วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รอง ผวจ.อุดรฯ สั่ง ลอกลำห้วยสามพาด ปนเปื้อนโลหะหนัก จากแร่ทองแดงลาว

รอง ผวจ.อุดรฯ สั่งลอกลำห้วยสามพาด ระยะทาง 10 กม. ปนเปื้อนโลหะหนักจากแร่ทองแดงลาว หลังเกิดเหตุ รถบรรทุกแร่ทองแดงพลิกคว่ำ บ.เอกชนผู้ขนส่งแร่ เตรียมเสนอแผนฟื้นฟูในเวลา 15 วัน ตามที่ไทยยื่นข้อเสนอ

วันที่ 29 สิงหาคม นายสมหวัง พ่วงบางโพ รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) อุดรธานี, เจ้าหน้าที่จาก สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 9 อุดรธานี, สนง.อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี ลงพื้นที่ประกาศห้ามจับสัตว์น้ำ และสัมผัสตะกอนดิน 300 ม. ในห้วยสาขาลำห้วยสามพาด บ้านนาดี ต.ผาสุก อ.กุมภวาปี หลังจุดเกิดเหตุรถบรรทุกแร่ทองแดงพลิกคว่ำ จนเกิดการแพร่กระจายของโลหะหนัก 7 ชนิด สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน 

โดยมี นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว นายอำเภอกุมภวาปี, นายทองใบ วุฒา นายก อบต.ผาสุก, นายนิยม จตุเคน กำนัน ต.ผาสุก และตัวแทนชาวบ้านที่เดือดร้อน นำลงดูข้อเท็จจริงตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ไปจนถึงสะพานข้ามลำห้วยระยะ 300 ม. ขณะเดียวกันมีนายวชิรา รักษา รอง ผจก.บริษัทเอส เค ที ทราน จำกัด ตัวแทนผู้ขนส่งแร่ทองแดง มารับทราบปัญหาและแนวทางแก้ไข รวมทั้งมี ผศ.ดร.ธีร์ธวัช สิงหศิริ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ (สิ่งแวดล้อม) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มาร่วมติดตามให้ข้อมูลทางวิชาการ

นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) อุดรธานี และตัวแทนสิ่งแวดล้อม ภาค 9 ชี้แจงว่า ได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดิน ขณะทำการเก็บกู้แร่ในห้วยออก และหลังจากมีการเก็บแร่ออกแล้ว รวม 11 จุด ระยะทาง 10 กม. ปลายทางที่หนองหานกุมภวาปี หรือ ทะเลบัวแดง ในช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อนำมาวิเคราะห์พบโลหะหนักในตะกอนเกินเกณฑ์มาตรฐาน จึงแจ้งให้ผู้ก่อเหตุรับทราบ เสนอแผนการฟื้นฟูลำห้วย คือ จะต้องขุดลอกตะกอนดินออกภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการ ทางราชการต้องจัดการเอง

ผศ.ดร.ธีร์ธวัช สิงหศิริ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ (สิ่งแวดล้อม) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เสนอว่า การเก็บตัวอย่างตะกอนดินมาวิเคราะห์ ผ่านมาแล้วมากเกือบ 20 วัน ในภาพน้ำไหลในช่วงฤดูฝนนี้ เชื่อว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว การปนเปื้อนอาจจะไปไกลมากกว่านี้ น่าจะมีการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ซ้ำ และมีระยะไกลไปมากกว่า 10 กม. พร้อมขอให้กำหนดมาตรการกำกับดูแลรถบรรทุกสารเคมี รถขนสินแร่ต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก

นายวชิรา รักษา รอง ผจก.บริษัทเอส เค ที ทราน จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้รับช่วงการขนแร่จากบริษัท (บริษัทลินฟอกซ์ ทรานสปอร์ต ประเทศไทย จำกัด) ผู้รับสัมปทาน เป็นแบบครั้งคราวไม่ใช่ประจำ โดยรถแต่ละคันจะบรรทุกไม่เกิน 30 ตัน อุบัติเหตุแม้ประกันภัยไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่บริษัทฯ ก็พร้อมจะเข้ามาแก้ไขตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ทุกประการ โดยเตรียมเสนอแผนการฟื้นฟูให้ทัน 15 วัน เบื้องต้นคือการขุดลอกตะกอนดินออก และนำกลับไปกำจัดที่ สปป.ลาว

