วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยแชมป์ซีเกมส์ปี 2548 กับวันวานที่หวานชื่นของ 'เอกพันธ์ อินทเสน'

อย่างที่ทราบกันดีว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อนั่นก็ศึกฟุตบอลชายซีเกมส์ รอบชิงชนะเลิศ ที่ "ทีมชาติไทย" จะลงสนามพบกับเจ้าภาพ "ทีมชาติมาเลเซีย" และก่อนที่อีกราว 10 ชั่วโมงเศษๆ เกมจะเริ่มคิกออฟ ซึ่ง "ทีมข่าวกีฬา ไทยรัฐออนไลน์" ได้มีโอกาสพูดคุยกับ "เอกพันธ์ อินทเสน" ที่แข้งรายนี้จะมาบอกเล่าและถ่ายทอดเรื่องราวแชมป์ซีเกมส์เมื่อปี 2548 อันเป็นแชมป์สมัยที่ 7 ซ้อนมาให้ได้ฟังกัน

พูดถึงความพร้อมก่อนไปลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 23 เมื่อปี 2548 หน่อย?

สมัยก่อนเรามีเก็บตัวเยอะค่อนข้างเยอะ ประมาณ 5-6 เดือน ที่ กกท. หัวหมาก เพราะเมื่อฟุตบอลลีกมีไม่เยอะประมาณ 10-12 ทีม มันทำให้ความสัมพันธ์ดีมากๆ ทั้งยังได้ความต่อเนื่อง จากความคุ้นเคย รู้ใจกัน ทำให้เกิดสามัคคี ทำให้ทุกอย่างราบรื่นและเป็นไปด้วยดี ช่วงนั้นก็แบ่งการซ้อมออกเป็น 2 ช่วง ตอนเช้า 7-8 โมง และ ช่วงที่สอง ตอนเย็นจะซ้อม 4 โมง ภาพรวมก็จะวิ่งและซ้อมแท็กติก และยังมีโค้ชฟิตเนสเกี่ยวกับกรีฑา มาสอนเกี่ยวกับการออกตัว การวิ่ง การจัดท่าวิ่งในการเล่น เพื่อให้วิ่งเร็วขึ้น

ช่วงซ้อมกับ อาจารย์หรั่ง ชาญวิทย์ ผลชีวิน ได้แง่คิดหรือคำแนะนำดีๆ อะไรบ้างที่ใช้ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน ?

อาจารย์หรั่งเปรียบเหมือนครู เขาเป็นครูมาก่อน ก็จะสอนเหมือนเด็กทั่วไป คอยเตือนด้วย อันไหนไม่ดีบอก เรื่องนอกสนาม ซ้อมเสร็จเรื่องไปเที่ยวให้ระวัง อาจารย์หรั่งเขาเห็นพวกรุ่นพวกผมไต่เต้ามาจากเยาวชน 18-19 ปี ซึ่งเขาก็เป็นโค้ชนักเรียนไทยมา เยาวชน 19 ปี เรียกได้ว่าคลุกคลีกันมาตลอด พอมาซีเกมส์ มันก็ต่อเนื่อง นักเตะทุกคนก็จะเชื่อฟังและให้ความเคารพเขา เวลาเล่นหรือทำอะไรมันจะง่ายไปหมด

ตอนไปแข่งที่ ซีเกมส์ ครั้งที่ 23 มีการปรับตัวยังไง ?

ตอนแรกๆ ที่ไป ช่วงนั้นบรรยากาศถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ทีมฟุตบอลเขาจะให้นอนโรงเรียนแยกไม่ได้นอนรวมกับกีฬาประเภทอื่นๆ ที่สำคัญมันไม่ได้แข่งที่สนามใจกลางเมือง จึงทำให้เราไม่วอกแวก ซึ่งการฝึกซ้อมในช่วงนั้นเราจะเน้นลูกตั้งเตะ ส่วนระบบพื้นฐานอื่นๆ นั้นเราไม่ได้เน้นอะไรมากเพราะเข้าใจกันหมดแล้วแต่ก็ละเลยยังมีการทำความเข้าใจเรื่อยๆ

ผลรอบแรกที่เล่นไม่ปะติดปะต่อเป็นเพราะความกดดันหรือเปล่า ?

จริงๆ น่าจะมีหลายสาเหตุ ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ รอบแรกๆ จะมีการทำประตูกันน้อย เพราะการที่เจอทีมที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักเขาจะเน้นเกมรับเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าจะไม่เปิดหน้าแลกเลยถ้าหากไม่โดนขึ้นนำไปก่อน หลายๆ เกมจะดูตื้อๆ การเข้าทำก็อาจจะยังไม่ลงตัวนัก ด้วยวัยในตอนนั้นอายุแค่ 21-22 ปี ด้วยความที่ยังเด็กกระดูกฟุตบอลก็ยังไม่เติบโตขึ้นเท่าไหร่ แต่ทว่าสมัยนี้อะไรๆ มันก็ดีขึ้นเด็กรุ่นใหม่พัฒนาขึ้น รู้จังหวะดึงเกมผ่อนเกมนั้นมากขึ้น

ไล่ลำดับคร่าวๆ ตั้งแต่รอบแรกถึงรอบชิงชนะเลิศให้ฟังหน่อย?

