วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผบ.ทบ.ยืดอกรับ บกพร่อง ไม่คุม 'ปู' ใกล้ชิด

ตั้งเพิ่มอีก 12 กก.ยุทธศาสตร์ มติป.ป.ช.อุทธรณ์แค่ ‘สุชาติ’ ยงยุทธเจอคุก 2 ปี คดีอัลไพน์

“บิ๊กตู่” โอดเสียใจตกเป็นจำเลยสังคม หลัง “ปู” ชิ่งหนี ดักคอเคลื่อนไหวอะไรคงไม่เหมาะ รับกังวลเดินซ้ำรอย “ทักษิณ” พี่ชาย ฮึ่มต่อไปไม่ให้เกียรติกันแล้ว ไม่ยอมให้สิ่งที่ทำมา 3 ปีล่มสลายเพราะคนคนเดียว “บิ๊กเจี๊ยบ” แอ่นอกรับผิดชอบ ปัดเกี้ยเซียะ แต่เป็นปฏิบัติการลับสุดยอด “ดอน” รอดูเงื่อนไขถอนพาสปอร์ต “ศรีวราห์” รีดข้อมูล “ผกก.หนุ่ย” ร่อนหมายจับให้ ตร.สากล 198 ประเทศทั่วโลกสืบหาตัวส่งกลับมาดำเนินคดี “บุญทรง” สั่งเมียถอนฟ้องคดีโดนอายัดบัญชี พท.แถลงการณ์ รอฟัง “ปู” ชี้แจง ยันไม่ย่อท้อเชื่อจะแข็งแกร่งขึ้น ครม.ตั้ง 12 กก.ยุทธศาสตร์ชาติ “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก-สมคิด-ดร.ซุป-ชาติศิริ-เสี่ยปั้น” พาเหรดตบเท้าพรึ่บ ป.ป.ช.มาแปลกเลือกยื่นอุทธรณ์แค่ “สุชาติ” ปล่อย “สมชาย-บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท” ศาลสั่งจำคุก 2 ปี “ยงยุทธ” กรณีที่ดินอัลไพน์

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และคนในรัฐบาลรวมถึงฝ่ายความมั่นคงพากันออกมายืนยัน เพื่อดับกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการเกี้ยเซี๊ยะ ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีออกนอกประเทศไปได้ แต่ยังไม่สามารถคลายความกังขาของสังคมลงได้

“บิ๊กตู่” รับมอบว่านแร้งคอคำ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข นำ นพ.สุเทพ วัชรปิยานันท์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และคณะ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 ส.ค.-3 ก.ย. ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้มอบว่านสมุนไพรแร้งคอคำ มีสรรพคุณด้านสมรรถภาพเพศชาย รักษาผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต และต้นกระดูกไก่ดำ และค้างคาวดำ รวมทั้งลูกประคบมือให้นายกฯ โดยนายกฯได้สั่งซื้อชุดประคบและกระโจมกลับไปใช้ที่บ้าน พร้อมแนะนำว่าอยากให้ต่อยอดสอนชาวบ้านปลูกทดแทนการปลูกข้าว จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) และช่วงท้ายได้เรียกเด็กๆที่มาแสดงโขนโชว์ในงาน เข้ามากอดและถ่ายภาพร่วมกันอย่างอารมณ์ดี

เสียใจตกเป็นจำเลยของสังคม

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไม่เข้าฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จนฝ่ายความมั่นคงตกเป็นจำเลยของสังคมว่า รู้สึกเสียใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องทั้งหมดที่ดำเนินการไป รัฐบาลชุดนี้นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ฝ่ายความมั่นคงต้องกลายเป็นจำเลยสังคม ทั้งที่อีกฝ่ายไม่มาฟังคำตัดสินตามนัดหมาย “ผมเสียใจ จะเชื่อมั่นหรือไม่ลองคิดย้อนกลับ หลายสถานการณ์และหลายคดีความ เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหาก็มีหนีไปหลายคนเหมือนกัน เราจำเป็นต้องขอความร่วมมือไปยังต่างประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับเขาจะร่วมมือหรือไม่ และจะให้หรือไม่โดยต้องร่วมมือกันต่อไป”

อ้างหลิ่วตาไม่ได้ความลับแตก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนเส้นทางการหายตัวสั่งการไปหลายวันแล้ว แต่ต้องเช็กหลายทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รอคำตอบอย่างเป็นทางการ ในเรื่องการเข้าออกไปขึ้นเครื่องบินที่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับต่างประเทศทั้งต้นทางและปลายทาง จะตอบเรามาว่าอย่างไร กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานอยู่ การติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ผ่านมา มีความวุ่นวายสับสนอลหม่านทุกแห่ง กลายเป็นว่าเราไปรังแกเขา จึงสั่งให้ฝ่ายความมั่นคงถอยออกมาสักหน่อย แต่ให้มีจุดเฝ้าตรวจอยู่หน้าบ้านดูการเข้าออก รู้หรือไม่ การตามคนคนหนึ่งต้องใช้คนเท่าไร รถไม่รู้กี่คัน ทีมไม่รู้กี่ทีม ออกไปไหนทั้งวัน เขาก็ตามทุกที่หมดคนไป 20-30 คน ที่พูดมาไม่ใช่การแก้ตัว เดี๋ยวคงน่าจะรู้ว่าออกไปอย่างไร มีใครช่วยหรือไม่ ยืนยันว่า คสช.ไม่ใช่ ไม่มีทาง หรือฝ่ายความมั่นคงก็ไม่มีทาง เว้นแต่ไอ้คนชั่วบางคน ก็ต้องหากันจนเจอ รัฐบาลนี้จะปล่อยใครหรือช่วยใครวันหน้าจะไม่มีใครรู้หรือ คิดว่ามันจะไม่เป็นความลับหรือ

ดักคอ “ปู” ขยับอะไรคงไม่เหมาะ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เราต้องบอกสังคม ถ้าเป็นคนที่เรารัก เชื่อมั่น ศรัทธา และเป็นแบบนี้สังคมจะว่าอย่างไร ถ้าคิดว่าคนที่ทำผิดแล้วหลบเลี่ยงหนีออกนอกประเทศกลายเป็นลองกัน คนที่ทำก็จะเดือดร้อน แต่ต้องหาให้ได้ คิดว่าไม่เกินความสามารถ แต่ขอเวลานิดนึง เพราะเกี่ยวพันกับต่างประเทศด้วย อย่าเอาทุกเรื่องมาปนกัน เดี๋ยวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเสียหายอีก ถ้าไปต่างประเทศก็ต้องขอความร่วมมือในการส่งตัว ท่านแรกยังกลับไม่ได้เลย เพราะท่านก็เคลื่อนไหวของท่านไปเรื่อย ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเงียบไปหรือจะเคลื่อนไหวดิสเครดิตรัฐบาลผ่านโซเชียลมีเดีย ต้องไปถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่คิดว่าไม่เป็นการสมควรในเมื่อกระทำความผิด

อย่าขยายความกระทบยุติธรรม

เมื่อถามว่าเตรียมมาตรการตัดเส้นทางเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในต่างประเทศหรือไม่ นายกฯตอบว่า ต้องขอความร่วมมือต่างประเทศ ต่างประเทศมองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ทั้งที่เป็นกระบวนการยุติธรรมของไทย อยากฝากพวกเราทุกคนช่วยกันคิด ถ้าเราขยายความไปมากระบวนการยุติธรรมเราจะเสียหายไปด้วย ส่วนเรื่องลี้ภัยอย่าเพิ่งไปพูด จะขอลี้ภัยเรื่องอะไร เขาหนีประกันศาลไปคดียังไม่ตัดสินเลย ไม่น่าจะลี้ภัยได้ และต้องถามประชาชนส่วนใหญ่ต้องการอย่างไร ถ้าเราไปบอกว่ารัฐบาลนี้มาไม่ถูกต้อง มันก็จบหมด ตนพยายามทำให้ถูกต้อง แม้ว่าจะมาไม่ถูก ก็รับผิดชอบตัวเองอยู่นึกถึงตนบ้าง ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาแล้วมองว่า คสช.ล้มเหลว ความมั่นคงล้มเหลวหมด เป็นหลักคิดไม่ถูกต้อง

รับกังวลเดินซ้ำรอยพี่ชาย

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ซ้ำรอยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยอมรับว่ากังวล ทุกคนกังวลหมด เพราะประชาชนยังให้ความสำคัญคนเหล่านี้มาก ถ้าหนีก็เป็นผู้ร้ายหนีคดี ต้องลดการให้เกียรติลงไป ให้เกียรติมาตลอด วันที่ 23 ส.ค.ยังเห็นอยู่ ยังใช้โทรศัพท์อยู่ที่บ้าน แต่พอวันที่ 24 ส.ค.หายไป เดี๋ยวมันต้องได้ ยังไงต้องหาให้ได้ว่าไปอย่างไร ก็ลำบากพอสมควร เมื่อออกไปแล้ว เมื่อถามว่ามีการเทียบเคียงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับที่รัฐบาลต้องชดใช้บริษัท คิงส์เกต ผู้ประกอบการเหมืองแร่จากออสเตรเลีย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า การเอามาโยงกันมันเรื่องเดียวกันหรือไม่ ที่รัฐบาลนี้โดย คสช.ทำ เพราะมีการร้องเรียนจากประชาชน เรื่องคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม เราทำเพื่อประชาชนมันควรเสี่ยงหรือไม่ ขณะที่บริษัทเขาก็มีทางสู้ “ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่พอทำแล้วเกิดปัญหาก็ให้รัฐบาลรับผิดชอบ มันคนละเรื่องกับจำนำข้าว ที่เป็นเรื่องทุจริต แยกแยะให้ออก ถ้าพูดเรื่องกฎหมาย ผมใช้มาตรา 44 ในประเทศนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ผมทำได้หมดเพราะคุ้มครองผม ส่วนกฎหมายอนุญาโตตุลาการ กฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต้องสู้คดีกันไป แต่การนำคดีมาเทียบกันแบบนี้เท่ากับไม่ให้ความเป็นธรรมผมเลย”

