความขัดแย้งให้ได้ รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาทุกเรื่อง ปฏิรูปประเทศ 37 เรื่อง 200 กิจกรรม รวมแล้วมี 1,000 กว่าเรื่องย่อยที่ต้องดำเนินการ กฎหมาย 5 หมื่นฉบับที่ต้องปฏิรูปทั้งหมด การอำนวยความสะดวก การให้ข้อมูลข่าวสาร ทำกฎกติกาให้เป็นสากลและส่งมอบให้รัฐบาลต่อๆไปได้ดำเนินการ

3 เหล่าทัพไม่พบเส้นทาง “ปู” หนี

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพกรณีการหลบหนีคดีโครงการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พูดไปหมดแล้ว ซึ่งต้องรอดูความคืบหน้าในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานอย่างเต็มความสามารถทั้งในส่วนของตำรวจและทหาร เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ต้องหาคดีสำคัญหลบหนีจนมาถึงกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือว่าเป็นความบกพร่องทางด้านการข่าวของหน่วยงาน ความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.สุรพงษ์กล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องก็พยายามดำเนินการในการติดตามตัวมาดำเนินคดี ทั้งในส่วนของกองทัพบก กองทัพอากาศ และกอง ทัพเรือได้ตรวจสอบในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ที่อาจเป็นช่องทางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้หลบหนี แต่ไม่พบข้อมูล

“บิ๊กป้อม” ยังไม่รู้ล่องหนไปทางไหน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หนีฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวว่า เรื่องนี้ไม่ขอตอบ ไม่รู้จัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ที่ไหนกำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งรายงานขึ้นมา ส่วนตำรวจต้องไปตรวจสอบตามแนวชายแดน ตามช่องทางต่างๆว่ามีออกไปหรือไม่ การประสานกับต่างประเทศยังไม่มีรายงานเข้ามา ตนไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน พวกคุณทราบหรือไม่ ถ้าไม่ทราบตนจะทราบได้อย่างไร ส่วนจะให้ยืนยันว่าอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ไม่ยืนยันเพราะไม่รู้ ถ้าช่องทางต่างๆตรวจสอบไม่พบก็ไม่มี ประสานไปทางประเทศกัมพูชาได้รับคำตอบว่าไม่มี สิงคโปร์บอกว่าไม่มี ทั้งนี้เวลาเราส่งคนไปดูแล น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างใกล้ชิด กล่าวหาว่าส่งคนไปดูแลมากไป ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ที่ผ่านมาเขาไปศาลตามนัดตลอด มีใครคิดบ้างว่าจะเป็นอย่างนี้

ผบ.ตร.ไม่หวั่นถ้าถูกปรับเปลี่ยน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ส่วนตัวทำทุกวิถีทางติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งการติดตามด้านการข่าวและประสานกับต่างประเทศ แต่ต้องใช้เวลา ส่วนจะเรียกตัวบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ 14 คน ที่มีกระแสข่าวเข้าพบที่โรงแรมเอสซีปาร์ค คืนวันที่ 23 ส.ค. เพื่อให้ข้อมูลหรือไม่ ได้มอบให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.พิจารณาว่าเกิดประโยชน์หรือไม่ หากผู้บังคับบัญชามองว่าส่วนตัวมีข้อบกพร่องในกรณีนี้ พร้อมยอมรับการถูกปรับเปลี่ยน แต่ดำเนินการเต็มที่อยู่แล้ว เรื่องนี้คล้ายกับคดีหนึ่งที่เพิ่งเกิด พวกท่านถามตนทุกวันว่าคืบหน้าอย่างไร ตนไม่ใช่เทวดาที่จะตอบได้ทุกวัน เพราะบางครั้งได้บ้างไม่ได้บ้าง บางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยได้ ขนาดเราทำเต็มที่ยังมีคนไปยื่น ป.ป.ช.จะเอาผิด แต่ตนไม่หนักใจโดนมาจนชิน เชื่อว่าคนดีพระคุ้มครองอยู่แล้ว

“บุญทรง–ภูมิ–มนัส” เครียดป่วยระนาว

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายนรินทร์ สมนึก ทนายความนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. เข้าเยี่ยมตามปกติ แต่ช่วงบ่ายวันที่ 29 ส.ค. หลังจากตนและครอบครัวของนายบุญทรง เข้าเยี่ยมเสร็จ นายบุญทรง นายภูมิและนายมนัสถูกส่งตัวไปพบแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ เนื่องจากมีอาการป่วย ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ น่าจะเป็นผลมาจากอาการเครียดสะสมหลังจากถูกคุมขัง เบื้องต้นทั้ง 3 คนปลอดภัยดีและออกจาก รพ.ราชทัณฑ์ตั้งแต่เวลา 21.00 น. กลับมาที่เรือนจำกลางคลองเปรมตามเดิม ครอบครัวของนายบุญทรงค่อนข้างเป็นห่วงและกังวลเรื่องสุขภาพ ได้ฝากยารักษาโรคประจำตัวต่างๆ เข้าไปให้แล้วในบางส่วน

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า นายบุญทรงแจ้งกับผู้คุมว่าปวดหัว เจ้าหน้าที่ จึงพาไปให้หมอที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจอาการพบว่าความดันขึ้นถึง 160 คาดว่าเกิดจากความเครียด หลังตรวจอาการเสร็จแพทย์ให้กลับมาที่แดนคุมขัง และหากมีอาการป่วยอีกให้ไปพบแพทย์ใหม่

เล็งยื่นประกันตัวอีกครั้งสัปดาห์นี้

นายนรินทร์กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องขอประกันตัวนายบุญทรง ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเสร็จไปกว่า 50% คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะยื่นเรื่องประกันตัวได้อีกครั้ง แต่ยอมรับว่าค่อนข้างหนักใจกับผลการพิจารณาหลังจากยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งแรกไม่ผ่าน แต่จะพยายามหาประเด็นเหตุผลที่ดีที่สุด เรียบเรียงถ้อยคำร้องอีกครั้ง แต่จะไม่นำอาการป่วยมาเป็นเหตุ เหตุผลคำร้องขอประกันตัวรอบนี้จะแตกต่างกับคำร้องในรอบแรกพอสมควร แต่นายบุญทรงยังคงไว้ใจและให้ตนเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวเช่นเดิม

“เมียบุญทรง” ถอนฟ้องอายัดบัญชี

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นางปอยใจระพี เตริยาภิรมย์ ภรรยานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ มอบอำนาจทนายความให้มายื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีที่นางปอยใจระพีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอายัดทรัพย์สิน ประกอบด้วยนางรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรม การค้าต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่รวม 3 ราย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่ง ทางปกครองให้นายบุญทรงชดใช้ค่าเสียหายการระบายข้าว 1,768,973,012.66 บาท โดยอายัดบัญชีเงินฝากที่มีชื่อของนางปอยใจระพีด้วย 2 บัญชี การถอนฟ้องเป็นไปตาม ป.วิอาญามาตรา 35 และ 36 โดยโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้และให้จำหน่ายคดีออก