เกมในรอบแรก ระบบทีมหรือผลงานโดยมันไม่ได้ดีอะไรมาก รอบแรกๆ ชนะ 1-0 หรือ 2-0 แค่นั้น แต่ก็ชนะมาตลอด รอบรองก็ดีขึ้น ชนะอินโดนีเซีย 3-1 ส่วนรอบชิงชนะเลิศเราก็คือเจอกับทีมชาติเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาฟอร์มมาดีตลอด มุมมองของเขาคิดว่าชนะเราแน่ ทั้งยังมีนักเตะดังๆ ฟอร์มดี ทั้งนั้น พวกดังๆ เล คง วิน, ฟาน วัง เกวียน ถึงขนาดที่เขาพูดว่า เหรียญซีเกมส์ทุกอย่างที่ได้มา พวกเขาไม่ได้ต้องการ เขาต้องการเหรียญฟุตบอลชายอย่างเดียว จริงๆ แม้ตอนนั้นถึงจะเป็นสนามกลาง แต่กองเชียร์ทีมชาติเวียดนามเต็มสนาม กองเชียร์เราน้อยกว่ามาก แต่ในเกมนั้นเรากำลังลงตัวและมั่นใจ ทุกคนต่างอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม เกมรุกและเกมรับลงตัวหมด สุดท้ายเราก็ไปถึงเป้าหมายและคว้าแชมป์ซีเกมส์ได้เป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกัน

พูดถึง 2 แอสซิสต์ที่ทำได้ในนัดชิงชนะเลิศ ?

ตอนนั้นมันเป็นจังหวะของฟุตบอลพอดี จังหวะแรกเราไปปั๊มบอลแย่งกับผู้เล่นเวียดนามมาได้ หลังจากนั้นก็ส่งต่อให้ ลีซอ ทำประตู ส่วนในจังหวะที่สองเราหลุดเดี่ยว แต่เห็นเพื่อนอยู่ในจังหวะและมุมที่กว้างกว่าเราจึงส่งบอลให้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมคิดว่าคนอื่นหากอยู่ในจังหวะนั้น เขาก็คงจะทำแบบเดียวกันกับผม

ระหว่างที่ร่วมงานกับลีซอ เขาเป็นคนยังไง ?

เขาเป็นคนสนุกสนาน เฮฮา เฟรนลี่ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มุ่งมั่นตั้งใจทุกอย่าง ถ้าในแง่ของฟุตบอลเขาเป็นผู้เล่นคนหนึ่งที่ยอดเยี่ยมเพราะสามารถทำประตูได้ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา

นักเตะที่คิดว่าดีที่สุดในทีม ?

ตอนนั้น ตัวผู้เล่นดีๆ เยอะ แต่แผงกองกลางตอนนั้นถือว่าแข็งแกร่งมาก มี พิชิตพงศ์ เฉยฉิว, ดัสกร ทองเหลา, จักรกริช บุญคำ ยืนแล้วทีมสมดุลมาก แต่ถ้าให้เลือกผู้เล่นที่คิดว่าดีที่สุดจริงๆ ผมยกให้ พิชิตพงศ์ เฉยฉิว เขามีเซนต์บอลที่สูงมาก และยังมีจังหวะยิงไกลสวยๆ ให้ได้เห็นตลอด

ตอนได้แชมป์รู้สึกอย่างไร ?

ก่อนหน้านั้นอาจารย์หรั่งเขาบอกว่าทีมชาติไทยได้แชมป์มา 6 สมัยติดต่อกัน ถ้าชุดนี้พลาดไม่ได้แชมป์ขึ้นมามันคงเป็นความรู้สึกที่แย่น่าดู ซึ่งอยากที่บอกไปว่าตอนนั้นทีมชาติเวียดนามทีมกำลังเล่นได้ดีมาก แต่เมื่อเจอกับเราเขากับเล่นผิดฟอร์มไปหมด เป็นแบบนี้แทบทุกครั้งเลยนะ ผิดพลาดกันเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยกระดับการเล่นขึ้นมาได้ดีด้วย

ทีมชาติยุคนั้นกับชุดนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?

ก็ไม่ได้แตกต่างมาก เพราะความคาดหวัง ของแฟนบอลชาวไทยคือต้องแชมป์อย่างเดียว แต่ความแตกต่างคิดว่า ตอนที่ผมไป เจ้าภาพไม่ได้เข้าชิงชนะเลิศ คือเป็นแค่ทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งเข้ามา แต่สำหรับน้องๆ ในปีนี้เจอกับเจ้าภาพ ซึ่งมีแรงกดดันมหาศาล ทั้งกองเชียร์ เจอสิ่งภายนอกที่คาดไม่ถึง ทุกอย่างอาจจะหนักกว่า เรื่องเล่ห์เหลี่ยม เรื่องตุกติก อะไรหลายอย่าง มันจะบั่นทอน ถ้าคิดมาก จะแตกต่างตรงนี้ แต่เกมฟุตบอลมันความกดดันมันเหมือนๆ กัน เพราะความคาดหวังคนไทยก็คือแชมป์ซีเกม

จุดที่คิดว่ายังต้องปรับปรุงสำหรับทีมชุดนี้ ?

เรียกได้ว่าเหมือนกับทีมชุดของผมเลยนะ แรกๆ สเตปคืออาจจะฝืดๆ หน่อย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาบ้าง แต่ตอนนั้นโลกโซเชียลมันไม่ได้มีวงกว้างขนาดนี้ แต่กราฟมันก็เหมือนกำลังขึ้น ความมั่นใจกำลังมา น้องๆ ทุกคนเริ่มผลงานเริ่มดีขึ้นมา แมตช์ชิงชนะเลิศ ถ้ามีสมาธิดีๆ ไม่ต้องไปสนใจกับสภาพแวดล้อมภายนอก เราตามแท็กติกของโค้ชและมุ่งมั่นในเกมการแข่งขันก็พอ

ฝากถึงน้องๆ ชุดนี้หน่อย?

ผมก็คอยติดตามเชียร์น้องๆ อยู่ ซึ่งตอนนี้ผลงานก็กำลังดี ก็อยากให้น้องๆ คว้าแชมป์มาครองให้ได้ เพราะมันจะเป็นการสร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก็ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