ลั่นไม่ยอมให้สิ่งที่ทำมาล่มสลาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการประสานไปยังประเทศต่างๆถามทุกประเทศ ทั้งสิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถามหมด เมื่อถามว่าสอบถามไปยังประเทศอังกฤษด้วยหรือไม่ ที่มีข่าวจะขอลี้ภัย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มันเกี่ยวอะไรกับประเทศอังกฤษ พูดไปแล้วจะขอลี้ภัยได้หรือไม่ และเรื่องอะไร หนีรับฟังการพิจารณาคดีคือภัยหรือ ใครจะให้ มันคนละเรื่องกัน การประสานกับต่างประเทศเป็นเรื่องกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะใช้ช่องทางการทูต ต้องเช็กด่านตรวจคนเข้าเมืองตามชายแดน ศุลกากร ทุกคนต้องยืนยันมาด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ปากเปล่า และต้องเช็กวิทยุการบิน ท่าอากาศยาน ถ้าเป็นในประเทศเราเช็กได้หมด แต่ถ้าต่างประเทศจะได้ข้อมูลอย่างไรยังไม่รู้ “วันนี้อย่ายกความรับผิดชอบทั้งหมดให้ผม เพราะผมหนักอก ถ้าท่านเป็นผม จะรู้ว่าท่านทำไม่ได้หรอก เห็นมีการนำคลิปผมไปออกกันเต็มไปหมด มันคนละเวลา คนละเรื่อง ตอนนั้นผมเป็นลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา ผมเคารพทุกคน ขอร้อง อย่าให้สิ่งที่ผมพยายามทำมา 3 ปี มันล่มสลายไปด้วยคนคนเดียว ขอแค่นี้ได้ไหม ถ้าท่านเชื่อมั่นผมก็จะทำให้ ผมไม่ยอมให้สิ่งที่ทำมาล่มสลายแล้วสื่อจะยอมเหรอ”

“บิ๊กเจี๊ยบ” ยังมึน “ปู” หนีทางไหน

ช่วงเช้าที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีออกนอกประเทศว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เร่งรัดหน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะกองทัพบก ให้ติดตามตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีทั้งช่วงเวลา วิธีการ รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบกับกองกำลังชายแดนทั้ง 4 กองทัพภาค ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกไปเส้นทางใด หลบหนีหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะออกนอกประเทศไปแล้ว พยายามลงรายละเอียดเรื่องกล้องวงจรปิดและช่องทางธรรมชาติ จากการวิเคราะห์ด้วยศักยภาพที่เป็นถึงอดีตนายกฯ มีผู้สนับสนุนมีเครือข่ายที่พร้อมให้การช่วยเหลือหลบหนีจากไทย และคนรอบข้างที่มีความรู้โดยเฉพาะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลติดตาม จะรู้วิธีการและเทคนิคดี

ยอมรับไม่ได้ควบคุมใกล้ชิด

พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ยอมรับว่า คสช.ไม่ได้ควบคุม น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาเคยส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามบางช่วง เฝ้าหน้าบ้านพักแต่ถูกสังคมกล่าวหาว่าเราไปข่มขู่คุกคาม จึงถอนกำลังออกมาตั้งแต่นั้น ไม่ได้ควบคุมใกล้ชิด ถ้าพูดถึงการหลบหนีก็มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ตนเชื่อว่าเป็นผู้เตรียมการให้ในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องบินส่วนตัว เป็นคนธรรมดาคงไม่มี ดังนั้น ภาพรวม น.ส.ยิ่งลักษณ์มีศักยภาพพอจะหลบหนีด้วยตนเอง สิ่งสำคัญที่สุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันมาตลอดเวลาว่าพร้อมพิสูจน์ตนเอง จึงไม่มีใครคิดว่าจะหลบหนี ยืนยันว่ามีการเตรียมการและตัดสินใจไว้ล่วงหน้า เพียงแต่รอเวลาและโอกาสที่เหมาะสม จากการตรวจสอบยังไม่มีผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจให้การช่วยเหลือ ที่บอกว่าเป็นการเกี้ยเซียะกับ คสช.นั้น ถามว่าเกิดประโยชน์อะไร ทุกวันนี้ก็ถูกด่าอยู่แล้ว นายกฯโทรศัพท์มาเร่งรัดตนทุกวัน คนจะคิดหรือจินตนาการอะไรก็ได้

ปัดเกี้ยเซียะเป็นปฏิบัติการลับ

ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า เมื่อเขาไปอยู่นอกประเทศแล้ว จะไปเปิดตัวเคลื่อนไหวโจมตีพูดให้ร้าย คสช.ก็ได้ จะกลายเป็นปัญหาเพราะอยู่ในประเทศเราสามารถพูดคุยกันได้ ถ้าไปเคลื่อนไหวนอกประเทศ จะเอากฎหมายอะไรไปบังคับใช้ ส่วนจะมีทหารช่วยเหลือวางแผนการหลบหนีด้วยหรือไม่นั้น ไม่รู้ลึกขนาดนั้น เป็นปฏิบัติการลับ และเขาปิดลับได้ดี คสช.ไม่ได้ตายใจ แต่เราให้เกียรติกัน ที่สำคัญวางเงินประกันตัวไว้ 30 ล้านบาท ใครจะคิดว่าเขาจะทิ้งเงินประกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์คงมีเหตุผล พอสถานการณ์คลี่คลายระดับหนึ่งคงออกมาชี้แจงกับสังคม ยืนยันว่าเราไม่ได้เกี้ยเซียะ ถ้าบอกเป็นความบกพร่องของคสช. หรือกองทัพบกที่รับผิดชอบกองกำลังชายแดน ก็ยอมรับ แต่อย่าลืมว่าชายแดนรอบประเทศยาว 5,656 กิโลเมตร เราวางกองกำลังเจ้าหน้าที่ตรงจุดสำคัญ

ไม่ต้องประกบ “น้องไปก์” ฝึก รด.

เมื่อถามว่า ความบกพร่องที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า คสช.ต้องรับผิดชอบตำหนิกองทัพบกว่าปล่อยให้เกิดความหละหลวม เชื่อว่าคนรอบข้างคงวางแผนโดยคิดเหมือนฝ่ายความมั่นคง วางแผนเป็นขั้นตอนไม่ปรึกษาใคร การจะมาดีลกับ คสช.เป็นไปไม่ได้ ถ้า คสช.ไม่ให้ก็ถูกล็อกตัวทันที ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย เราไม่ได้เบาใจ ไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยจะปฏิรูปอย่างไร อาจเข้มแข็งกว่าเดิมก็ได้ ถ้าจัดระบบที่ประชาชนยอมรับ อย่าไปปรามาสพรรคเพื่อไทยว่าจะอ่อนแอ “วันนี้ไม่ได้มาขอความยุติธรรมอะไร แต่มาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นแบบนี้ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นถึงอดีตนายกฯมีบารมีพอสมควร ไม่ใช่ตาสีตาสา” ส่วนกรณีนายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ “น้องไปก์” บุตรชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องเข้ารับการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) นั้น เป็นตามปกติ ไม่ต้องไปตามประกบ ไม่รู้จะไปประกบทำไม เราดูแค่ความปลอดภัยเท่านั้น

“บิ๊กป้อม” ครวญตกเป็นจำเลย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า นายกฯสั่งให้ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบให้รู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกไปทางไหน อย่างไร ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใช้ช่องทางใดหลบหนี และไม่รู้ว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้การช่วยเหลือหรือไม่ เชื่อว่าคงไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรู้เห็นเป็นใจ เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามว่าต้องยกเครื่องด้านการข่าวหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า จะยกเครื่องยังไง คงไม่มี ที่วิจารณ์กันว่าตนให้การช่วยเหลือนั้น ไม่รู้จักท่านเลย ไม่เคยพูดจา ไม่เคยคุย ตนโดนตลอด และกับนายทักษิณก็ไม่ได้สนิท ขอให้เราตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน คดีนี้ไม่ต้องถามแล้ว ส่วนการพิจารณาปลดล็อกการเมือง ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย ยังมีการพูดโจมตีกันอยู่ จึงยังไม่พิจารณาเรื่องดังกล่าว

สมช.แจงสแกนทุกตารางนิ้วไม่ได้

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาปฏิเสธแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ผ่านทางกัมพูชา ส่วนประเทศอื่นยังไม่มียืนยันมา นายกฯย้ำให้ตรวจสอบให้ได้ว่าหลบหนีออกไปได้อย่างไร ใช้ช่องทางไหน และย้ำว่าต้องไม่เกิดขึ้นอีก ต้องเข้มงวดกว่านี้ ชายแดนบ้านเรามีพื้นที่ช่องทางธรรมชาติมากมาย เราไม่สามารถตรวจได้ทุกตารางนิ้ว และยังไม่พบมีเจ้าหน้าที่พาหลบหนีตามข่าว หากมีหลักฐาน พล.อ.ประวิตรสั่งการแล้วให้ดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัด กรณีนี้ถือว่าเกินความคาดหมาย อย่างที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมพูด คือเราไม่คาดคิดว่าจะหนี ส่วนสถานการณ์วันที่ 27 ก.ย. ที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว เราประเมินว่าถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาปรากฏตัวเชื่อว่าองค์คณะผู้พิพากษาจะอ่านคำพิพากษาไปตามที่เตรียมไว้

“ดอน” รอเงื่อนไขถอนพาสปอร์ต

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสกดดันให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เรื่องยังไม่มาถึงกระทรวงการต่างประเทศ เงื่อนไขเป็นอย่างไรกำลังดูอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องดูอย่างละเอียด เมื่อถามว่าทราบแล้วหรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ประเทศอะไร นายดอนตอบว่า ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาคุยกันก่อน เป็นหน้าที่ของตำรวจ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรมาถึงกระทรวงการต่างประเทศ แต่เราเตรียมทุกเรื่องอยู่แล้ว เมื่อถามว่าได้สั่งการไปยังสถานทูตต่างๆ ให้ติดตามหรือไม่ นายดอนตอบว่าไม่ถึงกับสั่งการ แต่เป็นหน้าที่ของทูตที่จะสดับตรับฟังข้อมูล ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศโดยตรง

“บิ๊กแป๊ะ” ย้ำงาน ตร.ทำทุกมิติ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงการติดตามจับกุมตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. รายงานความคืบหน้าตลอด จากการตรวจสอบตามช่องทางหลักยังไม่พบข้อมูล ส่วนจะให้พูดว่าอยู่ในประเทศหรือออกไปแล้ว ถ้าพูดไปก่อนมันมีผล ต้องค่อยๆทำ สำหรับกรณี พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย ผกก.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์พัฒนาด้านการข่าว บช.ส. ติดต่อมาแล้ว แต่ข้อมูลยังเปิดเผยไม่ได้ ส่วนบุคคล 14 คน ที่ไปพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ก่อนการหลบหนี ทราบว่าเป็นการไปพบปะตามธรรมดา แต่ทางลึกอยู่ระหว่างดำเนินการ เชื่อว่าเป็นการไปมาหาสู่กันตามปกติ ทางศาลก็เชื่อว่าไม่น่าจะหลบหนี เพราะมีเงินประกันถึง 30 ล้านบาท ส่วนจะเรียกทั้ง 14คน มาสอบปากคำหรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา ถ้าเป็นประโยชน์ก็ต้องเรียกมา ในส่วนของงานตำรวจถือว่าทำครบทุกมิติแล้ว ประกาศสืบจับ ให้แต่ละกองบัญชาการที่รับผิดชอบตามแนวชายแดน หรือที่เรียกว่าเส้นทางโจรตรวจสอบ พร้อมแจ้งไปยังตำรวจสากล ใช้ทุกช่องทาง ส่วนการถอนหนังสือเดินทางเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ถ้าจะให้ทำตำรวจต้องรอคำพิพากษาก่อน บางหน่วยงานก็อย่าโยนกันไปอย่าโยนกันมา ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรก็ดำเนินการไปก่อนเลย

“ศรีวราห์” รีดข้อมูล “ผกก.หนุ่ย”

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย เข้ามาให้การกับตนที่สำนักงาน เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ให้ข้อมูลบางประการที่น่าจะเป็นประโยชน์ เป็นเบาะแสดำเนินการต่อไป ที่ผ่านมา พ.ต.อ.วทัญญูไปช่วยราชการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ส่วนข้อมูลจากการสอบปากคำไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ต้องชี้แจงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับประกันตัว จากศาล หมายความว่าศาลพิจารณาแล้วว่าไม่หลบหนี ไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในส่วนของ เจ้าหน้าที่ปกครอง ทหาร ตำรวจ จะไปก้าวล่วงมากคงไม่เหมาะ ที่สำคัญเมื่อศาลให้ประกันตัวก็ไม่ได้สั่งการให้ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองหน่วยใดมาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะไปก้าวล่วงไม่ได้ ประกอบกับรัฐธรรมนูญเมื่อคำตัดสินยังไม่ออก

ต้องถือว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. ทำหนังสือสอบถามเจ้าหน้าที่ ตม.ประเทศกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา และสิงคโปร์ ที่มีพรมแดนธรรมชาติติดกับประเทศไทย ได้รับคำยืนยันไม่มีข้อมูล น.ส. ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้า-ออกในแต่ละประเทศตามที่เป็นข่าว พล.ต.อ.ศรีวราห์ยังสั่งการให้ตำรวจกองการต่างประเทศ ทำหนังสือแจ้งเตือนหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปในกลุ่มสมาชิกตำรวจสากล 198 ประเทศทั่วโลก ให้ช่วยสืบค้นหาตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งตัวกลับมาดำเนินคดี

“บุญทรง” สั่งเมียถอนฟ้องคดี

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกในครอบครัวนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ผู้ต้องขังคดีรับจำนำข้าว ประกอบด้วยนางปอยใจระพี ภรรยา บุตรชาย รวมทั้งน้องชายนายบุญทรง และนายนรินทร์ สมนึก ทนายความ เข้าเยี่ยมนายบุญทรงโดยไม่อนุญาตให้นักข่าวบันทึกภาพและสัมภาษณ์ นายนรินทร์กล่าวหลังเข้าเยี่ยมว่า นายบุญทรงมีสีหน้าและกำลังใจดีขึ้นมาก เนื่องจากคนในครอบครัวมาให้กำลังใจ ส่วนการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 2 คาดว่าสามารถยื่นได้ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้นายบุญทรงยังบอกกับภรรยาให้ถอนฟ้องคำฟ้องกรมบังคับคดี กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศ กรณีอายัดทรัพย์นายบุญทรงโดยมิชอบ เพราะไม่ต้องการให้ภรรยาและครอบครัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งภรรยานายบุญทรงตัดสินใจถอนฟ้องทั้งหมด และจะส่งทีมทนายไปถอนฟ้องในวันที่ 30 ส.ค.