“วัฒนา” จ่ออุทธรณ์ละเมิดศาล

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว. พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ผิดอยู่คนเดียว" ถูกเจ้าหน้าที่ศาลอาญาทำบันทึกกล่าวหาว่า นัดหมายสื่อมวลชนมาแถลงข่าวบริเวณหน้าศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เป็นมูลความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ด้วยความเคารพในคำพิพากษา แต่ไม่เห็นพ้องด้วยและจะอุทธรณ์คัดค้านต่อไปคือ 1. ระเบียบดังกล่าวใช้บังคับกับการให้ข่าวของศาล ข้าราชการ และลูกจ้างเท่านั้น ไม่ได้ใช้บังคับกับประชาชนทั่วไป 2. ไม่มีข้อความใดในระเบียบระบุว่า การนัดสื่อมวลชนมาทำข่าวต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เจ้าหน้าที่ที่กล่าวหาก็ยอมรับว่าไม่มี 3. ตนไม่ได้เป็นคนนัดหมายสื่อ แต่เจ้าหน้าที่พรรคเป็นผู้แจ้งและไม่เป็นความผิดใดๆ 4. บริเวณที่ตนให้สัมภาษณ์เป็นสถานที่ที่จัดไว้ให้สื่อมวลชนทำข่าว ก่อนหน้าและหลังจากตนถูกดำเนินคดีก็มีการให้สัมภาษณ์ แต่ไม่มีใครถูกดำเนินคดี 5. ไม่ได้วิจารณ์เกี่ยวกับคดีที่พิพาท ไม่ได้จาบจ้วงล่วงเกินศาล 6. ข้อกำหนดที่จะให้ประชาชนปฏิบัติต้องประกาศให้ทราบโดยเปิดเผย

พธม.อัด ป.ป.ช.จงใจเลือกปฏิบัติ

ส่วนกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปี 2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. เพียงคนเดียวนั้น เมื่อเวลา 11.30 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงหลังการหารือของอดีตแกนนำพันธมิตรฯ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. คนเดียว ว่า มติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ไม่เป็นธรรม ทำให้สงสัยว่า ป.ป.ช.มีเจตนาฝืนมติ ป.ป.ช.ชุดเดิม และทราบกันดีว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ทำให้สังคมเชื่อว่าเลือกปฏิบัติ ถ้าเปรียบเทียบกับคดีจำนำข้าว ผู้บังคับบัญชายังต้องได้รับโทษด้วย แต่กรณีนี้จะกลายเป็นว่าบทลงโทษและคุกไม่ได้มีไว้สำหรับพวกพ้องตัวเองหรือชนชั้นนำที่จะเป็นหุ้นส่วนของอำนาจทางการเมืองในอนาคต

เล็ง 3 ช่องฟ้องฟันผิดละเว้นหน้าที่

นายปานเทพกล่าวว่า คณะทำงานพันธมิตรฯจึงมีมติดำเนินคดีความอาญากับคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีแนวทาง เช่น แจ้งความเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญรวบรวม 20,000 รายชื่อร้องผ่าน สนช. เพื่อร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นแนวทางไหนขอหารือกันอีกครั้งและจะมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ดำเนินการต่อไป ขอแนะนำให้ ป.ป.ช. ขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไปแต่ถ้าหากไม่ทำจะทำให้สังคมเกิดคำถามว่าต้องการช่วยเหลือบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับคนใน คสช.หรือไม่

นายวีระ สมความคิด อดีตแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า จะรีบนำแนวทางการฟ้องร้องมาพิจารณาและดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดคนใน คสช. ถ้าจำเลยคดีนี้ไม่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ผลการอุทธรณ์จะไม่ออกเป็นเช่นนี้ก็ได้

“วัชรพล” แจงไม่อุทธรณ์จำเลย 1–3

ที่โรงแรมริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงมติ ป.ป.ช.ให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปี 2551 เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.คนเดียว ว่า ป.ป.ช.พิจารณาจากพยานหลักฐานและคำพิพากษากลาง คำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯอย่างละเอียด หากอุทธรณ์จำเลยที่ 1-3 คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ด้วยยังห่างไกลประเด็นที่จะอุทธรณ์ ต้องคิดว่าอุทธรณ์แล้วจะสำเร็จหรือไม่ด้วย และสิ่งที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เสนอมา ไม่ได้บอกให้อุทธรณ์จำเลยทุกคน บอกเพียงว่าประเด็นที่จะอุทธรณ์มีอะไรบ้างเท่านั้น ป.ป.ช.ต้องเป็นผู้รับผิดชอบมติทั้งหมด วันที่ 31 ส.ค. จะไปยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมศาลฎีกาฯ เพื่อไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่อกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195

ปัดมติสีเทาช่วยอุ้ม “พัชรวาท”

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯมองว่าเป็นมติสีเทา อุ้มจำเลยบางคน เป็นเรื่องแต่ละบุคคลจะมองอาจมีมุมมองทางกฎหมายแตกต่างกันได้ ขอให้ไปดูคำวินิจฉัยส่วนตัวของผู้พิพากษาแต่ละคนจะเข้าใจได้ แต่คนที่ไม่เข้าใจจะไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น ยืนยันไม่ใช่มติที่ช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท ป.ป.ช.ดำเนินการทุกอย่างตามพยานหลักฐาน ที่ ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเคยมีมติเอาผิดจำเลยทั้ง 4 ราย แต่ ป.ป.ช.ปัจจุบันกลับเลือกอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 4 คนเดียว เป็นคนละขั้นตอนกันนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ป.ป.ช.จะอุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่น่าจะประสบความสำเร็จเท่านั้น ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯจะยื่นเรื่องประธาน สนช.ให้ส่งประธานศาลฎีกาถอดถอน ป.ป.ช. หากเห็นว่าเข้าเงื่อนไขทำได้ ไม่มีปัญหา ป.ป.ช.ไม่กังวลเพราะทำตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

โต้ดีลแลกเปลี่ยนต่ออายุ ป.ป.ช.

เมื่อถามว่า มติดังกล่าวถูกมองว่าเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้ สนช.ผ่าน พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ โดยต่ออายุ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันให้ทำงานต่อไปได้ พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่จะไปห้ามให้ใครคิดคงไม่ได้ นานาจิตตัง สิ่งที่ ป.ป.ช. ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มั่นใจว่ามติที่ออกมาไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“บิ๊กป้อม” โวยไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวตั้งแต่แรกแล้ว ถามสื่อว่าเคยเห็นตนเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่ ตนไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากทำแต่งาน เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะเป็นเพราะเกรงใจที่ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็วิจารณ์ไปเลย เพราะผมไม่ได้ทำอะไร เขาทำมาตั้งนานแล้ว คดีตั้งกี่ปีมาแล้ว ผมยังไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเลย จังหวะนี้ผมต้องมาเป็นรมว.กลาโหมก็มาหาว่ายุ่งเกี่ยว ส่วนจะเป็นการให้ พล.ต.ท.สุชาติมารับบาปแทนหรือไม่ ผมไม่รู้เรื่อง สื่อถามแบบนี้ไม่ได้”

“นิพิฏฐ์” สวดทำสังคมแตกแยก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมติ ป.ป.ช.ให้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.จำเลยที่ 4 ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯว่า ตามความเหมาะสมแล้ว ป.ป.ช.ควรจะให้ยื่นอุทธรณ์จำเลยทั้ง 4 คน ไม่ควรเลือกปฏิบัติ เพราะจะยิ่งสร้างความสงสัยแคลงใจต่อสังคม ควรเดินหน้าให้ไปจบที่ศาล เพื่อไม่ทำให้ผู้เสียหายค้างคาใจ หาก ป.ป.ช.สั่งฟ้องแค่บางคน สังคมยิ่งสงสัยโดยเฉพาะข้อครหาว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ใกล้ชิดกับตระกูลวงษ์สุวรรณ เชื่อมั่นว่าประธาน ป.ป.ช.มีวุฒิภาวะเพียงพอไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง

“วิษณุ” รอข้อสรุปที่ดินอัลไพน์

อีกเรื่อง ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงการดำเนินการหลังศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาให้ที่ดินอัลไพน์เป็นของธรณีสงฆ์ว่าเร็วเกินไปที่จะตอบ ต้องให้ผู้เกี่ยวข้องอย่างกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย กรมการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปพิจารณาให้ดีว่าคดีมีอายุความอย่างไร และผู้เกี่ยวข้องยังมีอีกหรือไม่ รวมถึงจะยกเลิกเพิกถอนได้หรือไม่ด้วย ส่วนผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว ตามหลักกฎหมาย จะไม่ดำเนินการใดๆที่กระทบสิทธิของบุคคล ส่วนจะต้องออก พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสงฆ์หรือไม่นั้น ไม่เคยมีมาก่อน และไม่มีความจำเป็นต้องออก ในอดีตเวลารัฐต้องการที่ดินของสงฆ์ เช่น การทำถนนหรือสะพานมีกฎหมายอยู่แล้ว แต่ภายหลังมีการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ 30 ปีมาแล้ว ให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ เริ่มจากเจรจากับวัด จากนั้นนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) หาก มส.ไม่อนุญาตก็จบ แต่หากเห็นชอบจึงเดินต่อตามหลัก

“นิพิฏฐ์” แนะช่องแก้ไขคืนให้วัด

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วทุกฝ่ายต้องยอมรับ และเป็นการยืนยันว่าที่ดินธรณีสงฆ์ซื้อขายไม่ได้ ที่ดินธรณีสงฆ์ที่ถูกนำไปขายต่อ แยกเป็นสองส่วนคือ 1.เป็นสนามกอล์ฟ 2.ถูกจัดสรรทำเป็นหมู่บ้านร่วม 200 หลังและซื้อขายกันไปแล้ว ในส่วนสนามกอล์ฟ วัดต้องตั้งตัวแทนตามกฎหมายเข้าร้องขอให้กรมที่ดินเปลี่ยนแปลงทะเบียนเอกสารให้นำที่ดินกลับมาเป็นของวัด แต่ปัญหาคือบ้านพัก มีลูกบ้านนับร้อยราย ผู้ซื้อไม่ผิดเพราะซื้อจากโครงการหมู่บ้านโดยชอบ กรณีนี้ สนช.ต้องออกกฎหมายมาเยียวยาให้กับวัดและชาวบ้าน แนวทางง่ายที่สุดคืออาจเยียวยาให้วัดส่วนหนึ่ง ส่วนบ้านจัดสรรอาจออกกฎหมายยกเว้นให้เป็นการเฉพาะ เพราะจะขับไล่ชาวบ้านออกหลายร้อยครัวเรือนจะมีปัญหา

“วิษณุ” ย้ำแผนปฏิรูปเสร็จ เม.ย.61

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นประธานการประชุมประธานคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจและการศึกษา โดยนายวิษณุกล่าวก่อนการประชุมว่าจะหารือกำหนดกลไกขั้นตอนงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านต้องจัดทำหลักเกณฑ์ปฏิรูปเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาภายในช่วงกลาง เดือน ก.ย. คาดว่าขั้นตอนทำแผนปฏิรูปจะเสร็จสิ้นในเดือน เม.ย.ปี 2561 ยืนยันไม่มีพิมพ์เขียว

ยึดตาม รธน.-ยุทธศาสตร์ชาติ

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช.ในฐานะฝ่ายเลขาคณะกรรมการปฏิรูป แถลงว่า ที่ประชุมหารือการจัดทำหลักเกณฑ์การปฏิรูป ต้องส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติภายใน 30 วัน หรือต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 13 ก.ย. จากนั้นคณะกรรมการปฏิรูปจะทำแผนปฏิรูปตามหลักเกณฑ์ใน 90 วัน ก่อนเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง หลักเกณฑ์ที่หารือกันคือการปฏิรูปต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนและต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงอาจมีการแต่งตั้งอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นขึ้นมาเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องขับเคลื่อนงานปฏิรูปด้านอื่นๆ รัฐบาลยังแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปเพิ่มเติมได้ ส่วนเบี้ยประชุมกรรมการปฏิรูปได้รับครั้งละ 6,000 บาท

“เอนก” ประเดิมนัดถกครั้งแรก 4 ก.ย.

