วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เก็บภาษีสรรพสามิตระบบใหม่ ราคาสินค้ายังไม่แพงขึ้น

โดย ลมกรด

มีหลายคนยังสงสัยว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระบบใหม่ (ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย.นี้) จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นหรือไม่ หลังจากที่ประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมาได้ให้ความเห็นชอบกฎกระทรวงการคลังฉบับที่ 29 เกี่ยวกับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ของสินค้าแต่ละตัว เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม (ยกเว้นสุราและยาสูบ ซึ่งผมคาดว่าคงจะเสนอเข้า ครม.วันอังคารที่ 12 ก.ย. ดึงเกมไว้ก่อนเพื่อป้องกันการกักตุน)

หลักการของ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่คือ เป็นธรรม โปร่งใส และ เป็นสากล โดยเปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีจากเดิมในขาของ มูลค่า (Ad Valorem) ที่คิดจาก ราคาหน้าโรงงาน และ ราคานำเข้ารวมอากรขาเข้า เปลี่ยนมาเป็นคิดจาก ราคาขายปลีกแนะนำ และเน้นภาษีในขาของ สภาพ (Specific) ควบคู่กันไปด้วย เช่นคิดตาม ดีกรีแอลกอฮอล์ คิดตาม เปอร์เซ็นต์ไอเสียรถยนต์

ราคาขายปลีกแนะนำ ตามมาตรา 17 (1) วรรคสอง กำหนดให้คิดจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน ซึ่งกรมสรรพสามิตได้ออกสำรวจราคาสินค้าแต่ละประเภทจากแหล่งขายในรูปแบบต่างๆมาแล้ว

เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ ในเมื่อการเก็บภาษีใหม่คิดจากฐานราคาที่สูงขึ้น จึงต้องปรับลดอัตราภาษีลงเพื่อให้เกิดความสมดุล และรัฐยังคงได้เม็ดเงินภาษีเท่าเดิม

ก็ขอให้ท่านผู้อ่านสบายใจได้เลยว่าราคาสินค้าจะไม่แพงขึ้นอย่างแน่นอน พ่อค้าไม่สามารถเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างขึ้นราคาสินค้าได้

มีที่ฮือฮามากหน่อยก็ตรง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เพราะจะมีการเก็บ ภาษีค่าความหวาน เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องดื่ม 111 รายการ ที่ปัจจุบันได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ได้แก่เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ หรือน้ำผักผลไม้ที่ถือเป็นเครื่องดื่มส่งเสริมเกษตรกร ต่อไปแม้ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในขาของมูลค่า (Ad Valorem) แต่จะต้องเสียภาษีค่าความหวานซึ่งเป็นภาษีในขาของสภาพ (Specific)

เช่นเดียวกับน้ำอัดลม ปัจจุบันเก็บภาษี 20% จากราคาหน้าโรงงาน เมื่อปรับฐานใหม่ไปคิดราคาขายปลีกแนะนำ ก็จะคิดอัตราภาษีประมาณ 14% และจะต้องเสียภาษีค่าความหวานเพิ่มด้วย

อัตราภาษีค่าความหวานจะคิดอัตราก้าวหน้ามี 6 ระดับคือ 1.ค่าความหวาน 0-6 มิลลิกรัมต่อลิตร ไม่ต้องเสียภาษี 2.ค่าความหวาน 6-8 มิลลิกรัมต่อลิตร เสียภาษี 10 สตางค์ 3.ค่าความหวาน 8-10 มิลลิกรัมต่อลิตร เสียภาษี 30 สตางค์ 4.ค่าความหวาน 10-14 มิลลิกรัมต่อลิตร เสียภาษี 50 สตางค์ 5.ค่าความหวาน 14-18 มิลลิกรัมต่อลิตร เสียภาษี 1 บาท 6.ค่าความหวานตั้งแต่ 18 มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้นไป เสียภาษี 1 บาทเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีแรกจะผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการได้ ปรับตัวก่อน โดยจะเริ่มเก็บภาษีค่าความหวานในวันที่ 16 ก.ย. 62

ระหว่างนี้ผู้ประกอบการคงต้องเริ่มปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีน้ำตาลน้อยลง สร้างความคุ้นชินแก่ผู้บริโภค ยิ่งถ้าปรับสูตรจนเหลือค่าความหวานไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อลิตร ก็สามารถไปขอฉลาก “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ Healthier Choice” เพื่อการันตีว่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วย

ส่วนผู้บริโภคถ้าไม่อยากแบกรับภาระราคาที่สูงขึ้น ก็ควรลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ทั้งยังสอดรับกับเทรนด์รักสุขภาพ

มีหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ด้วยการเก็บภาษีค่าความหวานควบคู่กับมาตรการอื่นๆ

หวังว่าไทยจะทำได้ผลสำเร็จบ้าง ท่องไว้เลยครับ กินหวานน้อยลง ชีวิตอยู่ได้ยาวขึ้น.

ลมกรด