วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พาณิชย์ เร่งเพิ่มสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ พร้อมรองรับบัตรสวัสดิการคนจน

'สนธิรัตน์' ถกผู้ผลิตเพิ่มสินค้า3กลุ่ม ขายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ รองรับบัตรสวัสดิการคนจน ตั้งเป้าให้ได้ 8,000 แห่ง ครอบคลุมทุกตำบลก่อน 1 ต.ค.นี้ พร้อมขยายผลให้ได้ตามเป้าหมาย 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ยันรูดซื้อเหล้า-บุหรี่ไม่ได้...

วันที่ 30 ส.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เผยว่า ได้เชิญผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) มาหารือถึงแนวทางที่จะผลิตและจัดส่งสินค้าเพิ่มเติมให้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้จัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐบาลจะเติมเงินในบัตร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับรัฐไปแล้ว 11.67 ล้านคน นำไปซื้อสินค้าผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งในเบื้องต้น สินค้าจำเป็นที่จะนำมาขายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี เป็นต้น โดยเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ที่ผลิตออกมาจำหน่ายอยู่แล้วในท้องตลาด ไม่ใช่แบรนด์ใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหน่วยงานจัดหาสินค้าและร้านค้าปลีก (โชห่วย) ร้านค้าชุมชม มาเข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐตำบลละ 1 ร้าน หรือประมาณ 8,000 แห่ง ให้ได้ก่อนวันที่ 1 ต.ค.60 หลังจากนั้นจะขยายเพิ่มเติมออกไปให้ได้มากที่สุด คาดว่างบประมาณทั้ง 38,000 ล้านบาท ที่รัฐเตรียมไว้สนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายผ่านบัตรในร้านธงฟ้าจะใช้หมดแน่นอน

สำหรับวงเงินที่จะถูกนำเข้ามาในระบบซื้อสินค้าผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ 38,000 ล้านบาท/ปี คิดจากฐานผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี ซึ่งจะได้รับวงเงินในบัตร 300 บาท และผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี จะได้รับวงเงินในบัตร 200 บาท เชื่อว่าวงเงินที่เตรียมไว้นี้ จะนำมาซื้อสินค้าเต็มวงเงินทุกเดือน แม้จะไม่เพียงพอ แต่ถือเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล และไม่สามารถนำมาซื้อสินค้าเหล้าและบุหรี่อย่างที่เข้าใจผิดกัน เพราะรัฐกำหนดให้ซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นเท่านั้น

ทางด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เผยว่า สินค้าภายใต้โครงการร้านธงฟ้าประชารัฐจะเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% โดยกรมฯจะเร่งเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้ได้ตามเป้าหมายประมาณ 20,000 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 6,500 แห่งทุกจังหวัดทั่วประเทศ.