วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พัฒนาการสิทธิพลเมืองในสหรัฐฯ

ขอแสดงความยินดีต่อสาธารณรัฐอุซเบกิสถานที่ได้รับเอกราชเป็นชาติใหม่มาครบ 26 ปี วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 เวลา 18.00 น. มีงานเลี้ยงฉลองวันเอกราชที่ Parichart Hall โรงแรม Golden Tulip กรุงเทพฯ

เมื่อวานผมรับใช้ถึงตอนที่ว่า สงครามกลางเมืองอเมริกันหรือสงครามเลิกทาสสงบจบลง รัฐทางใต้ไม่มีทาสใช้ทำงานแล้ว ก็ต้องออกกฎหมายเพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากการที่ต้องมาอยู่ร่วมสังคมกับอดีตทาสซึ่งเคยถูกพวกตนกดขี่ นอกจากนั้น ยังต้องดิ้นรนออกกฎหมายเพื่อให้พวกตนสามารถใช้แรงงานชนผิวดำราคาถูกมา ทำการเกษตร กฎหมายของแต่ละรัฐมีความเข้มข้นแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปต้องมีการบัญญัติสาระเหมือนกันดังต่อไปนี้

นิโกร คือ a person of color เป็นผู้มีสายเลือดแอฟริกัน ห้ามการแต่งงานระหว่างผิว ห้ามคนผิวสีร่อนเร่โดยไม่ประกอบอาชีพ คนผิวสีต้องทำสัญญาว่าจ้างแรงงานเป็นลายลักษณ์อักษร ชนผิวขาวคนใดชวนให้คนผิวสีหยุดงานหรือให้ที่พักแก่คนผิวสีที่ล้มเลิกสัญญาว่าจ้างจะต้องถูกลงโทษตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายชนผิวดำ

คนผิวสีลาออกจากงานก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาว่าจ้างจะต้องถูกริบค่าจ้างแรงงานที่ตนทำไว้แล้วทั้งหมด คนผิวสีมีสิทธินำคดีของตนขึ้นฟ้องศาลหรืออาจถูกฟ้องหรือเป็นพยานในศาลได้เฉพาะคดีที่เกิดขึ้นระหว่างคนผิวสีด้วยกันเท่านั้น คนผิวสีไม่มีสิทธิเป็นลูกขุนและไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ

แม้ว่าจะเลิกทาสแล้ว แต่พวกผิวขาวทางใต้ก็สร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้กดขี่คนผิวดำให้ยังมีสถานะเหมือนทาสอีก แต่คนขาวทางเหนือไม่ยอม จึงออกบทบัญญัติสิทธิของพลเมืองหรือ Civil Rights Act และเลิกกฎหมายชนผิวดำ ต่อมาก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 14 ให้ชนผิวดำได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกับพลเมืองผิวขาว แต่โดยแท้ที่จริง ความรู้สึกกดชนผิวดำก็ยังมีอยู่ใต้สมองของคนผิวขาวบางพวกจนทุกวันนี้

ในหลายยุคหลายสมัย โรงแรมร้านค้าหรือสถานบริการไม่ยอมให้บริการชนผิวดำ ถึงขนาดรัฐสภาสหรัฐฯต้องออกกฎหมายให้อดีตทาสผิวดำมีสิทธิที่จะได้รับการบริการในโรงแรม ร้านอาหาร และสถานบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกับชนผิวขาวทุกประการ กฎหมายนี้ทำท่าจะไปได้ดี แต่ไปสะดุดที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ที่สั่งยกเลิก โดยศาลบอกว่าธุรกิจเอกชนมีสิทธิ์จะให้หรือไม่ให้บริการกับใครก็ได้ ทำให้สถานบริการสาธารณะไม่ยอมให้คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเข้าไปใช้บริการ โดยอ้างหลักการ Separate but Equal แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน

หลักการแบ่งแยกแต่เท่าเทียมกันถูกใช้ในสหรัฐฯ เกือบร้อยปี พวกสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ไม่ยอมให้ลูกหลานชนผิวดำเข้าไปเรียน จนมีคดี Brown v. Board of Education of Topeka ใน ค.ศ.1954 และศาลสูงสุดตัดสินให้หลักการแบ่งแยกแต่เท่าเทียมกันไม่สามารถใช้กีดกันการเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา

ชนะคดีปุ๊บ ขบวนการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองก็ระเบิดเกิดขยายตัวขึ้นมาปั๊บ จากนั้น รัฐสภาสหรัฐฯ ก็ออกกฎหมายเพื่อบังคับให้มีการปฏิบัติต่อชนผิวดำเท่าเทียมกับชนผิวขาวอย่างไม่มีข้อแม้ ตั้งแต่ ค.ศ.1960 เป็นต้นมา ก็เริ่มมีชาวอเมริกันผิวดำได้รับ เลือกตั้งเป็นนายอำเภอ เป็นนายกเทศมนตรี ได้ทำงานในสถานที่สาธารณะ ฯลฯ

คนสำคัญที่ต่อสู้เรื่องสิทธิของพลเมืองคือ ดร.มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ที่ระดมชนผิวดำให้มาต่อต้านบริษัทรถประจำทางที่แบ่งแยกที่นั่งชนผิวดำและชาวผิวขาวได้สำเร็จ จากนั้นก็ก่อตั้งสมาคมผู้นำคริสเตียนแห่งภาคใต้ที่นำเอาหลักการอหิงสาของมหาตมะ คานธี มาใช้ มีการนำชนผิวดำเข้าไปในร้านอาหาร โรงแรม และสถานที่สาธารณะที่ไม่ให้คนผิวดำเข้าไปใช้บริการ เมื่อถูกตำรวจจับก็ยอมเข้าคุก ในยุคนั้นชนผิวดำที่ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคถูกทุบตี ถูกสุนัขกัด ถูกฆ่าโดยไม่มีการใช้กำลังต่อต้านเลย

บั้นปลายท้ายที่สุด รัฐสภาสหรัฐฯได้ออกกฎหมายสิทธิพลเมืองช่วงที่ 2 เพื่อประกันความเสมอภาคของประชาชนอเมริกันโดยทั่วหน้า.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com