วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฝรั่งเห่อหลุมหลบภัยหุ้นไทย ดัชนีปาดหน้าขีปนาวุธทำนิวไฮรอบ 2 ปี

ต่างชาติ-กองทุนตะลุยซื้อหุ้นไทย ดันดัชนีพุ่งทำนิวไฮ รอบ 2 ปีครึ่ง สวนทางตลาดภูมิภาค ไม่สะท้านขีปนาวุธเกาหลีเหนือ เชื่อมาจากหลายปัจจัยทั้งบรรยากาศ การเมือง และการเปิดงานไทยแลนด์โฟกัส ที่มีผู้เข้าร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิเคราะห์เผยต่างชาติพกเงินมารอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว หลังเพิ่งรู้หุ้นไทย ถูก-ดี-ปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 29 ส.ค.ปรากฏว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาไล่ซื้อหุ้นไทยอย่างคึกคัก ดันดัชนีทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดทั้งวัน โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,617.73 จุด ก่อนเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ระดับ 1,614.14 จุด บวก 28.35 จุด ทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ในรอบ 30 เดือนหรือ 2 ปีครึ่ง นับจากวันที่ 13 ก.พ.58 ซึ่งดัชนีอยู่ที่ 1,615.89 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นสูงถึง 95,652.53 ล้านบาท ทำนิวไฮในรอบ 9 เดือน จากวันที่ 14 ต.ค. 59 ซึ่งทำมูลค่าการซื้อขายสูงสุดก่อนหน้านี้ไว้ที่ 105,761.63 ล้านบาท

โดยหลังปิดตลาดพบว่าเป็นแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ 48,212.05 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 5,238.53 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ซื้อสุทธิ 2,308.45 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มเดียวที่ขายสุทธิออกมามากถึง 12,368.43 ล้านบาท

โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แรงซื้อหุ้นไทยถล่มทลายมาจาก 3 เหตุผลหลักคือ หุ้นไทยขณะนี้ถือว่าถูก-ดี และปลอดภัย เพราะตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาเพียง 2% ต่ำสุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10% แถมตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ออกมาดีขึ้น ขณะที่งานไทยแลนด์โฟกัส มีการยืนยันนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) สร้างความมั่นใจให้ผู้จัดการกองทุนต่างชาติที่มาร่วมงาน ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยสงบหรือนิ่ง ทำให้หุ้นไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าล่าสุดการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือข้ามเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่นได้สำเร็จ จะถือเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุด ส่งผลให้มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง รวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีราคาสูงออกมา โดยโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ทองคำที่ราคาเด้งขึ้นมาทันที แต่นักลงทุนก็ยังมองหุ้นไทยเป็นที่หลบภัยที่ดี

“ต่างชาติส่งสัญญาณการเข้าซื้อหุ้นไทยตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยเข้ามามีสถานะ “ซื้อ” ในตลาดล่วงหน้าหรือตลาดอนุพันธ์ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นไทย รวมกว่า 80,000 สัญญา มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากก่อนหน้านี้ได้เข้ามาลงทุนพักเงินในตลาดตราสารหนี้ไทยมหาศาล แต่ยังไม่เข้าตลาดหุ้น ซึ่งเม็ดเงินที่ซื้อหุ้นไทยครั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการโยกเงินจากตลาดตราสาร-หนี้มาซื้อหุ้นไทยและส่วนหนึ่งอาจเป็นเงินจากตลาดเอเชียเหนือ ที่หนีมาหลบภัยในหุ้นไทยที่ราคาถูกที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาค”

ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) มองว่า หุ้นไทยปรับขึ้นแรงจากการคลายกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่วนตัวมองว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลุ้นแตะ 1,670 จุดได้ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีหลังผ่านช่วงเดือน ต.ค.ไปแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ จับมือ บล.ภัทร ธนาคารแห่งอเมริกา และเมอร์ริล ลินซ์ จัดงาน Thailand Focus 2017 (ไทยแลนด์ โฟกัส) ภายใต้แนวคิด “Establishing the New Engine” โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงในตลาดเงิน ตลาดทุน ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมให้ข้อมูลถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีในการพัฒนาประเทศการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจแก่ผู้ลงทุนสถาบันจากทั่วโลกที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มากถึง 116 ราย โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารรวมสูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมงาน 142 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้ขอพบและร่วมประชุมรับฟังข้อมูลกับ บจ. ไทย รวมทั้งสิ้น 1,464 ครั้ง มากที่สุดในรอบ 4 ปีของการจัดงาน

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะมีความผันผวน แต่ บจ.ไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากผลการดำเนินงานที่เติบโตและมีการจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกมากกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้คาดการณ์จีดีพีไว้ที่ 3.5-4% ในปีนี้ และ 5% ในปีต่อๆไป ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี และท่าทีของสหรัฐฯต่อสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ส่วนประเด็นเงินบาทแข็งค่านั้น ไม่เป็นที่น่ากังวล เพราะบาทแข็งมีเหตุจากดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนลง.