วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนทุจริตข้าวจีทูจี

ถึงกับฮือฮากันทั้งประเทศ! ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

หลัง “หนีเข้ากลีบเมฆ” ไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีที่ตกเป็น “จำเลย” ฐานปล่อยปละละเลยจนทำให้โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยอ้างมีอาการป่วยจาก “น้ำในหูไม่เท่ากัน”

และศาลฎีกาฯ ยังได้ตัดสินจำคุกนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวมทั้งหมด 28 ราย ทั้งที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน รวมถึงให้ภาคเอกชนบางรายชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตครั้งนี้ให้กับกระทรวงการคลังเป็นเงินกว่า 16,912 ล้านบาท

กรณีร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้บริษัทที่ “อุปโลกน์” ขึ้นมาเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน แต่กลับไม่ได้เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกลางของจีนมอบอำนาจให้ทำสัญญาซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย อีกทั้งในการซื้อข้าวจากไทย บริษัทจีนรายดังกล่าวไม่ต้องแข่งขันด้านราคา ส่วนข้าวที่อ้างว่าขายให้กับจีนนั้น ไม่ได้มีการส่งออกจริง แต่กลับนำมาให้เอกชนของไทยเวียนขายในประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง

ส่งผลให้บุคคลทั้ง 28 ราย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่สามารถเอาผิดผู้สมรู้ร่วมคิดกับการทุจริตขายข้าวจีทูจี จนนำมาซึ่งการ “จำคุก” บุคคลที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามการร้องเรียนของพรรคประชาธิปัตย์ จนกระทั่งศาลฎีกาฯ ตัดสินถึง 5 ปี

แต่นี่เป็นเพียงการทุจริตขายข้าวจีทูจีลอตแรก เพียง 4 สัญญา ปริมาณข้าว 6.2 ล้านตันเท่านั้น!!

ยังมีการ ขายข้าวจีทูจีให้กับจีนอีก 8 สัญญา ปริมาณ 14 ล้านตัน และการขายมันสำปะหลังจีทูจี 7 สัญญา ปริมาณ 4.79 ล้านตัน ที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่า เป็นการขายแบบ “จีทูเจี๊ยะ” และรอชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการภายในปีนี้

เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว คาดว่า น่าจะมีความผิดฐานเดียวกับทั้ง 28 ราย คือ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

และเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว จะเสนอความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกชี้มูลกรณีเป็นข้าราชการ จะพิจารณาลงโทษทางวินัย ซึ่ง อาจมีโทษทางวินัยสูงสุด “ไล่ออก” โดยไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญตลอดชีวิต และจะเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการพิจาณาความรับผิดทางแพ่ง เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหาย รวมถึงส่งเรื่องให้ อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกาฯ ด้วย

แน่นอนว่า คนที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นกลุ่มบุคคล และนิติบุคคลเดียวกับการขายข้าวจีทูจีลอตแรก ที่ศาลฎีกาฯ ได้ตัดสินไปแล้ว และอาจมีบุคคลรายใหม่เพิ่มเข้ามาอีก โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ที่คราวนี้อาจมีระดับอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ข้าราชการกรมการค้าภายในโดนร่างแหด้วย

เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นคณะกรรมการตรวจสอบความเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ และส่อเค้าว่าอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้น หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ส่งผลให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกราย ที่มีชื่ออยู่ในคณะทำงาน คณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าว การระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล และการขายแบบจีทูจีในรัฐบาลที่แล้ว ออกอาการร้อนๆ หนาวๆ เพราะไม่รู้ว่าวันใดจะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด หรือจะพลอยติดร่างแหความผิดไปด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่จริงแล้ว คนที่มีความผิดและต้องถูกรับโทษ กลับเป็นเพียงคนที่ได้รับ “คำสั่ง” ให้ปฏิบัติภารกิจ “โกงชาติ” เพื่อหาเงินเข้า พรรคการเมือง และเข้ากระเป๋าคนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งคนเหล่านี้กฎหมายมักสาวไม่ถึง เพราะไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ เป็นพยานหลักฐานมัดตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยเลย เนื่องจากคนเหล่านี้มักสั่งการด้วยวาจา ดังนั้น จึงมัก “ลอยนวล” และ “เสวยสุข” อย่างที่ไม่สมควรจะเป็น

แต่คนที่รับผิดไปเต็มๆ เห็นจะเป็นคนที่มีตำแหน่งชัดเจน และต้องใช้ตำแหน่งของตนเองหาผลประโยชน์ อย่างกรณีของนายภูมิ และนายบุญทรง ที่เป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจี จึงมีหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด รวมถึงข้าราชการ ที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เพราะเห็นแก่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น และ “เศษเงิน” ที่นักการเมืองโยนให้เท่านั้น

สมควรแล้วหรือที่ “ข้าราชการ” ซึ่ง “เป็นผู้ทำงานแทนพระราชาเพื่อไพร่ฟ้าประชาชน” เป็น “ผู้มีเกียรติ” และ “ศักดิ์ศรี” จะก้มหัวศิโรราบ รับใช้นักการเมือง ที่แสวงหาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่มองถึงประโยชน์ของประชาชนแม้แต่น้อย

สมควรแล้วหรือ ที่ “ข้าราชการ” จะยอมให้คนชั่วเหล่านี้ “ทำลาย” อนาคต ชีวิต เกียรติ และศักดิ์ศรีของตนเอง!! กรณีนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดที่ข้าราชการและใครก็ตามที่ทุจริต และกำลังจะเข้าสู่วงจรอุบาทว์นี้ ให้เลิกทำ ไม่เช่นนั้น อาจมีจุดจบไม่ต่างกัน.

สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์