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เปิดเผยว่า คาดว่าวันที่ 4 ก.ย.จะนัดประชุมกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนัดแรก แต่ยังไม่ระบุสถานที่ แนวทางเบื้องต้นจะต้องนำผลการศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านการเมืองมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการอื่นๆ การทำงานต้องไม่นับหนึ่งใหม่แน่นอน

ตีกรอบถ่ายโอนภารกิจ ตร.ใน 5 ปี

ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า ที่ประชุมหารือถึงปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2 แสนนาย ไม่เพียงพอให้บริการประชาชน แม้จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ให้ตำรวจ 3 นาย ดูแลประชาชน 1 แสนคน แต่เนื่องจากตำรวจไทยมีภารกิจด้านอื่นมากมาย ทำให้บริการประชาชนได้ไม่เพียงพอ จึงเห็นตรงกันในหลักการให้ถ่ายโอนภารกิจตำรวจ 11 ด้าน ไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง อาทิ จราจร ป่าไม้ ท่องเที่ยว รถไฟ ทางหลวง แต่ต้องให้เวลาเตรียมตัว คาดว่าจะใช้เวลาถ่ายโอนภารกิจ 11 ด้าน ได้เสร็จภายใน 5 ปี โดยไม่ต้องเอาตัวตำรวจไปอยู่ในหน่วยงานนั้นๆ ยกเว้นบุคคลนั้นสมัครใจอยากไป สุดท้ายภารกิจตำรวจจะเหลือเพียงหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเดียว

ศาล รธน.นัด 5 ก.ย. ลงมติปมผู้ตรวจฯ

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องกรณีที่ประธาน สนช.ส่งความเห็น 36 สนช.ขอให้ศาลฯวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 263 ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมาตรา 56 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบัน โดยวันที่ 30 ส.ค. ศาลฯได้นัดฟังคำชี้แจงด้วยวาจาและให้สมาชิก สนช.ทั้งฝ่ายเสียงข้างน้อยและข้างมากส่งความเห็นมา โดยประธาน สนช.ส่งความเห็นของทั้งสองฝ่ายเป็นหนังสือมาโดยไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลฯจึงมีคำสั่งรับความเห็นเป็นหนังสือดังกล่าวรวมไว้ในสำนวนและกำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยพร้อมทั้งอภิปราย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในวันที่ 5 ก.ย.เวลา 11.00 น.

กสม.ส่ง 6 ประเด็นแย้ง ก.ม.ลูก

นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)กล่าวว่า กสม.ได้ส่ง 6 ประเด็นโต้แย้งต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม.ที่เห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อาทิ 1.กรณีกรรมการสรรหาที่ไม่ต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนก็ได้ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 246 วรรคสี่ ที่กำหนดเอาไว้ 2.ร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของ กสม.เกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนด 3.ประเด็นเซ็ตซีโร่ กสม.มิได้เป็นไปอย่างสุจริต ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตรากฎหมายกำจัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ไม่เป็นตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดยได้ลงนามและส่งความเห็นไปยัง สนช. แล้วเมื่อวันที่ 29 ส.ค.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า ยืนยันว่า กรธ.ไม่เคยลดความน่าเชื่อถือ กสม.ชุดปัจจุบัน เราปรับแก้ไขสถานะ กสม.เพื่อให้ได้รับการยอมรับ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการแก้ไขข้อบกพร่องที่ยังมีอยู่รอบด้าน ยังมีกระบวนการได้มาที่ยังไม่ได้มาตรฐานอยู่ ส่วนการจะกำหนดให้ กสม.ชุดปัจจุบันอยู่ในวาระ หรืออยู่ครึ่งวาระต่อไปจนกว่าจะสรรหา กสม.ชุดใหม่นั้น ไม่ใช่ทางออกการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แม้ กสม.จะระบุว่าหลักการปารีสไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือ

ยันเด้ง ผอ.พศ.ไม่เกี่ยวขัดแย้ง มส.

