วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลูกเผือกระวังใบจุดตาเสือ

โดย สะ-เล-เต

สภาพอากาศที่มีแดดออกสลับกับมีฝนตกชุก และมีลมกระโชกแรง กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกรปลูกเผือกเฝ้าระวัง...โรคใบไหม้ หรือโรคใบจุดตาเสือที่เกิดจากเชื้อรา

โดยเกษตรกรสามารถสังเกตอาการของโรคได้จากใบเผือก จะพบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายใหญ่เป็นวงซ้อนกันคล้ายดวงตา ในช่วงเช้า หรืออากาศยังมีความชื้น บริเวณแผลจะมีหยดสีส้ม เมื่ออาการรุนแรงแผลจะขยายติดกันทำให้ใบไหม้ เมื่ออากาศมีความชื้นใบจะเหี่ยวม้วนพับเข้า ใบแห้งหรือใบอาจเน่า

อาการบนก้านใบจะพบจุดเล็กสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาขยายใหญ่ยาวรีสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม ทำให้ก้านใบช้ำ ใบเหี่ยว ก้านหักพับได้ง่าย แปลงที่เป็นโรครุนแรงจำนวนใบจะเหลือน้อย ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต และเชื้ออาจเข้าทำลายหัวเผือกทำให้เน่าได้

หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมโท-มอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีทาบอกแซม 10.4% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน โดยพ่นให้ทั่วทั้งต้น บริเวณใบ และก้านใบ

แปลงปลูกเผือกที่พบการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บนำส่วนต่างๆของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และหลีกเลี่ยงไม่ปลูกเผือกซ้ำในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้มาก่อน ควรเปลี่ยนมาปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

ส่วนการป้องกันกำจัดโรคใบจุดตาเสือในฤดูถัดไป ควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก ไถพรวนดินให้ลึกมากกว่า 20 ซม. ใส่ปูนขาว และตากดินให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินได้มาก

สำหรับในแหล่งที่พบการระบาดของโรค ให้เลือกใช้พันธุ์ทนทานต่อโรค เช่น พันธุ์ พจ.06 หรือใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และควรจัดระยะปลูกเผือก ไม่ปลูกชิดกันเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรค ก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้งด้วย.

สะ–เล–เต