เลื่อนฟังคำสั่งคดีอายัดทรัพย์

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำสั่งคดีนางปอยใจระพี เตริยาภิรมย์ ภรรยานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอายัดทรัพย์สิน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบด้วยอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวม 3 ราย โดยวันนี้เป็นการนัดฟังคำสั่งว่าศาลจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ แต่นางปอยใจระพีไม่ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาล มีเพียงทนายความผู้รับมอบอำนาจมารับฟังคำสั่งศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนนัดฟังผลคดีออกไป เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบถามรายละเอียดฝ่ายโจทก์เพิ่มในวันที่ 31 ส.ค. และกำหนดนัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 21 ก.ย.

สั่งตั้ง กก.ตรวจ 8 คลังข้าวอีกรอบ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์กรณีการตรวจคลังข้าวสาร ว่า เรื่องคลังข้าวสาร 8 คลัง ได้สั่งการมาตลอด องค์การคลังสินค้า (อคส.) ตรวจสอบแล้ว ในชั้นต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จะสั่งให้ตรวจอีกครั้ง โดยจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มี พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะ ที่ผ่านมาเราทำมาตลอดทั้งต้นทางปลายทางที่ประมูล จึงต้องไปตรวจสอบว่าเอาออกไปนอกคลังได้อย่างไร กำลังตรวจสอบอยู่และทำให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นตนจะมีปัญหาการเพิกเฉย วันนี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ประชุมเพื่อเตรียมมาตรการตรวจสอบอีกครั้ง จากที่ อคส.ตรวจสอบไปแล้วและรายงานไม่พบสิ่งผิดปกติจากการดำเนินการในขั้นตอนของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) แต่ปลายทางจะว่าอย่างไร ต้องไปดูอีกที ต้องตรวจสอบย้อนหลังว่าเปิดเมื่อไร เพราะถือกุญแจไว้ตั้ง 3-4 ดอก แต่เอาออกไปได้อย่างไร ต้องไปหาคำตอบ ฉะนั้นขอให้ฟังฝ่ายรัฐด้วย ตนไม่ได้เพิกเฉย

ถก “เดชณรงค์” ลุยสอบสางปมคาใจ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เชิญพล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเกี่ยวกับการตรวจสอบโกดังข้าว โดยตนชี้แจงรายละเอียดกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามา และให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ทางตำรวจจะทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ องค์การคลังสินค้าเจ้าหน้าที่ ทหาร เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัยของสังคมตามที่ร้องเรียนมา

ไม่ต้องอายัดบัญชี “ยิ่งลักษณ์” เพิ่ม

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว นายวิษณุตอบว่า ยังไม่มีรายงานมา เพราะมีการร้องขอคุ้มครองชั่วคราวไว้ที่ศาลปกครอง รอไว้ก่อนไม่เป็นไร ถ้าจะไม่รอมีประเด็นเดียว คือการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน วันนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องกลัว เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศต้องอายัดบัญชีเพิ่มเติมหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่มีอะไรจะให้ทำเพิ่มเติม เพราะบัญชีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เท่าที่เราตรวจสอบได้ ทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว มูลค่าพอสมควรอยู่ แต่ถ้าเทียบกับจำนวนทั้งหมดถือว่าน้อย แต่ถ้าเป็นของคนทั่วไปถือว่าเยอะ ส่วนบัญชีในชื่อคนอื่น เราไม่รู้คงต้องตรวจสอบทางลับต่อไป

จำคุก 2 ปี “ยงยุทธ” ที่ดินอัลไพน์

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัทอัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริง ดังนั้น คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี ต่อมาเวลา 12.50 น. ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายยงยุทธ ตีราคาประกัน 500,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้รายงานตัวทุก 30 วัน

“เทือก” ย้ำหนุน “บิ๊กตู่” ตีตั๋วต่อ

ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า ยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เพราะเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความจงรักภักดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ 3 ข้อหลักนี้ ถือเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ ต่อ และเชื่อว่าจะสานการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อถามว่ามีแนวโน้มว่า กปปส.จะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ยังไม่คิด แต่ไม่ปฏิเสธ ตนจะไม่ลงเลือกตั้งตามที่เคยประกาศไว้แน่นอน แต่อาจให้การสนับสนุนตัวบุคคล หรือพรรค การเมืองที่เห็นว่าจะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้