ส่วนกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการโอนย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นการโยกย้ายตามวาระ เนื่องจาก พ.ต.ท.พงศ์พรถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ. เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง ขณะนี้ทำสำเร็จแล้ว จึงเห็นควรให้ย้ายไปดำรงแหน่งที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ตำแหน่งผู้ตรวจฯจะดูนโยบายภาพรวม และเติบโตไปเป็นรองปลัดและปลัดกระทรวงได้ ยืนยันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เพราะ พ.ต.ท.พงศ์พรขัดแย้งกับมหาเถรสมาคม (มส.) แน่นอน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตั้ง ผอ.พศ.คนใหม่ ส่วนคุณสมบัติเป็นไปตามคุณสมบัติ ผอ.พศ.เป็นข้าราชการคนดีเหมือนคนเดิม

“ออมสิน” ไม่ตอบคนดีเอสไอเสียบ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ว่าจะมีการนำคนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ว่า ไม่ทราบไม่ได้ข่าว ยังมีเวลาอีกเป็นเดือนในการพิจารณาคุณสมบัติต้องทำงานได้ในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ได้หมายความว่า พ.ต.ท.พงศ์พรจะไม่ดี เป็นคนดี ซื่อตรง ทำงาน ตรงไปตรงมา ทั้งนายกฯและนายวิษณุ เครืองามก็เห็นด้วยและการย้ายมาเป็นผู้ตรวจไม่ใช่ตำแหน่งขี้เหร่ ซีสูงขึ้นด้วย อ่านข่าวเห็นท่านบอกไม่ใช่หรือว่า นึกไว้อยู่แล้ว ตนก็เสียดายแต่จะทำอย่างไรได้ ทั้งนี้ นายกฯ นายวิษณุ และตนหารือร่วมกัน ไม่เกี่ยวว่าย้ายเพราะการสอบทุจริตเงินทอนวัดไปเจอตอ เมื่อถามว่า ดูเหมือนรัฐบาลเกรงใจพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) กดดันรัฐบาลนำมาสู่การโยกย้าย นายออมสินกล่าวว่า ไม่มีใครบีบหรอก พ.ต.ท.พงศ์พร แค่ย้ายมาทำงานอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งกว้างขวางขึ้นด้วยซ้ำ การตรวจสอบทุจริตเงินวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังดำเนินการอยู่ ต้องเดินหน้าต่อไป

แอมเนสตี้บี้ รบ.สางคดีอุ้มหาย

วันเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ 5 องค์กรพันธมิตร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 30 ส.ค.เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอุ้มหาย ตลอดจนเรียกร้องให้สะสางคดีอุ้มหายต่างๆอย่างเป็นธรรม ยกตัวอย่างคดีการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน และนายบิลลี พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง กระบวนการล่าช้าจนน่ากังวล ขอเรียกร้องให้สืบสวนอย่างโปร่งใส และนำผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วน

หนุน รบ.เมียนมาแก้ปมในประเทศ

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผบ.ทหารสูงสุด สาธารณรัฐแห่งสหภาพ เมียนมา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ภายหลังการหารือ พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่ไทยกับเมียนมาจะฉลองครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2561 ยืนยันว่าไทยจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อความสงบสุขบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ขอให้เมียนมามองเส้นเขตแดนเป็นเส้นแห่งความร่วมมือ ส่วนสถานการณ์ในเมียนมานายกฯให้ความเคารพต่อการตัดสินใจของรัฐบาลเมียนมาและยินดีที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทั้งนี้ ผบ.ทหารสูงสุดเมียนมาระบุว่า แก้ไขปัญหาต้องใช้เวลาโดยอยู่บนพื้นฐานการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและขอบคุณรัฐบาลไทยที่ดูแลแรงงานเมียนมาเป็นอย่างดี