วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จ่อปรับมาตรการช่วยก๊าซหุงต้ม หาบเร่-แผงลอย-ร้านอาหารลดราคาแลกสิทธิ

“พลังงาน” จ่อปรับมาตรการลดค่าก๊าซหุงต้มให้หาบเร่ แผงลอยใหม่ ให้ถึงประชาชน จริงๆ ระบุ หากได้รับส่วนลดจากรัฐ ควรลดราคาอาหารเป็นพิเศษให้คนกินด้วย เล็งขยายแนวคิดไปร้านใหญ่ ภัตตาคาร ขณะที่ กกพ.จ่อหารือรับมือ คนไทยอาจจะต้องเสียค่าไฟแพง หลังเอกชนแห่ทำพลังงานใช้เอง

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการช่วยเหลือช่วยเหลือร้านค้า หาบเร่ แผงลอยให้ใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในราคาต่ำ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) กว่าราคาตลาดจำนวน 380,000 ราย หลังจากรัฐบาลได้โยกกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่ได้ใช้แอลพีจีราคาถูก จำนวน 7 ล้านคนไปอยู่ในบัตรสวัสดิการคนจน ว่า ในขณะนี้อยู่ในระหว่าง พิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ดังกล่าวเพื่อดำเนินการปรับปรุงในรายละเอียด เพื่อที่จะทำให้ประโยชน์ตกไปสู่ประชาชนจริงๆ

“เพราะที่ผ่านมาจำนวนผู้ประกอบการมีการใช้สิทธิจริงเพียง 120,000 ราย และจากการตรวจสอบราคาอาหารก็ไม่มีการลดราคาลงตามต้นทุนที่รัฐบาลดูแลให้ ดังนั้น เมื่อในอนาคตรัฐบาลจะยังมีมาตรการช่วยเหลือร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอยู่เช่นเดิมก็จะมีการปรับรูปแบบใหม่เพื่อให้ประโยชน์ลงไปสู่ประชาชนผู้ซื้ออาหารได้จริง โดยขณะนี้มีแนวคิดหลายรูปแบบ เช่น การเพิ่มรายการสินค้าที่ประชาชนจะได้รับส่วนลด ขณะที่ร้านค้าเองอาจต้องมีสัญลักษณ์เพื่อบ่งชี้ว่าได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มจากรัฐบาล นอกจากนั้นประเภทร้านค้าคงไม่จำกัดแค่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่อาจจะให้สิทธิร้านขนาดใหญ่ ภัตตาคาร สวนอาหาร เพื่อให้ร้านค้าทำส่วนลดราคาอาหาร ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ผู้บริโภค”

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ช่วงที่ผ่านมา ธพ. ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยร่วมกัน เพราะปัจจุบันมาตรการค่อนข้างมีความซ้ำซ้อน กระทรวงพลังงานมีส่วนลดแอลพีจี กระทรวงพาณิชย์มีงานธงฟ้าขายสินค้าราคาถูก โดย 2 มาตรการนี้อาจจะยุบรวม โดยเน้นสินค้าส่วนลดกลุ่มเกษตรเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนแอลพีจีบางส่วนที่มีการนำเข้าคนไทยไม่ได้ประโยชน์ โดยมาตรการใหม่นี้จะได้ข้อสรุปสิ้นปี

“มาตรการส่วนนี้ยังมีเวลาจัดทำ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และประกาศใช้พร้อมกับมาตรการบัตรสวัสดิการคนจน เพราะกรณีนี้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รับภาระอยู่ และจากการหารือกับ ปตท. หากมาตรการไม่เสร็จข้ามไปถึงปี 2561 ปตท.ก็สามารถรับภาระได้ เพราะต้นทุนไม่มาก เนื่องจากกลุ่มครัวเรือนถูกโยกไปอยู่บัตรสวัสดิการคนจนแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูรายละเอียดของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมัน ว่าจะสามารถนำเงินกองทุนฯ มาอุดหนุนแทน เพื่อทดแทน ปตท.ได้หรือไม่”

สำหรับสถานการณ์ราคาแอลพีจีตลาดโลก คาดว่าเดือน ก.ย.ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นจากเดือน ส.ค.เนื่องจากได้รับปัจจัยจากภัยธรรมชาติ อาทิ พายุที่พัดเข้าประเทศต่างๆ จนกระทบต่อการผลิตปิโตรเลียมของโลก จากปกติที่ช่วงนี้ราคาแอลพีจีจะมีราคาถูก จึงคาดว่าวันที่ 6 ก.ย.ที่จะประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะรับทราบต้นทุนขายปลีกที่สูงขึ้นเป็น 20.49 บาทต่อ กก.ขึ้นอยู่กับ กบง.ว่าจะปรับขึ้นราคาตาม หรือใช้เงินกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีมาดูแลส่วนหนึ่ง หรือจะใช้เงินกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีเข้าไปดูแลราคาทั้งหมด

ขณะเดียวกัน นายวีรพล จิระประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ทาง กกพ.เตรียมเรียกทุกฝ่ายมาร่วมหารือว่าจะมีมาตรการรับมือทิศทางการผลิตไฟฟ้าประเภทพึ่งพาตนเองที่เริ่มมีมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) และติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) เนื่องจากขณะนี้ภาคเอกชนเริ่มพึ่งพาระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นที่อาจกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าในระบบผลิตและจำหน่ายของ 3 การไฟฟ้าคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่จะลดลงในระยะยาว ซึ่งอาจจะกระทบต่อประชาชนในอนาคต

“ผู้ที่ติดตั้งระบบโซลาร์ชนิดต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ เพราะค่าไฟฟ้าถูกกว่าระบบที่ผลิตของ กฟผ. 10% ขึ้นไป แต่ผลกระทบที่ตามมา คือ การใช้ไฟฟ้าจากระบบปกติของประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมจะลดน้อยลง ดังนั้น ตัวหารเฉลี่ยการคำนวณค่าไฟฟ้าจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งผลที่กระทบตาม คือ ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ประชาชนต้องแบกรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น”

นายวีรพล กล่าวต่อว่า เทรนด์ของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตไฟฟ้าบวกกับต้นทุนการผลิต ไฟฟ้าจากระบบโซลาร์ที่ทยอยถูกลง ภาคเอกชนก็ปรับตัวลดต้นทุน จากการใช้ต้นทุนที่ถูกกว่าการพึ่งพาระบบผลิตไฟฟ้าของภาครัฐ ในช่วงเวลา กลางวัน ซึ่งเป็นเรื่องทางธุรกิจ แต่ต้องยอมรับว่ามีผลต่อการวางแผนผลิตไฟฟ้าทั้งด้านความมั่นคงและค่าไฟฟ้าที่ประชาชนอาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้น กกพ. ก็ต้องการฟังความเห็นและวางแผนร่วมกันให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย.