วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

3 รพ.ถอนตัวสปส. เกษมราษฎร์นนท์-ยันฮี-ศรีระยอง

(แฟ้มภาพ)

ขอให้ผู้ประกันตน แจ้งใหม่ใน31ต.ค.

สปส.วุ่นอีกแล้ว 3 โรงพยาบาลเอกชนดัง ถอนตัวออกจากระบบประกันสังคม ปี 2561 ผู้ประกันตนกว่า 3 แสนคน โดนลอยแพ ต้องแจ้งเปลี่ยนโรงพยาบาลใหม่ภายใน 31 ต.ค.นี้ ขณะที่เลขาฯ สปส.โต้ข่าวไม่จ่ายเงินจน รพ.อยู่ไม่ได้ แต่ไปตามโมเดลธุรกิจเฉพาะแห่ง พร้อมชี้แจงกรณีผู้ประกันตนป่วยมะเร็งระยะเม็ดเลือดขาวถูกปฏิเสธจ่ายยาในระยะที่ 3 ยันยังมีสิทธิได้รับการรักษาและยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่ที่ต้องกำหนดตัวยาในการรักษาโรคแต่ละระยะ ก็เพื่อไม่ให้ใช้คนป่วยเป็นหนูทดลองยา

ที่สำนักงานประกันสังคม (สำนักงานใหญ่) จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน แถลงข่าวการถอนตัวของโรงพยาบาลในระบบประกันสังคมในปี 2561 ว่ามี 3 แห่ง ที่ถอนตัวไม่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมในปี 2561 ได้แก่ รพ.ยันฮี กรุงเทพฯ มีผู้ประกันตน 1.6 แสนคน รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี 1.5 แสนคน และ รพ.ศรีระยอง จ.ระยอง 1.9 หมื่นคน โดย สปส.ได้เตรียมมาตรการรองรับ ด้วยการจัดสถานพยาบาลทดแทน ขณะนี้ได้ดำเนินการแจ้งให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ให้เลือกสถานพยาบาลภายในวันที่ 31 ต.ค. หากไม่แจ้งเปลี่ยนภายในกำหนด สปส.จะเลือกให้เอง โดยในปีหน้ามีสถานพยาบาลทั่วประเทศ 236 แห่ง เข้าร่วมโครงการประกันสังคมเป็นของรัฐ 158 แห่ง และเอกชน 78 แห่ง

นายสุรเดชกล่าวว่า การออกจากระบบประกันสังคมของทั้ง 3 โรงพยาบาล จะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกันตน ยังมีโรงพยาบาลใกล้เคียงรองรับได้ สปส. จะแจ้งผลการเลือกสถานพยาบาลใหม่ ภายในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิได้จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และจะส่งข้อความ SMS แจ้งผลการเลือกสถานพยาบาลของผู้ประกันตนมาตรา 39 หากผู้ประกันตนไม่ถูกใจโรงพยาบาลที่เลือกให้สามารถขอเปลี่ยนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 61 โดยสถานพยาบาลที่เลือกต้องเป็นสถานพยาบาลที่ สปส.กำหนด ขอให้มั่นใจว่า สปส.จะให้บริการทางการแพทย์อย่างเต็มกำลังความสามารถ และต่อไปจะเปิดเวทีให้โรงพยาบาลในระบบประกันสังคมได้มาพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อให้อยู่ร่วมกันต่อไป

เลขาฯ สปส.ยังกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวที่ รพ.เอกชนพากันออกจากระบบประกันสังคมเพราะเรื่องการจ่ายเงินล่าช้าว่า ที่ผ่านมาการจ่ายเงินให้โรงพยาบาลต่างๆ เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไม่ล่าช้า เว้นแต่มีตัวเลขผิดปกติก็ต้องตรวจสอบก่อน ที่มีการพูดกันว่า การกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ รวมทั้งอัตราการจ่าย สปส.เอาเปรียบโรงพยาบาล ขอให้เข้าใจว่าเป็นการเอาเปรียบเพื่อผู้ประกันตน แต่ก็มั่นใจว่าที่ สปส.จ่ายให้ไม่ได้น้อยเกินไป

“การที่โรงพยาบาลเอกชนทยอยถอนตัว เป็นการไปตามโมเดลธุรกิจเฉพาะแห่ง ไม่ได้ออกเพราะขาดทุน ที่ขาดทุนจะเป็นโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่ต้องดูแลคนไข้โรคเรื้อรัง แต่ สปส.ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเพิ่มค่ารักษาโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน รพ.ยันฮี ต้องการเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง แต่ สปส.ต้องการให้มีครบทุกประเภท เมื่อไม่ถนัดจึงขอออก รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ มีโรงพยาบาลในเครือเดียวกันอยู่ใกล้แค่ 300 เมตร จะแย่งลูกค้ากันเอง จึงให้รับแห่งเดียว รพ.ศรีระยอง มีผู้ประกันตนใช้สิทธิน้อย จึงขอไปดูคนไข้ทั่วไปแทน ส่วนข้อเสนอให้สร้างโรงพยาบาลเอง แนะกันมาตั้งแต่ก่อตั้ง สปส.ถ้าจะสร้างที่เดียวจะเป็นการเลือกปฏิบัติ ถ้าจะกระจายสร้างทุกที่ ก็จะไปดูดเอาแพทย์จากที่อื่นเข้ามา จะเกิดความเหลื่อมล้ำ ประกอบกับผู้ประกันตนอยู่ในเมืองใหญ่ มีโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพียงพอรองรับอยู่แล้ว” นายสุรเดชกล่าว

นอกจากนี้ นายสุรเดชยังกล่าวถึงกรณีผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เรียกร้องให้ สปส.จ่ายยารักษาโรคในทุกระยะ หลักถูกปฏิเสธจ่ายยาในระยะที่ 3 ซึ่งมีตัวยา 3 ชนิด ว่าผู้ประกันตนเจ็บป่วยโรคมะเร็ง มีสิทธิได้รับการรักษา และยาตามดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา หากมีความจำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคแม้จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามแนวทางกำกับการใช้ยาบัญชี จ (2) ผู้ประกันตนก็มีสิทธิได้รับยาตามความเห็นของแพทย์ผู้รักษา โดยไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ประกันตน การรักษามะเร็งแต่ละชนิดมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าการรักษาวิธีเดิมไม่ได้ผล หรือไม่ตอบสนองต่อยาที่รักษา สามารถใช้แนวทางการรักษาอื่นได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ซึ่ง สปส.ไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศกำหนดไว้ว่ายาตัวใดต้องใช้รักษาในระยะไหน เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับคนป่วย เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำไว้เพื่อไม่ให้ใช้คนป่วยเป็นหนูทดลองยา หากยามีผลข้างเคียงมากกว่าให้คุณและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยอมรับ ก็ไม่ควรใช้ หากจะฝืนใช้ สปส.จึงไม่ครอบคลุมการรักษาในส่วนนี้