วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนตำนาน ‘ไอ้ด่าง’ โคตรจระเข้ ล่าคนเป็นอาหาร ไล่กัดเรือชาวบ้านสุดดุร้าย

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ย้อนเรื่องเล่าคลาสสิกที่ผู้คนยังคงนึกถึง สำหรับจระเข้ยักษ์กินคน “ไอ้ด่าง บางมุด” ตำนานนักล่าแห่งสายน้ำ ณ คลองบางมุด อ.หลังสวน จ.ชุมพร

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงนี้ (ตุลาคม) พ.ศ. 2507 ข่าวจระเข้ขนาดใหญ่ลอยขึ้นในคลองบางมุด จ.ชุมพร ไล่กัดกินคนตามตลิ่งเริ่มแพร่สะพัดขึ้น และจากเสียงร่ำลือของคนใช้เรือสัญจร ได้กลายเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์...

29 ตุลาคม พ.ศ.2507 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้ลงภาพแผนที่สังเขปของคลองบางมุด พร้อมคาดการณ์ว่าเป็นเส้นทางที่จระเข้ยักษ์ หรือ “ไอ้ด่าง” ออกอาละวาดท่องเที่ยวล่าคนเป็นภักษาหาร

จนวันหนึ่ง ณ หมู่บ้านหนองไก่ปิ้ง ตำบลนาขา อำเภอหลังสวน ซึ่งห่างจากสถานีรถไฟควนหินมุ้ย โคตรไอ้เคี่ยม ก็ได้ปรากฏโฉมในรอบหลายปี โดยได้ไล่กัดคนอาบน้ำ และเดินอยู่ตามริมตลิ่ง รวมไปถึงไล่กัดเรือขึ้น-ล่องสัญจรไปมาในคลองด้ว

จากการคาดการณ์ของสื่อในสมัยนั้น ระบุว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ มีลักษณะคอด่างสีขาวตัดกับส่วนหน้า ลำตัวดำสนิท ไม่มีตะไคร่น้ำจับ ชาวบ้านขนานนามว่า “ไอ้ด่าง” มีขนาดยาวตั้งแต่หัวจรดท้ายถึง 4 วาเศษ เฉพาะส่วนหัวยาวประมาณ 2 ศอกเศษ ลำตัวใหญ่กว่าถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร และเมื่อมันกินคนแล้ว มันจะอิ่มและซ่อนตัวนาน 15 วัน แล้วค่อยออกไปหาเหยื่อรายใหม่

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ในอดีต ยังบรรยายถึงอุปนิสัยของมันไว้เสร็จสรรพว่า เป็นพันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” หรือ พันธุ์ “ทองหลาง” อยู่ได้ทั้งน้ำกร่อยและน้ำเค็ม มีตีนเป็ดเป็นพืดแผ่เต็มระหว่างเล็บของมันเพื่อง่ายในการออกทะเลอย่างรวดเร็ว และเป็นพันธุ์ที่ดุร้ายมาก ชอบกินคน

“หากได้กินเนื้อคนแล้วก็จะหากินอยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสือ” หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นวาดภาพไอ้ด่าง...

จากนั้น เรือนับร้อยลำก็มุ่งตรงไปที่คลองบางมุด นักล่ามากวิชา ทั้งเวทมนตร์ คาถา อาวุธมากมาย ทั้งฉมวก ไฟฟ้า ปืน อวน กระทั่งระเบิดก็เอามาใช้ ทั้งนี้ นักล่าจระเข้แต่ละคนก็จะมีความถนัดแตกต่างกัน และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น ปัตตานี ร้อยเอ็ด อ่างทอง สุราษฎร์ธานี เป็นต้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่นักล่ากำลังตามหาไอ้ด่างอยู่นั้น

“ไอ้ด่าง” ก็โผล่ขึ้นกลางลำน้ำ หลังจากนักล่าหย่อนระเบิดกระป๋องลงไปนับสิบลูก ไอ้เคี่ยมพุ่งพรวดงาบเรือรวมถึงขาชาวบ้าน ที่พลาดเป้าไปเพียงแค่คืบ เมื่อเห็นดังนั้น ปืนทุกกระบอกก็หันมาเล็งใส่ “ไอ้ด่าง” สุดท้ายมันก็หนีไปได้

เวลาผ่านไปนับเดือน ก็มีการตั้งรางวัล 8,000 บาท หากผู้ล่ารายใดสามารถปราบมันได้ ขณะเดียวกัน คลองบางมุด ที่เคยคึกคักด้วยผู้คน ก็เริ่มจะทิ้งร้าง การไล่ล่าเพชฌฆาตจากน้ำเค็มที่อยู่ในน้ำกร่อยได้ ก็ประสบปัญหา เพราะตอนนั้นเป็นช่วงอุทกภัย หนำซ้ำทะเลยังหนุนสูงอีก การจะหาตัวมันให้ได้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย...

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2507 ก็เป็นวันปราชัยของเพชฌฆาตเงียบตัวนี้ สิบเอกจำนง พิมาน พร้อมเพื่อนทหาร รวมกัน 4 นาย ได้แกะรอยไล่ล่าตัวมันมา 2 วันเต็ม กระทั่งตามไปถึง “วัง” ที่มันใช้กบดานอยู่ เมื่อรู้แน่ชัดแล้ว จึงหย่อนด้วยระเบิด C-3 ที่บรรจุในกระป๋อง...ตูม...ระเบิดลูกแรกทำให้ ไอ้ด่าง รู้ตัวและพยายามจะหนี สิบเอกจำนง กับพวก ไม่รอช้า หย่อนระเบิดไปอีก ตูม...ตูม ระเบิดลูกหนึ่งโดนกลางหลังไอ้ด่างทำให้กระดูกสันหลังของมันหัก จากนั้นก็ช่วยกันล่ามไว้กับเรือ และลากมันขึ้นมา ไอ้ด่าง ค่อยๆ สิ้นใจตายอย่าง “สิ้นชื่อ”

หลังจากมันตาย ชาวบ้านก็ช่วยกันลากไอ้ด่างมาขึ้นฝั่งที่ อ.สวี ชาวบ้านที่รู้ข่าวก็แห่มามุงดูกันยกใหญ่ เมื่อผ่าท้องมันดูก็ต้องตกตะลึงเพราะภายในมีกะโหลกมนุษย์อยู่ 2 หัว นอกจากนี้ ยังมีกระสุนปืนรวมอยู่ด้วย ต่อมา ได้มีการซื้อขายซาก “ไอ้ด่าง” ในราคา 7,000 บาท จากนั้นได้นำซากมันเข้ากรุงเทพฯ จากการซื้อต่อในราคา 23,000 บาท และได้มีการเปิดให้ผู้คนได้ชม คิดคนละ 1 บาท คาดว่าสามารถหาเงินจากซากไอ้ด่างนับแสนบาท ขณะที่ “คนหัวใส” แอบอ้างว่า มี “ไอ้ด่าง” นำมาโชว์เพื่อหากิน เจ้าของตัวจริงก็ถึงกับต้องไปแจ้งความ แต่เอาผิดไม่ได้เพราะเจ้าทุกข์ตัวจริงอย่าง “ไอ้ด่าง” สิ้นชีพไปแล้ว อย่างไรก็ดี จากการวัดตั้งแต่หัวจรดหาง พบว่า ไอ้ด่างมีความยาวประมาณ 9 ศอก หรือ 425 ซม.