วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สรยุทธ’นั่งรถตู้เข้าเรือนจำ ฎีกาไม่ให้ประกัน โทษหนัก คุก13ปี4เดือน

‘สรยุทธ’ และพวก ลุ้นประกันตัวจนนาทีสุดท้าย หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีไร่ส้ม ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน ส่งศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอประกัน ปรากฏว่าศาลไม่อนุญาต แม้ว่าจะยื่นหลักทรัพย์ ถึง 4 ล้าน ราชทัณฑ์คุมตัวขึ้นรถตู้เข้าเรือนจำ... 

เวลา 16.30 น. วันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตผู้ดำเนินรายการข่าวร่วมกับนางสาวมณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้มฯ และนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกันยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการคุยคุ้ยข่าว จำนวนกว่า 138 ล้านบาท

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้นชอบแล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ว่า นางพิชชาภา อดีตพนักงานบริษัท อสมท มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ จำคุก 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา พนักงานบริษัทไร่ส้ม มีความผิดฐานสนับสนุน จำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ บริษัทไร่ส้ม รวม 80,000 บาท

ปรากฏว่า หลังศาลมีคำพิพากษา และนายสรยุทธ ยื่นหลักทรัพย์จำนวน 4 ล้านบาท ขอประกันตัว เพื่อยื่นฎีกาตามขั้นตอน ภายใน 30 วัน ศาลฯพิจารณาแล้ว เห็นควรให้ศาลฎีกา เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอประกันตัวของจำเลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำคำร้องขอประกันตัวของจำเลย ส่งศาลฎีกาพิจารณาเลยทันที ซึ่งปกติ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน แต่กรณีนี้ มีการดำเนินการภายในวันเดียว 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลฎีกา พิจารณาคำร้องขอประกันตัวแล้ว ได้มีความเห็นไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลย ศาลฯ จึงออกหมายขัง แล้วให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นำนายสรยุทธ กับพวก นั่งรถตู้ทะเบียน ฮข 4001 กรุงเทพมหานคร โดยมีรถเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขับนำ เพื่อพาตัวไปจำคุกตามคำพิพากษาต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ และคณะได้เข้าฟังคำสั่งของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์ในการประกันตัวของจำเลยทั้ง 3 รายเเล้ว มีคำสั่งยังไม่ให้ประกันตัวจำเลยในชั้นนี้ จึงให้ยกคำร้อง โดยรายงานระบุว่า เหตุผลที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นนี้ เนื่องจากคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ตามหลักของประมวลวิธีพิจารณาอาญาซึ่งมาตรา 218 บัญญัติว่าในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งคดีนายสรยุทธ กับพวก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงาน บมจ.อสมท จำกัด 6 กระทงๆ ละ 5 ปี  ส่วนนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา ธีระเดช พนักงานบริษัทไร่ส้ม จำคุก 6 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน ซึ่งหากจะยื่นฎีกาจำเลยจะต้องดำเนินการมาตรา 221 ที่บัญญัติว่า หากจำเลยได้มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้น หรือผู้พิพากษา ที่ทำความเห็นแย้งคดีนั้นไว้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุด ลงชื่อรับรองในฎีกาว่ามีปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลสูง และอนุญาตให้ฎีกาโดยมีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้ยื่นฎีกานั้นได้ แต่คดีของนายสรยุทธ ขณะนี้ยังมิได้ดำเนินการในส่วนนี้ ตามหลักฎหมายที่บัญญัติไว้ ดังนั้น หากทนายความได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้แล้วก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวได้ใหม่อีกครั้ง

ภายหลังที่ได้รับทราบคำสั่งศาลฎีกาแล้ว นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความนายสรยุทธ กล่าวว่า คดีนี้ ใช้สิทธิ์ยื่นฎีกาได้แต่ก็ต้องให้ผู้พิพากษาหรืออัยการเซ็นรับรอง จากนั้นนายมนต์อนันต์ ได้ขึ้นรถกลับทันที หลังจากที่ในเวลา 16.50 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมนายสรยุทธ นางพิชชาภา และนางสาวมณฑา ขึ้นรถตู้เรือนจำไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง.