วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยนาทีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล เศษกระสุนฝังสมองต้นเหตุตาจะบอด?

เป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นาม “ไพศาล พืชมงคล” ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอ้างว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังป่วยหนักแต่ก็ยังฝืนสอนหนังสือให้กับเพื่อนนักโทษ โดยมีใจความสำคัญระบุว่า ปัจจุบัน นายสนธิ อายุย่าง 71 ปีแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่สอนเพื่อนนักโทษในคุก ซึ่งตาข้างซ้ายที่กรำการอ่านสารพัดเรื่อง กำลังบอดสนิท ส่วนกระดูกที่กะโหลกศีรษะ 2 ชิ้นที่แตกเมื่อครั้งถูกลอบสังหารด้วยกระสุนสงครามกว่า 200 นัด และผ่าออกไม่ได้ซึ่งฝังอยู่ในศีรษะเริ่มอักเสบ ทำให้ปวดศีรษะ

จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็ได้ออกมาชี้แจงแบบทันควันว่า อาการตาข้างซ้ายที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นจากเหตุนายสนธิถูกลอบยิง ไม่ใช่อาการป่วยภายหลังถูกควบคุมตัวในเรือนจำ และถ้ามีอาการกำเริบทางเรือนจำก็ต้องส่งไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ส่วนที่อ้างว่าให้นายสนธิสอนหนังสือนั้น อธิบดีกรมคุก ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะนายสนธิ อายุ 71 ปีแล้ว จึงถูกส่งไปอยู่แดน 7 ซึ่งจัดไว้สำหรับคุมขังผู้ต้องขังชรา โดยที่เจ้าตัวไม่เคยขอใช้สิทธิหรือเรียกร้องสิ่งใด เป็นเพียงนักโทษทั่วไปที่ใช้เวลาอ่านหนังสือ นั่งสมาธิ และทำกิจกรรมอื่นๆ

หากจะพูดถึงอาการ “ป่วย” ของนายสนธิ นั้น คงต้องเล่าย้อนกลับไปถึง “คดีลอบสังหาร” เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 ...

ย้อนนาทีลอบสังหาร “สนธิ” ห่ากระสุนกว่า 200 นัดปลิวว่อน กลับรอดเงื้อมมือมัจจุราช!

ปฏิบัติการฟ้าสางถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อ 05.30 น. ท่ามกลางการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ตำรวจชนะสงครามรับแจ้ง มีกลุ่มคนร้ายก่อคดีอุกอาจขึ้นกลางเมืองบริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช ถนนสามเสน เขตพระนคร กทม.

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้าที่เห็น เพราะ พบรถโตโยต้า เวลไฟร์ สีดำ ทะเบียน วล 89 กรุงเทพมหานคร ถูกกระสุนปืนพรุนไปทั้งคัน จอดอยู่เลนขวามุ่งหน้าไปบางลำพู ตรวจสอบพบ กระจกหน้ามีกระสุน 27 รู กระโปรงรถ 8 รู กันชนและกระจังหน้ารถ 11 รู กระจกด้านคนขับแตกทั้งบาน ล้อทั้ง 4 ถูกยิงจนแตก โดยที่เกิดเหตุพบกระสุนเอ็ม 16 อาก้า ส่วนคนในรถ ตรวจสอบพบ คนขับรถ และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในสภาพเลือดอาบ จึงรีบส่งตัวไปรักษาที่ รพ.วชิระ นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ยังพบกระสุน M79 ตกบนรถเมล์สาย 30 อีก 1 นัด โชคดีระเบิดไม่ทำงาน

ผู้เห็นเหตุการณ์บรรยายสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุว่า รถของนายสนธิขับมาตามถนนสามเสน มุ่งหน้าไปทางบางลำพู เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้มีรถปิกอัพ โตโยต้าวีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ขับตามประกบ ก่อนมือปืน 2 คน ซึ่งอยู่ด้านหลังของรถกระบะได้ยิงใส่ล้อรถนายสนธิจนยางแตก โดยมีอีกคน กระโดดลงจากรถ มากราดยิงซ้ำ รวมๆ กว่า 100 นัด จากนั้นจึงขับรถหลบหนีไป นายอดุลย์ แดงประดับ คนขับรถ ถูกยิงอาการสาหัส คมกระสุนเจาะเข้าทรวงอกด้านขวาและต้นแขนขวาและศีรษะ ถูกหามส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่น และ นายวายุพักตร์ มัตทะสิน ผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บกระสุนถากที่ไหล่ซ้าย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ต่อมาแพทย์ นพ.วันชัย เจริญโชคทวี ผอ.รพ.วชิระพยาบาล ได้แถลงอาการว่า นายสนธิมีอาการบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะด้านขวาช่วงขมับแตกและยุบเข้าไปครึ่งเซนติเมตร และจากการเอกซเรย์สมองพบเศษโลหะ คาดว่าเป็นเศษกระสุนปืนฝังอยู่ในสมอง 3-4 ชิ้น มีเลือดออกในสมองเหนือเยื่อหุ้มสมอง แพทย์ใช้เวลา 3 ชั่วโมงในการผ่าตัด ซึ่งยังโชคดีว่า สมองของนายสนธิ ถูกเศษกระสุนปืน ทำให้เนื้อสมองเป็นรอยช้ำมีเลือดออก แต่สมองไม่ได้รับความเสียหาย และหลังการผ่าตัดนายสนธิ ก็รู้สึกตัวดี

นายสนธิ ได้แถลงข่าวเรื่องนี้ หลังจากอาการทุเลาลงแล้ว โดยปักใจประเด็นในการลอบสังหาร 2 มิติ คือ มิติในฐานะสื่อมวลชน และมิติการทำงานในฐานะแกนนำมวลชนด้านประชาชน

“การลอบสังหารครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการส่งสัญญาณไปให้หลายฝ่าย รวมไปถึงนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยว่า หากสนธิตาย อภิสิทธิ์ ก็ตายได้ ถ้าใครมีอำนาจ มีปืน ร่วมมือกัน นึกจะทำอะไรก็ย่อมทำได้” นายสนธิ กล่าวเมื่อวันที่ 3 พ.ค.52


อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ร้อนแรงไปถึงพักใหญ่ กระทั่ง กระบวนการยุติธรรมทำงาน! กระทั่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. (ในขณะนั้น) ลงมาดูแลคดี โดยเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ประกอบด้วย หลักฐานจากกล้องวงจรปิดบริเวณปั๊มบางจาก สาขาปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ขาเข้า ที่สามารถบันทึกรถต้องสงสัยก่อเหตุ เป็นรถยนต์กระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเปลือกมังคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี จอดอยู่เวลา 04.45 น. ก่อนขับออกไป จากนั้นในเวลา 05.45 น. ตำรวจชุดสอบสวน พบภาพจากกล้องตรงปั๊มน้ำมันอีกแห่งหนึ่งบนถนนสายเดียวกัน หลังจากไล่กล้อง ก็สามารถยืนยันว่า กระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ คันดังกล่าว เป็นรถที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุสังหารนายสนธิ 

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มคนร้าย ที่พบว่ามีการติดต่อกันในช่วงก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ รวมทั้งหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ จากการตรวจสอบรถยนต์ของนายสนธิ และสภาพการจำลองวิถีกระสุน รวมทั้งการตรวจลายนิ้วมือแฝง และคราบเขม่าดินปืนจากรถคันที่ใช้ก่อเหตุ

หลักฐานที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเครื่องกระสุน ถูกผลิตโดยกรมสรรพาวุธทหารบก มีการตีตราสัญลักษณ์ RTA = ROYAL THAI ARMY หลักฐานชิ้นนี้ ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ต้องออกมาชี้แจงยอมรับว่า เป็นกระสุนที่มาจากกองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งอยู่ในสายงานการบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ 1 แต่เป็นกระสุนที่ใช้ในการฝึกยิงและได้มีการรั่วไหลออกมา แต่อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้น พล.ต.อ.ธานี เผยว่า ยังไม่พบแต่ก็ไม่มีผลต่อรูปคดี เนื่องจากมีพยานและหลักฐานค่อนข้างแน่นหนา

นอกจากนี้ ยังได้พยานคนสำคัญ คือ คนขับ และกระเป๋ารถเมล์ สาย 30 ยืนยันว่า ขณะขับรถตามหลังรถนายสนธิ มาถึงหน้าวัดเอี่ยมวรนุช เห็นรถกระบะไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับแซงรถคันเกิดเหตุไปจอดด้านหน้า จากนั้นคนร้ายที่นั่งกระบะท้าย 2 คน ลุกขึ้นแล้วใช้อาวุธสงครามยิงใส่รถนายสนธิ ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป


และคำให้การของเด็กปั๊มบริเวณที่เกิดเหตุอีก 2 คน ซึ่งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่คนร้ายยิงกระสุนนัดแรกจนเสร็จภารกิจ และเกือบนำชีวิตมาทิ้ง ซึ่งหลักฐาน พยาน ทั้งหมด เป็นที่มาของการออกหมายจับ ผู้ต้องหา ประกอบด้วย ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าว บช.ปส.ช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส.อ.สมชาย บุญนาค สังกัดกองร้อยกองบังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี และ จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหรา ทหารศูนย์สังกัดสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี ซึ่งต่อมาผู้ต้องหารายท้ายสุด จ.ส.อ.ปัญญา ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก ภายในบ้านพัก

ทั้งหมดคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น ส่วนจะส่งผลให้ “ตา” ของสนธิ ใกล้จะบอดจริงหรือไม่ คงต้องให้แพทย์เป็นผู้ยืนยัน