วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.นัด 31 ส.ค. ถกงบประมาณ ปี 61 วงเงิน 2.9 ล้านล้าน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นัดประชุม 31 ส.ค. ถกให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้าน ติง ก.กลาโหม แจง ความจำเป็นต้องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นัดประชุม สนช. วันที่ 31 ส.ค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีงบประมาณจำนวน 6 รายการ ที่ได้รับงบฯ เพิ่มเติม รวมเป็น 22,163,095,000 บาท ดังนี้ 1.งบกลาง ได้รับเพิ่ม 21,257,187,600 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน

2.หน่วยงานรัฐสภา ได้รับเพิ่ม 414,016,600 บาท แบ่งเป็นของ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 71,930,600 บาท และของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 342,086,000 บาท ส่วนนี้ เพื่อการก่อสร้างที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่ และแก้ไขปัญหาอาคารสถานที่คับแคบ ไม่เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่ 3.หน่วยงานของศาล คือ สำนักงานศาลปกครอง ได้รับเพิ่ม 96,769,800 บาท

4.หน่วยงานอิสระของรัฐ ได้รับเพิ่ม 385,841,400 บาท แบ่งเป็น ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 241,155,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 61,534,000 บาท สำนักงานอัยการสูงสุด 83,151,500 บาท 5.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน คือ กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ได้รับเพิ่ม 7,689,600 บาท 6.งบประมาณสำหรับแผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้รับเพิ่ม 1,590,000 บาท ขณะเดียวกัน คณะ กมธ.วิสามัญฯ ยังได้จัดทำข้อสังเกตเพื่อเสนอต่อที่ประชุม สนช.เกี่ยวกับภาพรวมการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 61 ในหลายด้าน อาทิ การกำหนดเป้าหมายของกระทรวงและหน่วยงานต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายสำคัญของรัฐ โดยจัดลำดับความสำคัญของภารกิจ โดยเฉพาะองค์การมหาชนที่มีภารกิจ พันธกิจซ้ำซ้อนกับส่วนราชการอื่น ไม่มีผลดำเนินงานที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ขอให้พิจารณายุบเลิก เช่น องค์การมหาชนที่ดำเนินการด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควรคัดเลือกเฉพาะหน่วยงานที่สนองนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมประชาสัมพันธ์ ควรมีการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาช่องทางการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารข้อมูลภาครัฐที่ถูกต้องและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการบิดเบือนข่าวสารและประเด็นอ่อน ส่วนกระทรวงกลาโหม ควรประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ทราบถึงความจำเป็นว่า เพราะเหตุใดกองทัพจะต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์.