ปชป.หวัง “ชินวัตร” สิ้นมนต์ขลัง

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากคดีรับจำนำข้าวต่อพรรค เพื่อไทย ส่งผลถึงการเลือกผู้นำที่จะมาต่อสู้ทางการเมืองในอนาคต และนายทักษิณ ชินวัตร น่าจะเอาบทเรียนที่ผ่านมามาปรับใช้ ผลกระทบจากคดีนี้ทำให้อิทธิพลตระกูลชินวัตรลดน้อยลง จากเดิมที่มีทั้งอำนาจและเงินในการขับเคลื่อน แต่ขณะนี้เหลือแต่เงินและเสียงประชาชนที่ยังเป็นฐานให้ ซึ่งมีจำนวนน้อยลง จึงขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจขณะนี้ว่าจะบริหารอำนาจอย่างไร ทำให้คนลืมนายทักษิณ หรือจะกลับมาจดจำนายทักษิณมากขึ้น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองต้องแข่งกับตัวเอง เพื่อทำให้สังคมเห็นความเปลี่ยนแปลง สร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถแก้ไขวิกฤติประเทศได้

พท.แถลงการณ์รอฟัง “ปู” ชี้แจง

อีกด้านพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่องการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในอนาคต ระบุว่า พรรคเพื่อไทยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมรสุมหนักมาหลายครั้ง ตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 และปี 2557 ทั้งการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย แต่สมาชิกพรรคทุกคนยังคงยึดมั่นรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และยังคงรักษาอุดมการณ์และพันธกิจในการสร้างประโยชน์สุขประชาชนมาตลอด เหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ส.ค. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ บุคลากรที่ทรงคุณค่าของพรรค พรรคเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงมีคำชี้แจงต่อสาธารณชนเมื่อถึงเวลาอันควร สำหรับพรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่ามีภารกิจหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง คือ 1. การต่อสู้ให้สังคมเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ยอมรับในสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก และตรวจสอบ

ยันไม่ย่อท้อจะแข็งแกร่งขึ้น

แถลงการณ์ระบุอีกว่า 2. ทำให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น ประเทศได้รับความยอมรับนับถือและเชื่อมั่นจากนานาอารยประเทศ 3. ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี และสร้างความสมานฉันท์ด้วยหลักเมตตาปรารถนาดีต่อกัน พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าจากนี้พรรคเพื่อไทยยังคงดำรงความเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชน สร้างความเข้มแข็ง และโอกาสในชีวิตให้ประชาชนต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ปัญหาอุปสรรคอันหนักหนาที่พรรคกำลังเผชิญอยู่นั้น ยิ่งทำให้พรรค สมาชิก และผู้สนับสนุนมีความรัก ความสามัคคี และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ที่จะมุ่งมั่นทำงาน เพื่อให้สังคมไทยมีสันติสุข ประชาชนมีเศรษฐกิจ ที่ดี และได้รับประโยชน์สุขต่อไป พรรคเพื่อไทยจะยังคงมุ่งมั่นในภารกิจต่างๆ อย่างแน่วแน่ ไม่เปลี่ยนแปลง

ครม.ตั้ง 12 กก.ยุทธศาสตร์ชาติ

อีกเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอีกหนึ่งคน และเห็นชอบให้ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการฯ 12 คน จากที่ต้องแต่งตั้ง 17 คน โดยอีก 5 คน จะแต่งตั้งในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ด้านความมั่นคง ด้านการเมือง และด้านบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ด้านเศรษฐกิจ แต่งตั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกฯ และอดีต ผอ.องค์การการค้าโลก และนายชาติศิริ โสภณพนิช ด้านสังคม แต่งตั้งนายบัณฑูร ล่ำซำ และนายกานต์ ตระกูลฮุน

มอบ “วิษณุ” ร่วมวางกติกาการทำงาน

ด้านการศึกษา แต่งตั้งนายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้านสาธารณสุข แต่งตั้งนายพลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่งตั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านวัฒนธรรม แต่งตั้งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แต่งตั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม โดยเห็นชอบให้มอบหมายนายวิษณุ ไปร่วมประชุมกับประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ เพื่อกำหนดกติกาการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ ในวันที่ 30 ส.ค. เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ฟุ้งซุปเปอร์บอร์ดคุมยุทธศาสตร์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 12 คน จากจำนวน 17 ตำแหน่ง ที่เหลืออีกจำนวนหนึ่ง เก็บไว้หาคนดี เก่งๆ สมัครใจเข้ามาอยู่ เพราะมีคนสมัครเยอะ แต่ต้องคัดกรองให้ดีเหมือนกันทุกคน คณะกรรมการชุดนี้ถือเป็นซุปเปอร์บอร์ดของยุทธศาสตร์ชาติ อาจมีทหารอยู่บ้างส่วนหนึ่ง อย่าไปกังวล เพราะการทำงานต้องเดินตามกลุ่มยุทธศาสตร์ชาติ ข้างล่าง 6 กลุ่ม ต้องมาจากหลายภาคส่วน โดยจะมีคณะกรรมการปฏิรูปอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ต้องกำหนดว่าจะเดินหน้าประเทศไปอย่างไร 20 ปี ออกแผนปฏิรูปทุก 5 ปี จากเอกสารงานวิจัย การพบปะประชาชน ปัญหาเดิมจากต่างประเทศ อนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่ง่าย ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เลย