ขณะที่ นายจูน สุมังเกษตร อายุ 70 ปี เจ้าของที่นาติดกับลำห้วย เปิดเผยว่า มีชาวบ้านมีที่ดินติดกับลำห้วยหลายราย ส่วนตนเองมีที่นา 16 ไร่ ได้รับผลกระทบทันทีขณะนี้คือ ไม่สามารถระบายน้ำออกจากนาลงลำห้วย เพราะเกรงว่าเมื่อฝนไม่ตกจะสูบน้ำจากห้วยเข้านาไม่ได้ ไม่รวมถึงการหากินในลำห้วย ด้วยการจับปลา สัตว์น้ำ และพืชผักไปบริโภค จึงอยากให้ทางราชการดูแลให้ได้รับการเยียวยาในส่วนนี้ด้วย

นายสมหวัง พ่วงบางโพ รอง ผวจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การฟื้นฟูและสร้างความมั่นใจ ให้ประชาชนที่ใช้ลำน้ำแห่งนี้ ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จากการพูดคุยกับตัวแทนบริษัทฯ ก็รับจะให้ความร่วมมือในทุกด้าน โดยเจ้าของบริษัทฯ จะเข้าพบกับ ผวจ. พร้อมเสนอแผนในการฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพปกติโดยเร็ว โดยเราจะนำตัวเลขมาวัดว่า สารตกค้างทั้งหลายตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุใหม่ๆ รวมถึงจะมีการวัดเพิ่มเติมเกิน 10 กม.ขึ้นไป สำหรับเปรียบเทียบผลหลังทำการฟื้นฟู ซึ่งประกาศห้ามจับสัตว์น้ำ สัมผัสตะกอนดิน ยังคงมีประกาศใช้อยู่

“การแก้ไขฟื้นฟูเราให้เวลาไว้ 15 วัน บริษัทยืนยันว่าจะเป็นไปตามกรอบที่ทาง สนง.สิ่งแวดล้อม ภาค 9 แจ้งไว้ โดยจะมีการเสนอแผนในการแก้ไขฟื้นฟู ตั้งแต่การขนเครื่องมือ เครื่องจักร รวมทั้งวิธีการ ซึ่งก่อนจะเข้ามาดำเนินการ คงจะต้องเชิญมาพบกับจังหวัดก่อน และจังหวัดจะตั้งทีมเพื่อกำกับดูแล ดำเนินการไปพร้อมกับทางบริษัทฯ โดยแผนปฏิบัติการต้องดูก่อนว่าเป็นอย่างไร แก้ไขอย่างไร ส่วนสารปนเปื้อนที่อยู่หน้าดินในลำห้วย การเก็บไปกำจัดจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายของ พ.ร.บ.โรงงาน” รอง ผวจ.อุดรธานี กล่าว

นายสมหวัง พ่วงบางโพ รอง ผวจ.อุดรธานี เปิดเผยอีกว่า อุดรธานีเป็นทางผ่านของแร่จากเพื่อนบ้าน อนาคตก็ขึ้นอยู่ที่กฎหมายที่ต้องปรับให้มีความยืดหยุ่นไปกับความเจริญของบ้านเมือง บางครั้งกฎหมายบางตัวก็ไม่เปิดโอกาสให้พื้นที่ ทำให้ต้องพยายามอย่าให้เกิดอุบัติเหตุแบบนี้อีก ซึ่งความจริงก็ควบคุมลำบาก ไม่ทราบว่าจะเกิดที่ไหนเมื่อไร อย่างกรณีนี้มาเกิดอุบัติเหตุในแหล่งน้ำสำคัญ เหมือนถูกแจ็กพ็อตพอดี หากไปเกิดกลางถนน ก็คงไม่เกิดความเดือดร้อนถึงขนาดนี้.