เดินสาย ตจว.ไม่เน้นการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 28 ส.ค. เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการ “โคบาลบูรพา” ต่อจากที่ไป จ.นครราชสีมาว่า ขอร้องว่าอย่ามองว่าเป็นประเด็นการเมือง การลงพื้นที่ต้องการไปติดตามสิ่งที่ตนทำ เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรของ จ.สระแก้ว ที่ขาดแคลนน้ำไปทำเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ได้หรือไม่ จึงจำเป็นต้องลงไปดูในพื้นที่ โดยโครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยที่ดินที่ทำโครงการได้จากการยึดคืนจากที่ได้มาโดยไม่ถูกกฎหมาย มาให้ประชาชนใช้ให้เกิดประโยชน์

อ้างตั้ง รมต.คุมช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุผลการแต่งตั้ง 5 รัฐมนตรีเข้ามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ว่า ในระยะเริ่มต้นหลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง จึงให้ตั้งแบบนี้ไปก่อน เพราะแต่ละคนเป็นคนทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านมาก่อน เหมือนเป็นเจ้าของเรื่องอยู่แล้ว ให้มาทำต่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ผ่านไปสักระยะการลาออกหรือปรับเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ยาก ส่วนอีก 5 ตำแหน่งที่เหลือที่ยังไม่แต่งตั้ง จะพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมต่อไป รวมถึงนักการเมือง และขึ้นอยู่กับนายกฯพิจารณา เมื่อมีรัฐบาลใหม่หากปรับเปลี่ยนตัวบุคคลก็ไม่ทำให้งานสะดุด เพราะงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคล

“พิชัย” โชว์ทางรอดวิกฤติกบต้ม

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน FACTS เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ที่มีนักลงทุนและนักวิชาการจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี เข้าร่วม ว่า ใน 5-10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเหมือนเป็นคลื่นของการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวรองรับ ก่อนจะล้าหลังจนเป็นวิกฤติกบต้ม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีความยืดหยุ่นปรับกฎหมายรองรับ ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคเสียเอง แม้รัฐบาลจะมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังสับสนทิศทาง และเป็นไปตามมาตรฐาน 4.0 ในระบบสากลหรือไม่ จึงควรมีการตรวจสอบมาตรฐาน 4.0 ตามหลักสากล จะได้มั่นใจว่าเป็น 4.0 อย่างแท้จริง ไม่ใช่ 0.4 รวมถึงรัฐต้องเปิดให้ประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์ การปิดกั้นความคิดเห็นจะทำลายความคิดที่สร้างสรรค์ได้

สนช.จ่อดันร่าง พ.ร.บ.งบปี 61

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช. แถลงว่า การประชุม สนช. วันที่ 31 ส.ค. สนช. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งกรรมาธิการฯพิจารณาปรับลด 2.2 หมื่นล้านบาท และแปรเพิ่มให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจอื่น ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนของสำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 93 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ กรธ.เสนอมา กำหนดตั้งคณะกรรมาธิการจำนวน 28 คน สัดส่วนจาก สนช. 22 คน กรธ. 3 คน และ ครม. 3 คน โดยมีระยะเวลาพิจารณา 60 วัน และจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลังนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม.ได้เสนอความเห็นแย้งใน 6 ประเด็นว่า ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.เลือกยื่นอุทธรณ์แค่ “สุชาติ”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การประชุม ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 29 ส.ค. มีวาระสำคัญคือ การพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปี 2551 ที่จะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ โดยที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติ 8 ต่อ 0 ให้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. จำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 1-3 คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่ประชุมมีมติไม่อุทธรณ์ ส่วนเหตุผลที่ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติเพียงคนเดียว เพราะเห็นว่า พล.ต.ท.สุชาติ เป็น ผบ.เหตุการณ์ช่วงนั้น เมื่อเกิดความรุนแรงกลับไม่สั่งยับยั้งเหตุการณ์ หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่จำเลย 1-3 มีมติด้วยคะแนน 7 ต่อ 1 เพราะเป็นเพียงผู้ให้นโยบาย ไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ได้เหมือน ผบ.เหตุการณ์ และไม่พบว่ามีเจตนาพิเศษต้องการความรุนแรง การยื่นอุทธรณ์ทั้งสองกรณีจะยื่นต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 31 ส.ค.